บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รมต.ต่างประเทศคนแรก? ที่พูดอังกฤษไม่ได้

by Anonym ,
 
  เนื่องจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว. ต่างประเทศ ได้เข้าทำงานวันแรกที่กระทรวง และได้มีการจัดแถลงข่าว ในการทำงานวันแรก ผมได้มีโอกาสดู ต้องบอกว่า ฮาจริงๆครับ ฮามากๆ นอกจากแกจะตอบคำถามไม่รู้เรื่องแล้ว พอแกเจอนักข่าวต่างประเทศถามเท่านั้นแหละ หน้าตานี่เหวอครับ งงแดก เค้าถามอะไรหว่า ดีนะที่มีล่ามคอยช่วย
   ตกลง รมว.ต่างประเทศ เดี๋ยวนี้เค้าใช้ล่ามกันแล้วเหรอ ลองไปดูกันครับ เสียดายผมหาคลิปวีดีโอไม่ได้ ฟังคลิปเสียงกันไปพลางครับ ลองฟังช่วง นาที่ที่ 12.30 เป็นต้นไปนะครับ
  ขอบคุณ ไฟล์เสียงจาก Manager Radio
   แหม รมว.ต่างประเทศอะไรต้องใช้ล่ามกันหนอ
  ต่อมาครับ มาดู สำนักข่าว kyodo ของญี่ปุ่น ลากไส้ รมว.ต่างประเทศ และ นายกฯ ยิ่งลักษณ์กันครับ
  คลิกเพื่อเข้าเวป
ขอบคุณ ลิงค์ที่มาข่าวจาก คุณ c76 ครับ

Thai minister seeks Japanese entry permit for Thaksin

Undated file photo shows former Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra. New Thai Foreign Minister Surapong Tovichakchaikul asked Japanese authorities through Japanese Ambassador to Thailand Seiji Kojima on Aug. 11, 2011, to facilitate a visit to Japan later in the month by Thaksin by issuing him with a special entry permit, even though he is ostensibly a convicted criminal and a fugitive from justice, according to sources. (Kyodo)
   อันนี้เป็นหัวข้อและข่าว กรณีที่ ญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ทักษิณ โดยสำนักข่าว kyodo นะครับ มีใจความว่า
    " รมว.ต่างประเทศ คนใหม่ของไทย นาย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้ขอให้ญี่ปุ่นอนุมัติ ผ่านทางฑูตญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม เพื่อการเข้าประเทศญี่ปุ่นของ ทักษิณ โดยเป็นการอนุญาติให้เข้าเป็นกรณีพิเศษ แม้ว่าทักษิณจะเป็นอาชญากรที่หนีคดี "
     ซาบซึ้งไหมครับ คุณ ปิ้ง เจอญี่ปุ่นลากไส้ขนาดนี้ ยังจะกล้าพูดอีกไหม ว่าไม่ได้ขอ หน้าด้านจริงๆ คุณสมบัติอะไรก็ไม่มีที่จะเป็น รมว.ต่างประเทศ มีอย่างเดียวคือ ทำเพื่อทักษิณ พิจารณาตัวเองเถอะครับ
ขายขี้หน้าต่างชาติที่มี รมว.แบบนี้

นโยบายแจกเงินและสัญญาประชาคมของคุณยิ่งลักษณ์ฯ จะเป็นตัวจุดไฟในนาคร อีกครั้งหนึ่งหรือ


  by พล.ท.นันทเดช ,

            ฤดูฝนยังคงทำหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ อย่างขยันขันแข็ง จนบางคนเริ่มเบื่อที่จะพูดถึงมันแล้ว และยังคงเป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะผ่าน September in the rain ไปแล้ว มันถึงจะส่งทอดภารกิจให้ฤดูหนาวผู้เกียจคร้านเข้ามารับหน้าที่แทนในคืนที่ หนาวเหน็บ พวกเราก็จะได้พบกับพระจันทร์ดวงกลมโตกว่าทุกฤดู พระจันทร์ในฤดูหนาวแม้จะสวยสงบ แต่ในสายตาของผมมันดูไม่สดชื่นค่อน ข้างเย็นชา ไม่รื่นเริงและเป็นกันเอง สู้ summer moon ไม่ได้ครับ

         วัฏจักรของโลกก็คล้ายกับวัฏจักรของชีวิต การเดินทางผ่านฤดูกาลต่างๆ ของคุณ และผม มาถึงปัจจุบันนี้มากมายพอที่จะบอกได้ว่า ไม่มีอะไรแน่นอนต่อฤดูกาลที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา บางครั้งหน้าหนาวแต่กลับร้อน หน้าร้อนกลับมีแต่ฝนเช่นปีนี้ เป็นต้น กวี หรือผู้รู้จึงมักจะเปรียบถึงความไม่แน่นอนของฤดูกาลว่า คล้ายกับผู้หญิงแต่ผมว่า มันคล้ายกับชีวิตมนุษย์เรามากกว่า มีขึ้นมีลง มีโชคดีบ้าง มีโชคร้ายแถมเข้ามานิดหน่อย นอกจากนั้นชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันยังขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอีก ด้วย เห็นไหมครับ ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา จะให้คนที่เรารักนิ่งสงบไม่เปลี่ยนบ้างได้อย่างไร ผมเคยไปพูดแบบนี้ให้นักศึกษาในสถาบันฯ แห่งหนึ่งฟัง (จะใส่ชื่อลงไปก็จะกระทบต่อสถาบันฯ เขาได้) มีนักศึกษายกมือถาม ๒-๓ คน พวกเขาไม่ได้ถามอะไร แต่ค้านผมว่ามนุษย์บางคนก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แม้เวลาจะผ่านไป ผมถามว่าใคร แกตอบว่า คุณทักษิณฯครับ แต่ปัจจุบันนี้ ผมเริ่มเชื่อแล้วว่าคุณทักษิณฯ น่าจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรเลยจริงๆ โดยเฉพาะ การรู้จักรอคอยโอกาสครับ เมื่อดูการจัด ครม. แล้ว ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณฯ ฝีมือระดับเซียนทีเดียว เพราะ (๑) ใน ครม. ไม่มีใครเป็นเสื้อแดงที่เห็นได้ชัดเจน, (๒) มีคนนอกที่มีความรู้พอสมควร เข้ามาอยู่ใน ครม. ด้วย, (๓) ใน ครม. มีผู้ช่วยคุณยิ่งลักษณ์ฯ ในตำแหน่งรอง นรม. อยู่ครบทุกด้าน โดยเฉพาะรองนายกฯ เหล่านี้ยังยังสามารถจะตอบกระทู้สดแทนคุณยิ่งลักษณ์ฯ ได้ตลอดเวลาอีกด้วย และ (๔) ในตำแหน่ง รมว.กระทรวงต่างประเทศ ซึ่งจะต้องทำงานหลายอย่างให้คุณทักษิณฯ นั้น แม้จะตั้งคุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มาเป็น ซึ่งมีสภาพเป็นทั้งญาติ และเคยทำงานร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาก่อน แต่ทางพรรค ปชป. ซึ่งเป็นฝ่ายค้านก็คงพูดอะไรไม่ออก เพราะเคยตั้งนายกษิต ภิรมย์ ผู้ที่เคยสนับสนุนกลุ่มเสื้อเหลืองมาเป็น รมว.กต. เช่นกัน

           ดังนั้นการแต่งตั้ง ครม. ชุดนี้ คุณทักษิณฯ จึงได้กำไรถึง ๓ ต่อ คือ ได้ใจประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่ตั้งคนเสื้อแดงเข้ามา, ได้คนไว้ใจได้มาดูแล นรม.มือใหม่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจซึ่งผูกพันอยู่กับนโยบายของพรรคเพื่อไทยโดยตรง และยังได้ตอบแทนคนที่เคยช่วยเหลือ สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณฯ มาก่อน ให้มันหมดสิ้นบุญคุณกันไปในตรงนี้เลย แต่ งานยากของรัฐบาลยังรออยู่มากครับ เริ่ม จากนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นโจทย์หินที่ต้องใช้ฝีมือระดับเซียน เพราะนโยบายเหล่านี้ใช้เงินมากทีเดียว ถึงแม้ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากนักก็ตาม เพราะรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ฯ ทิ้งเงินไว้ให้ใช้มากพอควร ส่วนที่เหลือจะกู้มาเพิ่มอีกเท่าไรก็ได้เพราะทุนสำรองของประเทศไทยมั่งคงพอ แต่ที่สำคัญคือผล ที่จะติดตามมาหลังจากดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในด้านต่างๆ อย่างรุนแรงได้ในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าการทำงานชิ้นนี้ผิดพลาดไปแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลไปในที่สุด

          สิ่งที่ติดพันมากับการแต่งตั้ง ครม. อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้รับตำแหน่ง รมต. ซึ่งหลายคนเห็นว่าอาจมีปัญหาขึ้นมาได้ เพราะมีข่าวว่าจะมีการจัดชุมนุมกันใน ๒๔ ส.ค. ๕๔ อีก แต่ผมเห็นว่าแกนนำเหล่านี้คงไม่ติดใจอะไรนัก เนื่อง จากส่วนใหญ่ได้เป็น ส.ส. สมใจ ส่วนแกนนำที่เหลืออยู่ก็น่าจะได้ตำแหน่งทางการเมืองครบกันทุกคน ทั้งจากกระทรวงต่างๆ ที่เป็นโควต้าของพรรคเพื่อไทยและสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย นอกจากนั้นยังน่าจะมีการตกลงกันไว้ ล่วงหน้าอีกเช่นกันที่จะนำเงินมาช่วยเหลือผู้ที่เสียชีวิต ๙๑ ศพ อีกด้วย ถึงขั้นที่คุณจตุพรฯ ระบุไว้ล่วงหน้าเลยว่า ต้องมีเรื่องนี้อยู่ในนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศออกมา
        มาถึงขั้นนี้แล้ว ปัญหาก็เหลืออยู่ที่การทำตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่าจะทำได้หรือไม่ อันไหนทำไม่ได้จะหาทางหลีกเลี่ยงอย่างไรถึงจะดูดี เพราะหลายเรื่องผูกพันกระทบไปถึงภาคเอกชนด้วย นอกจากนั้น สัญญาประชาคมที่คุณยิ่งลักษณ์ฯ ให้ไว้ ๓ เรื่อง คือ (๑) แก้ไขไม่ได้แก้แค้น, (๒) สร้างสุข สลายทุกข์ และ (๓) จะไม่ทำเพื่อกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับนโยบายทีเดียวครับ แต่ผมเห็นว่าทำได้ยากกว่านโยบายเสียอีกครับ (ลองกลับไปอ่านดูอีกที) เพราะ ถ้าทำไม่ได้ทิศทางของรัฐบาลจะเสียไป ความเชื่อถือก็จะลดลง การต่อต้านจากมวลชนก็จะเริ่มมีขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะออกมาพิทักษ์รัฐบาล บ้านเมืองก็จะกลับไปสู่ทิศทางเดิมที่มีการเผชิญหน้าทางมวลชนเกิดขึ้นอีก     ดังนั้นจงระวังสัญญาประชาคมทั้ง ๓ ข้อนี้ให้ดีครับ

           ๒ วันที่ผ่านมานี้ ผมนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านอย่างเป็นสุข ยิ่งฝนตกต้นไม้ก็ยิ่งเขียวขจี ขยายตัวซับซ้อนทับทอดกันไปมาแทบไม่มีที่ว่าง กระรอกหางพวงน้ำตาลอ่อนตัดกับลำตัวสีน้ำตาลแก่เล่นน้ำฝนกระโดดไปมาอยู่บนยอด ต้นสาระ (ที่บ้านมี ๒ ต้นขนาดยักษ์ครับ) เจ้ามะขาม(หมาไทยที่ผมไปเก็บมาจากสนามกอล์ฟทัพบก) วิ่งเล่นน้ำที่ท่วมเข้ามาครึ่งซอยอย่างสนุกสนาน, ต้นโมกข์ซ้อนอายุ ๒๐ ปี ซึ่งขยายตัวคลุมห้องเขียนหนังสือของผม ถูกลมโยกไปมาราวกับผ้าคลุมผมของผู้หญิงโบราณที่ถูกลมพัด (โมกข์เป็นต้นไม้ที่กินน้ำจุมากครับ ถ้าน้ำสมบูรณ์ ใบจะเขียวขจีแน่นขนัด แต่พอหน้าแล้งแม้จะรดน้ำมากก็ยังไม่พอเขาจะทิ้งใบลงมาเกือบหมด) ผมใช้เวลาว่างอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ อ่านไปสัก ๒-๓ เล่ม ผมก็เริ่มเชื่อเรื่องที่นักศึกษา ๒-๓ คน นั้นเคยบอกผมไว้ว่า คุณทักษิณฯ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ นั่นเป็นความจริง ๑๐๐% ยังใจร้อน รอคอยอะไรไม่ได้เช่นเดิม แม้จะเริ่มต้นมาเป็นอย่างดีแล้ว ในการแต่งตั้ง ครม. ที่หน้าตาพอดูได้เพราะเพียง ๓-๔ วันที่เข้ามารับตำแหน่ง นรม. คุณทักษิณฯ และคุณยิ่งลักษณ์ฯ ก็สร้างความสับสนให้กับสังคมค่อนข้าง มาก เช่น
            •    ข่าวที่กระทรวงต่างประเทศจะคืนพาสปอร์ตให้คุณทักษิณฯ
            •    ข่าวที่รัฐบาลอ้างว่าทางญี่ปุ่นเชิญคุณทักษิณฯ ไปญี่ปุ่น แต่ทางญี่ปุ่นบอกว่ารัฐบาลไทยขอมา แต่ถ้าเรื่องนี้ปรากฏว่าเป็นความจริงในกรณีหลังจริง ผู้ที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย ซึ่งขอไปทางญี่ปุ่นอาจจะมีความผิดในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่อีกด้วย
           •    นโยบายตามคำพูดของ น.พ.เหวงฯ ที่จะดำเนินงานอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะต้องมีนัยยะสำคัญที่เกี่ยวกับสถานภาพของคุณทักษิณฯ รวมอยู่ด้วย เรื่องนี้เหมือนกับราดน้ำมันลงไปบนกองไฟครับ ถ้าเป็นจริง คนเขาจ้องดูอยู่ทั้งประเทศ
            •    กรณีกลุ่ม นปช. เร่งขอให้รัฐบาลเยียวยาผู้เสียชีวิตในกรณีจลาจล คนละ ๑๐ ล้านบาท ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บก็จะได้เงินลดลงมาตามลำดับ ซึ่งถ้าทำจริงจะต้องมีการดำเนินงานขยายการช่วยเหลือดังกล่าวให้คลอบคลุมมาก ขึ้น จึงจะเห็นว่าเกิดความยุติธรรมขึ้นมาจริงๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้มีการเรียกร้องเปรียบเทียบไปถึงเรื่องที่ จนท.ตร. และทหารที่เสียชีวิตในหน้าที่จำนวนมาก โดยเฉพาะใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดในสมัยคุณทักษิณฯ ซึ่งตำรวจ ทหารชุดนนี้ได้รับเงินช่วยเหลือน้อยมาก รัฐบาลจะทำอย่างไร ต้องอยู่ในเกณฑ์ช่วยเหลือนี้ด้วยหรือไม่
            •    ข่าวการเดินทางไปกัมพูชาของคุณทักษิณฯ รวมถึงการที่ฮุนเซนห้ามสื่อมวลชนโจมตีรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ฯ ซึ่งมันเป็นเผด็จการยิ่งกว่าพม่าอีกหลายเท่าตัวครับ

             ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า นายกปูอยู่ในสภาพที่น่าสงสารพอสมควรครับที่ ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ต่างฝ่ายต่างทำกันอุตลุดไปหมด ความหวังที่เคยมีว่าบ้านเมืองจะสงบซะที ก็หมดไปแล้วครับ
           ในระยะเวลา ๑ เดือนข้างหน้านี้ผมมีภารกิจที่จะต้องใช้เวลาค่อนข้าง มากทั้งในกรุงเทพฯ, ต่างจังหวัดและสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งเป็นภารกิจของลูกน้องเก่าที่ไปร่ำเรียนขั้นปริญญาเอก ๒-๓ คน อีกส่วนหนึ่งไปทำธุระแทนเพื่อนที่โบราณพูดไว้ว่า เป็นแขนขวาของชีวิตและทำภารกิจส่วนตัวที่คั่งค้างอยู่ให้หมดสิ้นจบๆ ไปสักทีหนึ่ง ก่อนจะแก่มากกว่านี้แล้วทำอะไรไม่ไหวครับ ผมจึงขออนุญาตลางานจากบล็อกไประยะหนึ่งเป็นการชั่วคราว แต่ก็จะติดตามอ่านทุกท่านอยู่เหมือนเดิมครับ

กรุงเทพฯ ๑๘ สิงหา' ๕๔, ๑๒.๐๐ น.


หมายเหตุ :

          ๑. งานเขียนบางตอนนำบทความที่ผมเขียนใน นสพ. คม ชัด ลึก วันที่ ๑๕ ส.ค. ๕๔ มาดัดแปลงครับ

          ๒. อุทาหรณ์ของกระบวนการยุติธรรมอังกฤษ
              ศาลอังกฤษสั่งจำคุกผู้ที่ยุยงให้ประชาชนมาชุมนุมผ่านเครือข่าย Facebook ๒ ราย คนละ ๔ ปี, อีกราย ๑๘ เดือน ข้อหารับของโจร, ยังมีผู้ต้องหารอการพิจารณาคดี ที่ถูกฝากขังอีกประมาณ ๕๐๐ คน
              รมว.มท.อังกฤษ ให้ความเห็นว่า ต้องการแสดงให้รู้ว่าการก่อความวุ่นวายมีความผิด เพราะผู้คนมักจะเชื่อว่าการก่อจลาจลเป็นอาชญกรรมที่ไม่มีความผิด
              ผู้พิพากษาศาลสูงคดีอาญา กล่าวว่า อาชญกรรมที่รุกรานทั่วสังคมเช่นนี้ จำต้องมีบทลงโทษรุนแรงกว่าคดีปกติ

รับคำสั่งมาวุ่นวายประเทศไทยอีกแล้ว

กก.สิทธิฯดิ้นช่วยฆาตกรสังหารเสื้อแดง ทนายฝรั่งไม่ไหวจะเคลียร์จ่อมาไทยคุ้ยข้อมูลเด็ดส่งศาลICC

กลุ่มองค์กรที่เรียกตนเองว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายการท้าทายทางกฎหมายในปัญหาเรื่องการไม่ต้องรับ โทษในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทยและกลุ่มคนที่ร่วมสังหารคน เสื้อแดงในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2553 เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่เราต้องย้ำเตือนกสม.อีกครั้งว่าการที่อดีต นายกรัฐมนตรีนายมาร์ค อสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ ทำให้เขาตกอยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาคดีของไอซีซี-โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนปช.กล่าวตอบโต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยว่า คำร้องต่อไอซีซี ยัง “ดำเนินต่อไป” และมีมูลทางกฎหมายอย่างครบถ้วนในเวบไซต์ของเขา เมื่อวานนี้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

กลุ่มผู้จัดงานสัมมนา หัวข้อศาลอาญาระหว่างประเทศกำลังพยายามหลอกลวงประชาชนไทยด้วยวิธีการที่น่า ตกใจอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน-ซึ่งตรงข้ามกับข้อความที่กลุ่ม บุคคลผู้จัดงานเลือกใช้คือ คำร้องของเราต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ยัง “ดำเนินต่อไป” และมีมูลทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

สิ่งที่น่ากลัวคือ กลุ่มองค์กรที่เรียกตนเองว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายการท้าทายทางกฎหมายในปัญหาเรื่องการไม่ต้องรับ โทษในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทยและกลุ่มคนที่ร่วมสังหารคน เสื้อแดงในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2553

เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ หน่ายที่เราต้องย้ำเตือนกสม.อีกครั้งว่าการที่อดีตนายกรัฐมนตรีนายมาร์ค อภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ ทำให้เขาตกอยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาคดีของไอซีซี

กสม. ควรจะตื่นจากภาพลวงตาและรับรู้ว่า สำนักงานกฎหมายของผมจะยังคงเดินหน้าและใช้ทุกวิธีการทางกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายในปนะเทศไทยเพื่อนำตัวผู้ที่ทำร้ายและสังหารลูกความของผมและครอบ ครัวของพวกเขามาลงโทษ กสม.และผู้เข้าร่วมสัมมนานี้สามารถเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่อง การไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดต่อไป หรือเข้าร่วมกับกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริง ในประเทศไทย

ผมยินดีที่จะตอบคำถามทุกคำถามเกี่ยวกับคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศผ่านทางเฟคบุ๊คของผมที่
http://www.facebook.com/robert.amsterdam

ทั้งนี้นายอัมสเตอร์ดัมได้อ้างถึงคำแปลภาษาไทยของจดหมายเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
120 ชั้น 6 ตึกบี
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ
ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร 10210
8 สิงหาคม พ.ศ.
2554


หัวข้อ: คำเชิญเพื่อบรรยายในงานสัมมนาหัวข้อ “ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ” ถึง เลขานุการพรรคเพื่อไทย
เอกสารที่แนบมา: 1) ตารางงานสัมมนา “ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ”
2) ใบตอบรับ


ในหลายปีที่ผ่านมา “ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)” เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อไอซีซีถูกนำมาใช้ในบริบททางการเมือง (ที่ถูกแต่งขึ้นมา) และมีการอ้างถึงอำนาจการพิจารณาคดีของศาลเพื่อนำตัวกลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วน รับผิดชอบต่อความรุนแรงทางการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียต่อ ประชาชนหลายราย แท้จริงแล้วศาลอาญาระหว่างประเทศมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติปัญหาของวัฒนธรรมการ ไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง ไอซีซีคือกลไกลที่จะป้องกันการสังหารหมู่
ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมความรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติ


ประเทศไทยยังไม่ได้ให้ สัตยาบันต่อสนธิสัญญาของไอซีซี ดังนั้นไอซีซีจึงไม่มีอำนาจการพิจารณาในประเทศไทยไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ดังนั้นข้ออ้างในอดีตเป็นเพียงการแต่งเรื่องทางการเมืองเพื่อทำสร้างความ สับสนต่อสาธารณชนเท่านั้น เหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่เป็นสมาชิก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขั้วอำนาจทางการเมือง หน้าที่และข้อผูกพันที่ไม่ชัดเจนของศาล ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างศาลไทยและไอซีซี แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ การที่นักการเมืองไทยไม่มีทิศทางและความปรารถนาที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย

ด้วยเหตุผลนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และคณะกรรมาธิการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนจึงจัดสัมมนาหัวข้อ “ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการเข้าร่วมไอซีซีของ ประเทศไทย

ดังนั้น เราจึงขอเรียนเชิญท่านหรือตัวแทนบรรยายในหัวข้อ “ศาลอาญาระหว่างประเทศและประชาชนไทย: ศรัทธา ความคาดหวัง และวัตถุประสงค์” ในวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14.15-17.00 น. ที่ ห้องประชุม โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพมหานคร


ด้วยความนับถือ
แท้จริง ศิริพานิช
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แดงยุโรปจัดคอนเสิร์ตฉลองชัยในปารีส ทนายโรเบิร์ตจ่อเข้าไทยคุ้ยข้อมูลเด็ดมัดคอฆาตกรส่งICC

UDD THAI OF EUROPE รายงานว่า ได้ร่วมกับสมาคมรวมใจไทย ในประเทศฝรั่งเศส จัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ตามประสาคนแด๊งแดง และฉลองชัยชนะในขั้นต้นที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง จนทำให้ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้


โดยงานนี้นอกจากคนเสื้อ แดงจากหลายประเทศในสหภาพยุโรปเข้าร่วมงานแล้ว ก็ยังได้รับเกียรติจากทนายความนปช. Mr. ROBERT AMSTERDAM ซึ่งเดินทางมาเพื่อพบปะพี่น้อง นปช. อียู ณกรุงปารีส ที่มารอต้อนรับกว่าสองร้อยคน โดยได้ร่วมงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์รับประทานอาหาร และการเปิดมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินเสื้อแดง









นอก จากนั้น คุณอัมสเตอร์ดัมได้เปิดโอกาสให้พี่น้อง นปช. อียู ได้ซักถามถึงความคืบหน้าของคดี ที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) กรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์สลายการชุมนุมที่แยกคอกวัว และราชประสงค์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยคน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ซึ่งได้รับคำตอบเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง ว่า คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม อีกทั้งได้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเสื้อแดงนปช.อียูด้วย
ทั้งนี้นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวแสดงความหวังว่า เขาจะได้มีโอกาสเดินทางเข้าเมืองไทยให้ได้ก่อน เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ห้ามเขาเข้าประเทศเลยทำให้ทำงานลำบาก แต่ถ้าสามารถเข้าเมืองไทยได้เมื่อไหร่ทุกอย่างจะง่ายขึ้น





ก่อน เดินทางกลับได้ร่วมถ่ายภาพหมู่กับคระกรรมการนปช.อียู นำโดย คุณมนูญ มิ่งชัย ประธานฯนปช.อียู และคุณน้อย ชัชวาล รองประธานสมาคมรวมใจไทย
จากนั้นเป็นการทักทายปราศรัยของพี่น้องตัวแทนเสื้อแดงจากแต่ละประเทศ เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส สก๊อตแลนด์ เบลเยี่ยม ฯลฯ และสนุกสนานตามประสาคนแด๊งแดง กับมินิคอนเสริต์ศิลปินเสื้อแดง คุณแป๊ะ บางสนาน หลังจบงานแล้ว ในวันรุ่งขึ้นประธานฯมนูญ มิ่งชัย จึงถือโอกาสนี้ประชุมคณะกรรมการทั้งหมดถึงจุดยืนและแนวทางก้าวต่อไปของกลุ่ม นปช.อียู

ไม่ฟ้องบุหรี่ดัง

ท่าทางจะรอด!  คนจนเท่านั้นแหละที่ต้องอยู่ใต้กฎ

Pic_195093
"ธนพิชญ์" ระบุความเห็นของอัยการคดีพิเศษที่เคยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น มีรายละเอียดปรากฏในสำนวนอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ความเห็นเพิ่มเติมใดๆ กับอัยการสูงสุดอีก...

จากกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำความเห็นแย้งยืนยันความเห็นให้อัยการสั่งฟ้อง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กับพวกรวม 14 ราย คดีร่วมกันสำแดงราคาอันเป็นเท็จในการนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอลแอนด์เอ็ม เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า เมื่ออธิบดีดีเอสไอ มีความเห็นแย้งแล้วต้องเสนอให้นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด พิจารณาตามขั้นตอน ส่วนความเห็นของอัยการคดีพิเศษที่เคยมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนั้น มีรายละเอียดปรากฏในสำนวนอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ความเห็นเพิ่มเติมใดๆ กับอัยการสูงสุดอีก การพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดของอัยการที่ผ่านมา ยึดถือหลักกฎหมายไทย ไม่เกี่ยวข้องกับความเห็นข้องกับความเห็นของ WTO ตามที่นายธาริต อ้าง การประเมินราคาเป็นเรื่องของศุลกากร ต้องไปแก้ไขให้ถูกต้องสอดคล้องเอง คดีอาญาหากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาไม่เข้าองค์ประกอบความผิดอัยการมีสิทธิ์ สั่งไม่ฟ้องได้.

ตลาดเก๋งเล็กเดือด รับคืนภาษีรถคันแรก1แสน ขึ้นเงินเดือนป.ตรี ลดภาษีน้ำมัน ฝันของคนอยากมีรถขับสักคัน!

มติชน







นิสสัน มาร์ช



ฮอนด้า บริโอ้



เฌอรี่



ทาทา นาโน



โตโยต้า วีออส



มาสด้า2 รุ่น4ประตู



ช่วงนี้ข่าวเศรษฐกิจฮอตๆคงหนีไม่พ้นนโยบายรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์1"ที่หลายคนเฝ้ารอคอย

ทั้งเรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ300บาท/วัน และการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรีที่จะสตาร์ทที่อัตรา15,000บาท/เดือน

แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชนเมื่อฐานล่างสุดมีการ ขยับขึ้นเงินเดือน ฐานต่อๆไปย่อมต้องขยับตามไปด้วย ไม่เช่นนั้นคงตีกันตาย เพียงแต่จะขยับกันเท่าไรถึงจะสม
ประโยชน์กันทุกฝ่าย

นอกเหนือจาก2เรื่องนี้ยังมีเรื่องการคืนภาษีให้กับผู้ที่ต้องการมีรถ คันแรกในอัตรา1แสนบาท และยังมีเรื่องการปรับลดภาษีน้ำมันที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้าว่าจะทำให้ราคา น้ำมันถูกลง

เมื่อเงินในกระเป๋าเพิ่ม ราคาน้ำมันถูกลง ฝันอยากมีรถ(คันแรก)ของคนที่เพิ่งจบใหม่ หรือเพิ่งทำงานใหม่ หรือเพิ่งมีครอบครัว อาจเป็นจริงขึ้นมาก็คราวนี้ โดยเฉพาะรถเล็กอย่าง"ซิตี้คาร์"ที่
ราคาไม่แพงมาก และประหยัดน้ำมันเป็นยอด

ไม่แปลกที่ช่วงนี้เราจะเห็นวงการรถยนต์บ้านเราคึกคักไปตามๆกัน ยอดขายพุ่งทำสถิติใหม่ทุกเดือน ทั้งๆที่มาตรการดังกล่าวยังไม่คลอดออกมาด้วยซ้ำ


@โตโยต้าปรับไลน์ เร่งผลิตวีออส ตั้งเป้าขายเดือนละหมื่นคัน@


ล่า สุดยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดอย่าง"โตโยต้า" ได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ ทั้งการทำงาน 2 กะและเพิ่มการทำงานล่วงเวลาเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์เพื่อส่งมอบให้ แบ็กออร์เดอร์ที่มีอยู่หลังจากประสบปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน ช่วงก่อนหน้านี้ที่ญี่ปุ่นประสบกับสึนามิครั้งใหญ่ ทำให้ลูกค้าต้องรอรถนานกว่า2เดือน


"ตอนนี้บริษัทได้ปรับไลน์การผลิต โดยเรามุ่งเน้นไปที่โตโยต้า วีออส และอัลติส ซีเอ็นจีมากขึ้น เนื่องจากได้รับความนิยมจากลูกค้า ซึ่งขณะนี้เราได้เพิ่มกำลังการผลิตทั้งการทำงาน 2 กะ และเพิ่มการทำงานล่วงเวลาเท่าที่เครื่องจักรของเราจะสามารถทำได้ อย่างโรงงานเกตเวย์นั้นจะมีกำลังการผลิตถึง 240,000 คันต่อปี เพื่อเคลียร์ แบ็กออร์เดอร์ที่มีทั้งหมด หลังจากแผนการผลิตของเราสะดุดไปในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา" นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าว

ทั้งนี้หลังจากที่บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ยอดขายก็จะเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะสำหรับรถยนต์รุ่นวีออส ที่บริษัทจะหันมาเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น จากปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 8,000-9,000 คัน และหากสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ ก็คาดว่าในบางเดือนจะมียอดขายสูงถึง 10,000 คัน ทำให้รถรุ่นดังกล่าวเป็นรถยนต์นั่งที่มียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยอดขายรวมสำหรับรถยนต์วีออสทั้ง 3 โมเดลมียอดขายรวมแล้วกว่า 500,000 คัน ส่วน ยาริสมียอดขายเดือนละ 1,000 คัน


โตโยต้าคาดว่าจนถึงสิ้นปีจะมียอดขายรวมกว่า 360,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่งมียอดขายรวมกว่า 162,000 คัน

นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทั้ง "วีออส วีเลิฟ เฟสติวัล" ทั้งการลุ้นช็อปปิ้งฟรีที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี กิจกรรมทำบุญ "กอดบุญ" กิจกรรมวีออส วีเลิฟ โฟโต้คอนเทสต์ กิจกรรมคอนเสิร์ต และแคมเปญพิเศษคือ ดอกเบี้ย 1.49% หรือเลือกรับบัตรกำนัลอุปกรณ์ตกแต่ง โตโยต้ามูลค่า 15,000 บาท และแคมเปญ ทริปเปิล ซีโร่ คือ ดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน, ผ่อน 0 บาทในเดือนแรก โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน


@มาสด้าส่ง"มาสด้า2"ใหม่เจาะตลาด@


ขณะ ที่ค่าย "มาสด้า" ที่โกยยอดขายจากมาสด้า2 และมาสด้า3ถล่มทลายก็ประกาศปรับเพิ่มยอดขายขึ้นอีก 3 พันคัน หลัง "ดีมานด์" ต่อเดือนยังสูง พร้อมส่งมาสด้า 2 ใหม่ลุยตลาด

โดยนายโชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้มาสด้าได้ตัดสินใจปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายในปีนี้จากเดิม 38,500 คัน เพิ่มเป็น 41,500 คัน เพิ่มขึ้น 3,000 คัน แบ่งเป็นมาสด้า 2 จำนวน 2,000 คัน มาสด้า 3 จำนวน 5,000 คัน และปิกอัพ บีที-50 อีกจำนวน 500 คัน

บอสใหญ่มาสด้าบอกว่า  เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะตลาดรถยนต์โดยรวมที่มีความต้องการซื้ออยู่ค่อนข้างมากอยู่แล้ว ประกอบกับการฟื้นตัวของตลาดหลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาตลาดมียอดขายรวมอยู่ที่ 432,000 คัน โต 5% ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังโดยปกติแล้วจะเป็นช่วงที่ตลาดมีการเติบโตมากกว่าครึ่ง ปีแรกอยู่แล้ว มาสด้าเชื่อว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ระดับ 5-10% และจะทำให้ทั้งปีมียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 860,000-880,000 คัน

"ตอนแรกเราคิดว่าในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้คงเป็นช่วงปลายปี แต่นี่ทุกอย่างกลับมาได้ค่อนข้างเร็วมากและดีกว่าที่คิดเยอะ มาสด้าและค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ก็ประหลาดใจ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นทางเศษรฐกิจที่ดีของประเทศไทยนั่นเอง และมาสด้าเราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่อย่างต่อเนื่องด้วย"

นายยูกิกล่าว ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจพื้นฐานของไทยมีการเติบโต เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ลูกค้ามีกำลังในการ จับจ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของลูกค้าต่างจังหวัด ประกอบกับมาสด้าได้มีการแนะนำรถมาสด้า 2 ใหม่ ด้วยการเพิ่มออปชั่นและใส่ความคุ้มค่าลงไปในตัว และเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่า มาสด้า 2 ใหม่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ยอดขายมาสด้า

"เราเชื่อว่าปีนี้เราน่าจะโตเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดขายที่ 35,147 คัน โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลัก ๆ จะมาจากมาสด้า 2 น่าจะทำได้ถึง 26,000 คัน มาสด้า 3 เพิ่มขึ้น 500 คัน เป็น 7,500 คัน และมาสด้า บีที-50 เพิ่มขึ้นอีก 500 คัน เป็น 7,500 คัน ซึ่งจะส่งผลให้มาสด้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดจาก 4.7% ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 4.9% ของตลาด โดยสัดส่วนการขายของมาสด้า 45% อยู่ในกรุงเทพฯ และ 55% อยู่ในต่างจังหวัด ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงอย่างราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าจะยังต้องจับตาอยู่ แต่โดยรวมเชื่อว่า เสถียรภาพและความแข็งแกร่งของประเทศไทยจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกอย่าง เป็นไปในทิศทางที่ดี"

@ นิสสันเปิดก็อกสอง เปิดตัว"มาร์ช4ประตู"ซีดาน@



หลังจากที่ค่ายนิสสันกวาดยอดขาย"มาร์ช"อย่างถล่มทลายหลังเปิดตัว  เนื่องจากเปิดราคาไม่สูงมาก แค่3.75แสนบาท ทำให้นิสสันกวาดยอดขายไปกว่า2หมื่นคันแล้ว

ล่าสุดมีกระแสข่าวยืนยันชัดเจนหลายด้านว่า นิสสันพร้อมเปิดตัวอีโคคาร์ "มาร์ช 4 ประตู ซีดาน" ภายใน เร็ว ๆ นี้ 

แหล่งข่าวระดับบริหารบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตามแผนมาร์ช 4 ประตู ซีดาน จะวางตลาดอย่างเป็นทางการภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยเมื่อวันที่ 20-22กรกฎาคมที่ผ่านมาบริษัทได้เชิญบรรดาตัวแทนจำหน่าย ทั่วประเทศพร้อมสื่อมวลชนบางกลุ่มร่วมทดลองขับรถรุ่นใหม่นี้ที่แก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี

สำหรับอีโคคาร์ 4 ประตู ซีดาน จะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับนิสสัน มาร์ช 5 ประตู แฮตช์แบ็กที่เพิ่งเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อทำทุกอย่างให้ตรงกับข้อกำหนดที่นิสสันได้ขอรับการส่งเสริมกับทางบีโอไอ โดยเฉพาะอัตราการบริโภคน้ำมัน 5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ผ่านมาตรฐานมลพิษระดับยูโร 4 มีการปล่อยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียไม่เกิน 120 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร เพื่อให้รถคันนี้เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17%

"เราใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร แบบ 3 สูบ รหัส HR12DE 79 แรงม้า มีระบบควบคุมการเปิดปิดของวาล์ว จุดเด่นสำคัญของเครื่องยนต์ตัวนี้คือ การปล่อยมลพิษต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระดับต้น ๆ ของโลก ระบบเกียร์เป็นแบบธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติซีวีที ทั้งหมดวางอยู่บนโครงสร้างวี-แพลตฟอร์ม เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในนิสสัน มาร์ช รุ่น 5 ประตู"

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า โครงสร้างวี- แพลตฟอร์มเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่งที่ช่วยให้รถมีความปลอดภัยจากแรงกระแทก และยังคงรักษาความแข็งแรงของห้องโดยสาร สำหรับรูปร่างหน้าตาของรถคันนี้จะเป็นโฉมเดียวกับนิสสัน ซันนี่ 2011 ระหัส L02B ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่สำหรับประเทศไทยนั้นอาจจะใช้ชื่อ นิสสัน อัลเมร่า แทน "ซันนี่" เพื่อป้องกันความสับสน แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก่อนถึงวัน เปิดตัว

จุดเด่นของนิสสัน มาร์ช 4 ประตู ซีดาน ที่จะใช้เป็นจุดขายอีกอย่างคือ "ความกว้างขวางและโอโถ่ง" เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง รวมถึงนิสสัน มาร์ช 5 ประตู มิติของรถคันนี้เหนือกว่าทุก ๆ ด้านของรถในกลุ่มเดียวกัน คือความยาว 4,426 มิลลิเมตร, ความกว้าง 1,695 มิลลิเมตร, ความสูง 1,505 มิลลิเมตร ส่วนความยาวหน้า-หลัง 2,600 มิลลิเมตร

น้ำหนักรถ 962-1,027 กิโลกรัม และฐานล้อมีขนาดเท่ากับโตโยต้า อัลติส ส่วนสเป็กอื่น ๆ ของตัวรถใกล้เคียง นิสสัน มาร์ช 5 ประตู และเพื่อให้เครื่องยนต์สามารถประหยัดได้มากขึ้นยังได้ติดตั้งระบบ "ไอดัล สต๊อป" ซึ่งเป็นระบบดับเครื่องทันทีเมื่อจอด และทำงานอีกครั้งเมื่อปล่อยเบรกเพื่อเคลื่อนตัวไป ข้างหน้า

ทั้งนี้ กำหนดการเปิดตัวนิสสัน มาร์ช 4 ประตู ซีดาน น่าจะเป็นช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ และขายจริงจังในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปลายปี เพื่อตัดหน้าคู่แข่งอีกสองราย มิตซูบิชิ และซูซูกิ ที่กำลังจะเปิดตัวในต้นปี 2555 โดยคาดว่าจะมีราคาสูงกว่ามาร์ชตัวเก่าประมาณ 5 หมื่นบาท ซึ่งทำให้ตัวเริ่มต้นน่าจะมีราคาประมาณ 4 แสนบาท

ส่วนความคืบหน้าค่ายซูซูกิ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซูซูกิได้เชิญผู้บริหารจากบีโอไอไปร่วมชมรถต้นแบบอีโคคาร์ที่โรงงานซูซูกิใน จังหวัดระยอง ซึ่งคาดว่าซูซูกิอาจจะนำรถรุ่นดังกล่าวมาโชว์ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปลายปีนี้ เช่นเดียวกัน และน่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับอีโคคารของค่ายมิตซูฯในงานมอเตอร์ โชว์เดือนมีนาคมปีหน้า


@ทาทาเล็งส่งโมเดลเดียวกับ"นาโน"เจาะตลาด ราคา3แสน@


ขณะ ที่ค่ายรถใหญ่แดนโรตีอย่างทาทา "ทาทา" แย้มเตรียมส่ง "เก๋งเล็ก" ทำตลาด ระบุชัดเป็นโมเดลเดียวกับ "นาโน" แต่ปรับเพิ่มออปชั่นสำหรับตลาดเมืองไทย เคาะราคาต่ำกว่า 3 แสน ชูความเป็นซิตี้คาร์แท้จริง

แหล่งข่าวระดับบริหารจากบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์สัญชาติอินเดีย ยี่ห้อทาทา กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการผลิตและจำหน่ายรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (ซิตี้คาร์) ว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้ว โดยจะส่งซิตี้คาร์ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการปลายปีนี้ คาดว่าลูกค้าจะได้จับจองในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปอย่างแน่นอน

แต่สำหรับชื่อรุ่นนั้น บริษัทอาจจะไม่ใช้ชื่อ ทาทา นาโน เพราะต้องการให้เหมาะสมกับตลาดในเมืองไทย พร้อมกันนี้ ในส่วนของรูปร่างหน้าตาของซิตี้คาร์ตัวนี้ก็จะเป็นโมเดลเดียวกับทาทา นาโน ที่มีจำหน่ายในประเทศอินเดีย ทั้งนี้จะมีการปรับเปลี่ยนภายใน หรือออปชั่นต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าคนไทย

สำหรับราคาขายซิตี้คาร์คันนี้ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะต่ำกว่า 300,000 บาทอย่างแน่นอน เรากำหนดตำแหน่งสินค้าให้เป็นซิตี้คาร์ ไม่ใช่คู่แข่งของอีโคคาร์ เนื่องจากอยู่คนละตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจึงไม่ใช่กลุ่มผู้ใช้อีโคคาร์

"เดิมบริษัทตั้งใจจะใช้ไทยเป็นฐานผลิตเก๋งเล็ก หรือซิตี้คาร์ แต่เนื่องจากความไม่ชัดเจนทางด้านภาษี และมองว่าผลิตในบ้านเราก็ไม่ได้เปรียบ โดยเฉพาะส่วนต่างกับอีโคคาร์ ซึ่งเก๋งเล็ก เก็บ35% ในขณะที่อีโคคาร์ เก็บ 17% และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอี 85 เก็บ 23% หรือไฮบริด เสียภาษีเพียง 10% ซึ่งหากทาทาตัดสินใจลงทุน มูลค่า 5,000 ล้านบาท ตามที่ บีโอไอกำหนด แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านภาษีที่ดีกว่า ก็ควรย้ายโครงการผลิตซิตี้คาร์ไปที่อื่น"


@"เฌอรี่"ส่ง1-2รุ่นลงตลาด  คาดสตาร์ตไม่เกิน 5 แสน@



"เฌอรี่" เกาะกระแสเก๋งเล็กมาแรง เตรียมส่งซิตี้คาร์ 1,500 ซีซี ลงตลาด 1-2 รุ่น คาดสตาร์ตราคาไม่เกิน 5 แสน สู้อีโคคาร์ เผยรถตู้ "บิ๊ก ดี" กระแสตอบรับเยี่ยม แต่บริษัทแม่ไม่มีรถส่งมอบแบ็กออร์เดอร์ทะลักร่วม 500 คัน คาดเริ่มทยอยส่งลูกค้าได้เดือนกันยายนนี้ ยังฝันเป้า 3,000 คัน

ด้านนายกลิน บุณยนิตย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยเฌอรี่ ยานยนตร์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ว่า ในช่วงปลายปีบริษัทจะนำเข้ารถยนต์ขนาด 1,500 ซีซี เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก 1-2 รุ่น เพื่อเติมเต็มสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการเลือกรุ่นที่จะนำเข้ามาจำหน่าย ซึ่งมีรุ่นที่บริษัทกำลังให้ความสนใจนำเข้ามาทำตลาดแล้ว 2 รุ่น

เบื้องต้นคาดว่า 1 ใน2 รุ่นนั้นจะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มการแข่งขันกับอีโคคาร์ที่กำลังได้รับความนิยม

ส่วนความคืบหน้าแผนการจัดตั้งโรงงานประกอบในประเทศนั้น นายกลินกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับบริษัทแม่ เพื่อหาข้อสรุปถึงโมเดลที่จะนำเข้ามาผลิตในไทย เนื่องจากบริษัทเห็นว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตปิกอัพที่สำคัญ น่าจะมีการผลิตรถยนต์ดังกล่าวในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานการส่งออกในอาเซียน แต่ทางบริษัทไทยเฌอรี่ฯเห็นว่า น่าจะมีการผลิตรถยนต์นั่งโดยสารและรถตู้มากกว่า เนื่องจากยังมีช่องว่างในการทำตลาดอีกมาก

"ปัจจุบันเรายังมีช่องว่างราคาที่ไม่ต่างจากอีโคคาร์ ทั้งนิสสันมาร์ชและฮอนด้า บริโอ้แต่ถ้าต้นทุนเราต่ำลงก็สามารถลดราคาจำหน่ายลงได้อีก ลูกค้าก็จะเกิดการเปรียบเทียบราคาและสเป็กรถที่ดีกว่า ทำให้ลูกค้าหันมามองเฌอรี่มากขึ้น" นายกลินกล่าว


@ "ฮอนด้า" เปิดรับจอง "บริโอ้" รอบใหม่ พร้อมเชิญลูกค้าทดลองขับ@


นายอาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้ตัดสินใจประกาศหยุดรับจองรถยนต์ฮอนด้า บริโอ้ หลังจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นต่อการจัดส่ง ชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ทำให้บริษัทจำเป็นต้องหยุดรับจองฮอนด้า บริโอ้ชั่วคราวไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

แต่ขณะนี้บริษัทได้ประกาศรับจองรถยนต์ฮอนด้า และพร้อมให้ลูกค้าชมและทดลองขับแล้วที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยผู้จำหน่ายฮอนด้าทุกแห่งเริ่มเปิดรับจองรถใหม่แล้ว ทั้งนี้ รถอีโคคาร์ประหยัดน้ำมันรุ่นล่าสุดของฮอนด้า ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับด้วยกระแสท่วมท้น ด้วยยอดจองกว่า 5,000 คัน ภายใน 1 เดือน

"ผู้จำหน่ายทั่วประเทศของฮอนด้าได้รับแจ้งแล้วว่าชิ้นส่วนสำหรับประกอบรถ ยนต์ฮอนด้า บริโอ้จากญี่ปุ่นสามารถส่งออกป้อนให้กับโรงงานได้แล้ว ถือเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะเมื่อการผลิตชิ้นส่วนมีเสถียรภาพแล้ว เราก็สามารถที่จะวางแผนได้ล่วงหน้า และสามารถเพิ่มการผลิตฮอนด้า บริโอ้ได้ และลูกค้าสามารถแวะชมและทดลองขับฮอนด้า บริโอ้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทุกแห่งทั่วประเทศ และผู้จำหน่ายของฮอนด้าก็พร้อมจะรับจองรถฮอนด้า บริโอ้ใหม่ด้วยเช่นกัน" นายฟูจิโมโตะกล่าว

ฝันของคนที่อยากมีรถขับสักคัน อาจจะเป็นจริงก็คราวนี้ !!

รอยเตอร์ ฟันธงนิรโทษกรรมทักษิณ จุดตายรัฐบาลยิ่งลักษณ์


Pic_195088 รอยเตอร์ ชี้ี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งเคลื่อนไหวมาก ยิ่งทำ น้องสาวลำบาก ชี้ ประเด็นนิรโทษกรรมให้ตัวเอง จุดตายรัฐบาลยิ่งลักษณ์...

สำนักข่าวรอยเตอร์ นำเสนอบทวิเคราะห์์ การเมืองไทยเมื่อ18 ส.ค.ว่าการกลับมามีบทบาทเด่น อีกครั้งบนเวทีการเมืองทั้งใน และระหว่างประเทศ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งแผนเดินทางเยือนญี่ปุ่นและกัมพูชา ดูเหมือนเป็นการเพิ่มกระแสกดดันต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาวที่กำลังพยายามดำเนินแนวทางปรองดองในชาติ และยังมีผล กระทบต่อรัฐบาลชุดใหม่อย่างเสียไม่ได้ 

ทั้งนี้ นายไมเคิล มอนเตซาโน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทยแห่งศูนย์อาเซียนศึกษาในสิงคโปร์ ระบุว่าดูเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถระงับยับยั้งตัวเองไว้ได้ ซึ่งถือเป็นเกมอันตรายอย่างมาก นับวันมีแต่สร้างปัญหาให้นายกฯยิ่งลักษณ์ มากขึ้นเรื่อยๆ 

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ หลายคนยังมองว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณ กระตือรือร้นที่จะเดินทางโดยเร็ววัน เป็นความพยายามเรียกคืนภาพลักษณ์และส่งข้อความต่อสาธารณชนคนไทยว่า เขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ประชาคมโลกไม่เคยยอมรับว่าเขาถูกตัดสินผิดคดีอาญามาเลย

แต่ประเด็น นี้จะดูอ่อนด้อยลงทันตา ถ้าเขาหันกลับมามุ่งเรื่องนิรโทษกรรม เพราะจะเป็นเสมือนเพิ่มดีกรีความเกลียดชังจากฝ่ายตรงข้าม นำมาซึ่งการประท้วงและความขัดแย้งทางการเมืองจนอาจเขย่าฐานรัฐบาลนำโดยน้อง สาวให้มีอันเป็นไปเร็วกว่าคาด 

“พ.ต.ท.ทักษิณและนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องอย่าละเลยความจริงที่ว่าผู้เป็นพี่ชายยังเป็นสายล่อฟ้า ที่จะทำลายความพยายามสร้างความปรองดองของรัฐบาลทุกเมื่อ กระนั้นด้วยความที่เป็นนักการเมืองโดยธรรมชาติ ผู้คงไม่มีวันรู้สึกสะดวกสบายเมื่อต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดน อดีตนายกฯทักษิณจึงไม่ล่วงรู้ว่าเขาจะทำลายความสำเร็จของพรรคการเมืองของเขา เอง” โจชัว เคอร์ลันต์ซิค จากสภาวิเทศน์สัมพันธ์ สำนักงานตั้งอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวเสริม

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีใหม่ โดย ชูวิทย์

ทักษิณจะรวยใหญ่อีกแล้ว

อ่านเปลว สีเงิน วันนี้แล้วยังคะพี่น้อง ทักษิณจะรวยใหญ่อีกแล้ว

โดย Kob Acharobol เมื่อ 18 สิงหาคม 2011 เวลา 12:50 น.

"ทูล กระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ" โปรดให้ผู้แทนเชิญแจกันดอกไม้ประทานไปมอบให้ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ถึงทำเนียบฯ เมื่อเช้าวาน (๑๗ ส.ค.๕๔) เพื่อทรงยินดีที่ได้เป็นนายกฯ และวันก่อนโทรทัศน์ออกข่าว ผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้ประทานไปมอบให้ "นายวิทยา บุรณศิริ" รมว.สาธารณสุข และ "นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น" รมช.ถึงที่กระทรวง ทรงยินดีที่ได้เป็นรัฐมนตรี
 ผมก็พลอยปลื้มไปด้วย!
 ข่าวที่ ชวนปลื้มต่อมา ท่านจำที่ดินรัชดาฯ ๓๓ ไร่ ที่ผัวเซ็น-เมียซื้อจากกองทุนฟื้นฟูฯ ไปในราคา ๗๗๒ ล้านบาทได้มั้ย ผัวถูกสั่งจำคุก ๒ ปี แต่หนีไป ส่วนเมีย-ผู้ซื้อไม่ผิด แต่ต้องคืนเงิน-คืนที่ดินกันไป แล้วที่ดินผืนอาถรรพณ์นี้ จากราคาที่ผัวเซ็นขายให้เมียซื้อ ๗๗๒ ล้าน
 เมื่อวาน-ประมูลขายกันใหม่ "ศุภาลัย" ซื้อไปด้วยราคา ๑,๘๑๕ ล้าน!
 ห่างกันร่วม ๓ เท่าตัว ผมจำได้ติดหู ตอนนั้นนักข่าวถามทักษิณว่าซื้อเอาไปทำอะไร เสี่ยดูไบตอบว่า..."เอาไว้ปลูกบ้านอยู่"
 แล้ว คนที่จะปลูกบ้านอยู่ด้วยเนื้อที่ ๓๓ ไร่ เมื่อวานอีกเหมือนกัน ข่าวชวนปลื้มข่าวที่สามก็กระหึ่มแต่เช้า ว่าจะบินมาที่เขมร ให้ข้าทาสบริวารจากไทยข้ามไปขัดถู-กราบกรานไข่ทองคำ!
 ทักษิณมาเขมร มาคุยอะไรกะฮุน เซน "กรุงเทพธุรกิจ" ฉบับวานซืน เขารายงานข่าว ใจความว่า...
 "ทักษิณ จะมาช่วยรัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลเขมร ร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลบริเวณอ่าวไทย ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อให้ ปตท.ที่กระทรวงคลังถือหุ้นใหญ่ เข้าไปลงทุนร่วมกับเขมร....
 ...ทักษิณได้มอบหมายให้นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เดินหน้าสานต่อโครงการนี้ทันที...สอดคล้องกับที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เผยถึงนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการทันที"
 แหล่ง ปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมรนี่แหละที่ "มหาอำนาจ" ทั้งตะวันออก-ตะวันตกหวังตะครุบกันตาเป็นมัน ไม่อย่างนั้น ยูเนสโกก็ดี คณะกรรมการมรดกโลกก็ดี คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติก็ดี คงไม่ตัดสินอะไรๆ ออกมาเอียงจนทุเรศอย่างนั้นหรอก
 ถามว่า "ทักษิณเป็นวิญญาณที่วนเวียนอยู่กับแหล่งพลังงานในอ่าวไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมร ชนิดไม่ยอมไปผุดไปเกิด จริงไหม?"
 ตอบว่า...จริง ล้านเปอร์เซ็นต์!
 การ ดูทักษิณ จะดูเฉพาะตอน ไม่เอาตอนอื่นๆ มาต่อ จะไม่เห็นธาตุแท้ เพราะสิ่งที่ทักษิณเหนือคนอื่นก็ตรงที่ "คิดเป็นระบบ-เคลื่อนเป็นกระบวนการ" สิ่งเดียวกัน คนทั่วไปมองเห็น ๑ แต่ถ้าทักษิณมอง ทักษิณจะเห็นถึง ๑๐ ดังนั้น ถ้าอยากรู้ว่า...ทำไมทักษิณต้องมาคุยกะ ฮุน เซน ถึงเขมรตอนนี้?
 ดู ที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ดูที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ดูที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ดูที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และดูที่พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม
 นี่คือตัวหมาก "ทักษิโณมิกส์-ขย้อนประเทศ" ในกระดานทักษิณ!
 ท่าน จำได้มั้ย พอเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ฮุน เซน ก็ "เสือกข้ามประเทศ" เถื่อนจนไม่รู้จักคำว่ามรรยาท พลิกท่าทีกับไทยแบบถ่อยๆ ห้ามสื่อทุกชนิดในพนมเปญวิพากษ์รัฐบาลน้องสาวทักษิณ แล้วกวักมือเรียกทหาร เรียกรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปเจรจาในปัญหาที่คาค้าง
 ซึ่งนี่มัน ชัดว่า ฮุน เซน ไม่ได้ "คิดดี-ทำดีกับไทย" ที่ทำให้เห็นว่าดีนั้น มันเป็นการ "คิดสมคบ-ทำสมคบ" กับทักษิณผ่านความเป็นประเทศไทยในผลประโยชน์ร่วมตะหาก
 ยิ่งถึงขนาดจะ ไปบอกศาลโลกว่า ที่จะให้ประเทศที่ ๓ มาเป็นตัวกลางนั้น..ไม่ต้องแล้ว นั่นยิ่งชัด ที่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยมาตลอดนั้น ไม่ใช่ปฏิปักษ์จาก "เหตุผลทางความเป็นจริง"
 หากแต่สร้างเงื่อนไขเป็น "เหตุผลสมคบ" เพื่อเป็นทัพสมทบร่วมตีขนาบ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" เจตนาเปิดทางให้ "พรรคเพื่อไทย" ของทักษิณ เข้าควบคุมประเทศได้เร็วๆ
 นั่นคือ อำนาจทักษิณคืนมาเร็วเท่าไหร่ ผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างทักษิณ-ฮุน เซน ด้านพลังงานในพื้นที่ซับซ้อนซึ่งเคยตกลงกันไว้ แต่ค้างคาในข้อปลีกย่อยเรื่องส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์
 ก็จะได้ "ปิดดีล" กันเสียที!
 ผม บอกแล้ว มองทักษิณต้องมองเชื่อมโยงถึง ๑๐ ดังนั้น เมื่อมองความเคลื่อนไหววันนี้แล้ว ก็ต้องมองถึง ๓ เมกะโปรเจ็กต์ ที่เป็นทรีอินวันของทักษิณ นั่นคือโปรเจ็กต์ถมทะเลสร้างเมือง โปรเจ็กต์พัฒนาการขนส่งขนาดใหญ่ ซึ่งอมความถึงการขนส่งน้ำมันทางท่อ และการสร้างท่าเรือน้ำลึกด้วย
 จะดูให้เห็นชัด ต้องย้อนกลับไปเมื่อ ๒๒ พ.ค.๕๑ สมัยรัฐบาล "สมัครนอมินี"!
 จำ ได้มั้ย ทักษิณพา "สุลต่านอะห์เหม็ด บิน สุลาเยม" ประธานกลุ่มดูไบเวิลด์ ที่ตอนนั้นดังสุดขีดจากโครงการถมทะเล สร้างตึก "เบิร์จดูไบ" สูงที่สุดในโลก สร้างเกาะต้นปาล์ม ดังไปทั้งโลก แต่ตอนนี้ก็ "เจ๊ง" สนั่นไปทั้งโลกเช่นกัน
 ทักษิณ เชิญมา "แสดงวิสัยทัศน์" ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วเชิญ "นักธุรกิจ-พ่อค้า-นักการเมือง" ไปนั่งแสร้งว่าเคลิ้มเอาใจทักษิณ ซู้ดปาก อยากได้-อยากเห็น-อยากเป็น-อยากมี อย่างนั้นในเมืองไทยบ้าง!
 สุลต่าน สุลาเยมจบวิสัยทัศน์ ด้วยการโอ่อวดความสำเร็จด้านธุรกิจท่าเรือ ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านโลจิสติกส์ ด้านขนส่งน้ำมันทางท่อ ด้านคลังเก็บน้ำมัน รวมถึงการถมทะเลสร้างเมืองของเขา แล้วก็ตบท้ายว่า....
 "นี่คือประสบการณ์ที่เราต้องการนำมาสู่ประเทศไทย!"
 ความ จริงตอนนั้น ดูไบ-โดยสุลาเยม ก็มีสัมปทานท่าเทียบเรือที่แหลมฉบังอยู่แล้วจนถึงปัจจุบัน ถามทักษิณ หรือใครเจอหน้านายสุริยะที่เป็น รมว.คมนาคมยุคนั้น ถามเขาดูก็ได้ว่า...จริงมั้ย?
 ดูไบถือว่าเป็น "มืออาชีพ" ด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้านคมนาคม ด้านบริหารจัดการท่าเรือ ท่าเทียบเรือของเขามีอยู่กว่า ๔๐-๕๐ ท่า ใน ๒๘ ประเทศ ฉะนั้น ที่เขาบอกว่า "ต้องการนำประสบการณ์มาสู่ประเทศไทย" มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร?
 ก็ ทักษิณชวนมาร่วมฮุบ "เซาเทิร์นซีบอร์ด" ตามแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้นั่นแหละ โดยเฉพาะโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมและขนส่งสินค้า "แลนด์บริดจ์" สงขลา-สตูลนั่นไงล่ะจ๊ะ...พี่จ๋า!
 วานซืน จึงเห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว "พิชัยปลุกผีแลนด์บริดจ์-ลอยแพโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย"!!
 ก็ จะไม่รีบพับได้ยังไง สมัย "นายสันติ พร้อมพัฒน์" เป็น รมว.คมนาคม รัฐบาลสมัคร "ดูไบ เวิลด์" ของเจ้าผู้ครองนครรัฐดูไบ เขาให้เงินแบบ "ให้เปล่า" ตั้ง ๒๐๐-๓๐๐ ล้าน เพื่อศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาท่าเรือฝั่งอ่าวอันดามัน
 โครงการ "แลนด์บริดจ์" นั่นแหละ!
 ดู เหมือนว่าคืบหน้าไปถึงขั้น ครม.เห็นชอบ วางกรอบ TOR กันแล้ว เมื่อสิ้นยุคทักษิณ โครงการแลนด์บริดจ์พับไป รัฐบาลอภิสิทธิ์เดินหน้าในโครงการ "พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก” อ่าวทวาย ประเทศพม่าแทน และจะใช้เป็น Gateway แห่งใหม่ของโลก
 ไทย-ลาว-เขมร- ญวน-พม่า และจีนตอนใต้ ตอนนี้ตัดถนน-ทำทางรถไฟมาพบกันที่อีสาน ทางหนึ่งแยกเข้าทวายทางกาญจนบุรี ยึดอันดามัน อีกทางแยกไปลงท่าเรือแหลมฉบัง ยึดอ่าวไทย
 เชื่อมระหว่างสินค้า ๖ ประเทศ ที่จะผ่านจากตะวันตกสู่ตะวันออก (East-West Economic Corridor) โดยที่เรือบรรทุกสินค้าไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดียอยู่ตอนนี้
 และ นี่...เมื่อทักษิณคว่ำแผนออกทะเลของจีนผ่านทวาย-แฉลมฉบัง เอาโครงการ "แลนด์บริดจ์" ของตัวเองที่ร่วมกับดูไบกลับมาใหม่ ทางจีนซึ่งเป็นโต้โผใหญ่จะว่าอย่างไร ก็ต้องคอยดูกัน
 เพราะที่สำคัญ โครงการอีสต์-เวสต์นี้ นอกจากรองรับสินค้าจากจีนตอนใต้ไปตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปโดยตรงแล้ว มันยังเป็น "ยุทธศาสตร์ทางทะเล" ของจีนตอนใต้โดยเฉพาะ!
 เอาหละ..ทราบคร่าวๆ อย่างนี้ก็ "หมดสงสัย" กันแล้วใช่ไหมว่า ทำไมทักษิณจึงกระเหี้ยนกระหือรือถมทะเลสร้างเมืองใหม่ สร้างขนส่งระบบราง ปัดฝุ่นแลนด์บริดจ์ รีบฮุบแหล่งปิโตรเลียมพื้นที่ทับซ้อนกับเขมร ตะกลามถึงขั้นจะเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ตอนนี้ ๑.๘๗ แสนล้านดอลลาร์ ไปซื้อแหล่งพลังงาน!
 แหล่งไหนก่อนล่ะ...แหล่งทับซ้อน "ทักษิณ-ฮุน เซน" ก่อนเลยดีมั้ย?
 แลนด์บริดจ์ ตามแผนทักษิณ คร่าวๆ โลจิสติกส์ทั้งระบบ ท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่ออันดามันกับอ่าวไทย ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท สงสัยสุดท้ายคงต้องเอาทองคำ "พระหลวงตามหาบัว" ไปถมร่วมกับดูไบเวิลด์ด้วย
 หรือจะ "ถม-ถอนทุน" ให้ใครก็ไม่รู้นะ?

สัญญาณ!จาก"ทักษิณ"จุดชี้เป็นชี้ตาย รัฐบาล ปู 1


Pic_194759 จับสัญญาณ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยในขณะนี้ ไม่น่าแปลกใจที่ถนนการเมืองทุกสาย  กลับให้ความสนใจ มุ่งตรงไปที่ข่าวการเคลื่อนไหวของ  พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีข่าวเตรียมเดินทางมาพบกับสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ พล.อ. เตียบันห์ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ที่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง โดยอ้างว่ามาเรื่องส่วนตัวและเพื่อร่วมเล่นกอล์ฟกับ สมเด็จฮุนเซน  ช่วงระหว่างวันที่ 19-21 ส.ค.  ก่อนที่จะบินไปตามคำเชิญของภาคเอกชนญี่ปุ่นในระหว่างวันที่ 22-28 ส.ค.ที่จะถึงนี้
มากกว่า จะจับตาความเคลื่อนไหว  น.ส. ยิ่งลักษณ์ ​ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิง ในเรื่องการบริหารประเทศ ทั้งการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา การผลักดันนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียง เลือกตั้ง ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนข้าราชการและผู้จบปริญญาตรีใหม่ 15,000 บาท  แจกแท๊บเล็ต เด็กป.1 ทั่วประเทศ  ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ฯลฯ
สมเด็จ ฮุนเซน
สมเด็จ ฮุนเซน

นั่นเป็นเพราะอย่างไรเสีย สังคมไทยในขณะนี้ก็เชื่อไปแล้วเกือบ 100%  คนมีอำนาจ ชี้เป็น ชี้ตายให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1ตัวจริงได้ ก็คือนายใหญ่ที่ดูไบ  ส่วนนายกรัฐมนตรีหญิงก็เป็นเหมือนโคลนนิ่งของนายห้างตราใบห่อที่เป็นพี่ชาย เท่านั้น  

โดยถ้าจับคำให้สัมภาษณ์ ของ นส.ยิ่งลักษณ์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าไม่ว่าเรื่องใด จะเล็กหรือใหญ่ แทบไม่เคยฟันธงอะไรออกมาได้เลย นอกจากกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า"ต้องรอทำตามขั้นตอนและกรอบของกฎหมาย"หรือไม่ก็"ต้องรอฟังมติที่ประชุม ใหญ่พรรคเพื่อไทย" หรือ"พรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายในเรื่องนี้" ไม่ว่า กรณีคืนพาสสปอร์ตเล่มแดง   กรณีญี่ปุ่นออกวีซ่า อนุญาตให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เข้าประเทศ  ซึ่งเจ้าหน้าที่ทูต แดนอาทิตย์อุทัย ระบุ สวนทางกับรมว.กต.ไทย ว่า ทำตามคำร้องขอของรัฐบาลไทย ขณะที่ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง ก็ออกมากล่าวยืนยันเช่นกัน ส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องปล่อยให้ข้าราชการทำงานกันไปตามกรอบกฎหมาย  เรื่อยมาจนถึงการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการกล่าวหากันว่า ทำเพื่อคนๆเดียวหรือไม่
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สำหรับสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้จากนี้ไป ขอฟันธง! ยิ่งเห็นการเคลื่อนไหวจากพ.ต.ท. ทักษิณ มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลของน.ส. ยิ่งลักษณ์  น้องสาวคนสุดท้องตระกูลชินวัตร มากขึ้นเท่านั้น  เพราะเป็นการตอกย้ำภาพผู้มีอำนาจตัวจริง เสียงจริงที่อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงกลุ่มแกนนำนปช .  ยิ่งปรากฎข่าว พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจ เดินทางแวะมาพบกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาแบบปัจจุบันทันด่วน โดยมีข่าว กลุ่มส.ส. พท.แข่งกัน ตามออกไปร่วมแสดงความยินดี ด้วยแล้ว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ระวังจะเข้าทางฝ่ายตรงข้าม ที่มีการปล่อยข่าว"ทักษิณ" บิน มากัมพูชาอย่างรีบร้อน  เพียงเพราะต้องการ หารือเรื่องผลประโยชน์ ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย  รวมไปถึงมีการเปิดประเด็น ข่าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1  เตรียมชงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญโดยให้นำรธน.ปี 2540 บางส่วน  กลับมาสวมใช้ โดยไม่ต้องผ่านการทำประชามติด้วยแล้ว   ไม่ว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นความจริงหรือเป็นแค่ข่าวปล่อย   นายกฯปูเองต้องมีความระมัดระวัง หากยังต้องการ บริหารงานได้อย่างราบรื่นก็ควรออกมา ดับกระแสดังกล่าวด้วยตัวเอง ไม่ควรปล่อยไปเหมือน"ไฟลามทุ่ง" ยิ่งถ้าข้อสงสัยของสังคมไม่เป็นความจริงด้วยแล้ว
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

ขณะเดียวกัน ก็มีการตั้งข้อสังเกตไปยัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1  ที่จู่ๆก็มีการปรับปรับเปลี่ยนท่าที ทางการเมือง จากเป็นไปแบบช้าๆกลายมาเป็นรุกเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว ดูๆไป ลีลาช่างคลับคล้ายคลับคลา การบริหารงานของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่มีสไตล์การทำงานที่รวดเร็วติดตาตรึงใจประชาชน  ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียจริง  ทำให้อดคิดไปไม่ได้ว่า ผู้ที่อยู่หลังฉาก กำหนดเกมเล่นไม่น่าจะใช่นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 28 ของประเทศก็เป็นได้

เมื่อโอกาสที่รอมานานเปิดออก มีหรือ ที่จะไม่ไขว่คว้าเอาไว้  แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรลืมบทเรียนอันเจ็บปวด ที่ผ่านมา การใจร้อนทำอะไรแบบรวดเร็วเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ โดยที่ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ วิเคราะห์ถึงผลดีผลเสียให้ดีเสียก่อน หากเกิดพลาดพลั่้งขึ้นมา กระแสตีกลับนอกจากจะตกม้าตายกลางทางแล้ว อาจถึงต้องเจ็บตัวด้วย  หากกลายเป็นเช่นนั้นจริงจะบอกว่าทำไม?ถึงไม่เตือนกันก่อนก็ไม่ได้ ...


ไทยรัฐ

แจกแท็บเลตพีซี ...เครื่องมือปฏิรูปการเรียนรู้ของเด็ก หรือ เป็นความสิ้นเปลือง และการหาประโยชน์ของพรรคเพื่อไทย?

Permalink

เทคโนโลยีด้านแท็บเลตพีซี(Tablet PC) ยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น รูปแบบการใช้งานของแท็บเลตพีซียังถูกใช้ เพื่อ ทดแทนการใช้งานพีซีเป็นหลัก เช่น การท่องเว็บ อ่านอีเมล โซเชียลเน็ตเวิร์ค ดูหนังออนไลน์ ฯลฯ และมีข้อมูลระบุว่า เรายังไม่เห็นการนำแท็บเลตพีซีมาใช้เปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ (ที่ถูกเซ็ตโดยพีซีธรรมดา)ไปมากเท่าไรนัก  ในด้านตลาดผู้บริโภค ก็เพิ่งจะเริ่มเห็นแท็บเลตพีซีถูกใช้งานเพราะรูปแบบที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะเกมและความบันเทิงที่ใช้วิธีการสั่งงานด้วยการสัมผัสผ่านหน้าจอได้ง่ายกว่า (ซึ่งเป็นจุดต่างสำคัญของแท็บเลตพีซีกับคอมพิวเตอร์พีซี) และในภาคธุรกิจแล้วนั้น ก็ยังไม่เห็นการใช้งานนอกเหนือจากการอ่านอีเมล อ่านเอกสาร และอ่านเว็บ  
จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังต้องอาศัยการออกแบบเพื่อให้ใช้งานอย่างเกิดประโยชน์และการยอมรับจากผู้บริโภค  แม้เราจะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการสื่อสารและรูปแบบการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ จนทำให้พรรคเพื่อไทยนำมาชูเป็นนโยบายหนึ่งในการหาเสียงก็ตาม
ตามนโยบายด้านการศึกษาที่พรรคเพื่อไทยได้เคยหาเสียงเอาไว้นั้น  ในปีการศึกษาหน้า(๒๕๕๕) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ( ป.๑)ทุกคนจะได้รับแจกแท็บเลตพีซี (ซึ่งมีหน้าตาคล้ายๆ กับเครื่อง iPad) จำนวนราวๆ ๘ แสนคนทั่วประเทศ ใช้จำนวนเครื่องเท่ากับจำนวนเด็ก(One Tablet per Child)  โครงการนี้จะใช้เงินงบประมาณประเทศราวๆ ๕,๐๐๐ ล้านบาท
และเมื่อจะมีการนำมาสู่การปฏิบัติจริงในเร็วๆ นี้ ก็เกิดการกังวลใจถึงความคุ้มค่าหรือประสิทธิภาพ ประสิทธิผลจากการใช้เครื่องแท็บเลตพีซี ทั้งในภาพรวมและภาพย่อยที่จะเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ

 พรรคเพื่อไทยเคยระบุถึงแท็บเลตพีซีว่า จะเป็นเหมือนกับ “อีบุ๊ก”(E-Book)ที่มาพร้อมกับโปรแกรมการเรียนการสอน หรือ คอร์สแวร์(Courseware) สามารถใช้กับเครือข่ายไร้สายไว-ไฟ(ฟรี)  การลงทุนแจกแท็บเลตให้กับเด็กครั้งนี้ หากคิดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ  ๑.๘๒ บาทต่อวัน  ถือเป็นการลงทุนในการพัฒนาบุคลากรที่คุ้มค่าเป็นการเพิ่มศักยภาพคน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ 
และ อาจจะมีการสั่งเครื่องแท็บเลตพีซีเหล่านี้มาจากประเทศจีนหรืออินเดียนำเข้า มาประกอบในเมืองไทยก่อนที่จะได้แจกจ่ายไปยังเด็กนักเรียนชั้น ป.๑ ทั่วประเทศ โดยราคาเครื่องที่จะสั่งมาจากอินเดียนั้นอยู่ที่ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท แต่หากเครื่องที่นำเข้ามาจากประเทศจีนจะอยู่ที่ ๓ - ๔,๐๐๐ บาท (นโยบายนี้พรรคเพื่อไทยตั้งงบประมาณไว้เครื่องละไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท)  แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เครื่องไม้เครื่องมือที่นำเข้าจากบางประเทศนั้นมีคุณภาพต่ำ มีความคงทนน้อย เพราะสินค้าที่ผลิตจากประเทศเกล่านั้นต่างก็เน้นใช้ต้นทุนต่ำในการผลิต และเมื่อนำไปใช้กับเด็กๆ ที่ยังไม่สามารถดูแลรักษาเครื่องไม่เครื่องมือที่มีราคาแพงด้วยแล้ว ก็น่าจะมีปัญหาได้  
ปัญหา มากมายก็กำลังจะตามมา เช่น โปรแกรมที่จะใส่บรรจุลงไปในเครื่องนั้น การเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งการเปิดปิดเครื่อง การเก็บรักษาเครื่อง การเตรียมความพร้อมของเด็กก่อนการใช้งาน การใช้งานที่ไม่คุ้มค่า ซึ่งครูน่าจะมี “ข้อห้าม”มากมาย โดยเฉพาะการอนุญาตให้เด็กนำกลับไปใช้ทำการบ้านหรือเพื่อให้ผู้ปกครองได้มี ส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนของลูกหลานอีกด้วย  แม้จะมีบริษัทเอกชนหลายแห่งเตรียมตัวเข้ามาเสนอบริการแบบ “โททัลโซลูชัน” (Total Solution) ด้วยการให้บริการครบวงจรทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์การเรียนการสอน(เนื้อหา) ซอฟต์แวร์การจัดการการเรียนการสอน การควบคุม การกระจายสื่อ   รวมถึงการบริการดูแลบำรุงรักษาเครื่องก็ตาม
แต่ดูเหมือนจะมีความกังวลใจกันมากขึ้น เมื่อต้องพิจารณาถึงประเด็นประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า คุ้มทุน(Cost Effectiveness)   เพราะมิใช่เพียงแค่เด็กในเมืองเท่านั้นที่จะได้รับการแจกแท็บเลตพีซีเหล่านั้น เด็กๆ ในชนบทที่ห่างไกลก้จะได้รับการแจกจ่ายเช่นเดียวกัน  ทุกๆ โรงเรียนต่างก็อยากได้เครื่องแท็บเลตพีซีมาให้นักเรียนและครูใช้ในการเรียนการสอน และเพราะว่าเป็นหน้าตาให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาอีกประการหนึ่งด้วย

แต่เมื่อเราจะทำโครงการใดๆ เกี่ยวกับการลงทุนทางการศึกษา เราจะต้องให้มีการประเมินประสิทธิภาพของการลงทุนนั้นให้ครอบคลุมทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านปริมาณ (Quantity) ๒) คุณภาพ (Quality) ๓) เวลา (Times) และ ๔)ค่าใช้จ่าย(Expenses)
  โครงการแจกแท็บเลตพีซีก็ควรจะต้องถูกประเมินประสิทธิภาพอย่างรอบด้านเช่นเดียวกัน จึงจะแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นโครงการที่เหมาะสมแก่เด็กๆ (ป.๑)  ได้แก่ 
๑) ปริมาณแท็บเลตพีซี ความครอบคลุมของเครื่องฯ ที่แจกจ่ายลงไปให้แก่เด็กๆ อย่างทั่วถึง ครอบคลุมเด็กนักเรียนตามที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ 
๒) คุณภาพของเครื่องแท็บเลตพีซี ซึ่งต้องพิจารณากันอย่างครอบคลุมถึงคุณภาพทางด้านกายภาพของเครื่อง(ฮาร์ดแวร์) และซอฟท์แวร์(โปรแกรมที่ใส่ไว้ในเครื่องฯ)
   ๓) จำนวนเวลาของการใช้งาน ต้องมีการเก็บข้อมูลว่า เด็กมีจำนวนชั่วโมงการใช้งานมากน้อยแค่ไหน ใช้เวลาเหล่านั้นไปทำอะไรกับมันบ้าง และ
๔) ค่าใช้จ่ายทางตรง ที่สามารถคิดเป็นตัวเงินได้ เช่น งบประมาณในการจัดซื้อ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนของผู้ที่เกี่ยวข้อง ค่าเพิ่มหรือถอดโปรแกรม ค่าซ่อมบำรุงรักษา  และระบบศูนย์รวมของการบำรุงรักษาในแต่ละพื้นที่  และค่าใช้จ่ายทางอ้อม(ได้แก่ ต้นทุนในการเสียโอกาส) นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงการได้รับการยอมรับจากสังคมร่วมด้วย เช่น ความคาดหวังและความคิดเห็นที่ประชาชนที่มีต่อโครงการนี้ โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งที่เป็นผู้ใกล้ชิดตัวเด็กและมีส่วนเป็นเจ้าของเงินภาษีนั้นด้วย
หรืออีกวิธีหนึ่ง โดยวิธีวัด “ผลิตภาพ”(Productivity)ก็ได้ โดย “ผลิตภาพ เท่ากับ ผลลัพธ์(Output + Outcome) หารด้วยปัจจัยนำเข้า(Input)”  ถ้าหาก “ผลลัพธ์”น้อยกว่าปัจจัยนำเข้าก็ถือว่า ขาดทุน หรือ ไม่คุ้มค่า  หรือถ้าเกิดผลลัพธ์สูง เด็กนักเรียนได้ประโยชน์มาก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนอย่างมากมายขึ้นในสังคมไทย เด็กๆ มีความฉลาดมากขึ้น ไม่เพียงแค่ผู้กุมนโยบายจะได้ลงมือใช้เงินจัดซื้อ และเด็กๆ ได้รู้จักและสัมผัสเครื่องมือสุดยอดไฮเทคที่สุดเท่านั้น  
ผลิตภาพจึงหมายถึง ความคุ้มกับไม่คุ้มเท่านั้น



(ภาพ เด็กในประเทศจีนกำลังใช้แท็บเลตพีซีในการเรียน)

ด้วยวิธีการประเมินอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ วิธีการนี้ของกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่า การแจกแท็บเลตพีซีมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความคุ้มทุน หรือไม่เกิดความสูญเสียงบประมาณ สิ้นเปลืองทรัพยากรประเทศชาติ
หากพรรคเพื่อไทยทำได้ดีในนโยบายนี้  ก็อาจหมายความว่า เงินงบประมาณเพียง ๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมันได้ส่งผลให้ระบบการศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการปฏิรูปการศึกษาทีใช้ความพยายามมาอย่างยาวนานก็เป็นได้  

(ภาพหน้าตาแท็บเลตพีซีของบริษัท Bharat Electronics ผู้ผลิตจากอินเดีย ราคา ๒,๑๐๐ บาท)

 เมื่อได้ออกมาเป็นนโยบายโดยพรรคเพื่อไทยแล้ว การแจกแท็บเลตพีซีน่าจะเป็นปัญหาที่น่าหนักใจอยู่ไม่น้อย  เพราะยังไม่มีใครการันตีได้ว่า จะเกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลแค่ไหน  
เมื่อนโยบายนี้ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการแจกจ่ายแท็บเลตพีซีเป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.๑  จึงมีคำถามว่า เมื่อให้นักเรียนชั้น ป.๑ ได้ใช้เรียนหนังสือแล้วจะเกิดผลอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนว่า เครื่องแท็บเลตพีซีนั้นหากนำเอาไปใช้กับคนรุ่นไหนก็ย่อมเกิดมีการเปลี่ยนแปลงแก่คนในรุ่นนั้น เพราะคนเหล่านั้นก็จะได้ใช้เครื่องมือการเรียนรู้ที่มีทั้งสาระและบันเทิงอยู่ในตัวครบครันในรูปแบบที่ทันสมัย
 ในคำถามที่ว่านั้น หากเราปรับเปลี่ยนโจทย์กันเสียใหม่ ด้วยการนำเอาเครื่องแท็บเล็ตพีซีมาใช้กับเด็กนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่ง เปลี่ยนระดับของสติปัญญาของเด็ก ก็ย่อมได้รับผลลัพธ์แตกต่างกันออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย เช่น  หาดนำเครื่องแท็บเลตพีซีเครื่องเดียวกันนี้ไปให้เด็กนักเรียนในช่วงชั้นที่ ๒ (ชั้น ป. ๔ )ได้ใช้เรียน ย่อมได้รับผลลัพธ์ ต่างออกไป ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่าเด็กชั้น ป.๑  เพราะอย่างน้อยๆ เด็กก็มีความพร้อมในการเรียนรู้มากกว่า ใช้งานได้เป็นผลมากกว่า
เช่น เดียวกัน หากรัฐบาลลงทุนในจำนวนเครื่องต่อหัวเท่าๆ กัน แล้วนำไปให้เด็กนักเรียนในช่วงชั้นที่ ๓ (ม.๑ )ก็ย่อมได้รับผลลัพธ์ดีกว่าการใช้งานกับเด็ก ป.๔ อย่างแน่นอน และถ้าหากเรานำเครื่องแท็บเล็ตพีซีไปให้เด็กนักเรียนชั้น ม.๔ ได้เกิดการเรียนรู้และค้นหาวิทยาการความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และความงดงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ของวัฒนธรรมไทยก็ย่อมเกิดภูมิปัญญาแก่ เด็กนักเรียนเหล่านั้นมากกว่า ๓ กลุ่มแรกนั้นเสียอีก
ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงไม่ทำเช่นนั้น...?



ในเรื่องนี้จึงไม่มีอะไรสะท้อนมากเกินไปกว่า ความต้องการเอาชนะในการเลือกตั้งมากกว่าการใช้เหตุผลในการคิดหาวิธีการเพิ่มสติปัญญาให้แก่เด็กนักเรียน และยังสะท้อนลึกไปถึงนิสัยของคนไทยที่ต้องการ “การได้หน้า”กันเสียมากกว่า แล้วก็เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อนโยบายแจกแท็บเลตพีซีออกมาใช้เป็นการจริงจังแล้ว ปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างมากมาย แล้วคนที่ทำนโยบายนี้มาใช้ก็ต้อง “รักษาหน้า”ตัวเอง  เกรงก็แต่ว่าจะมีการแก้ผ้าเอาหน้ารอดกันอีก เหมือนหลายๆ โครงการที่แล้วๆ มา
คุณค่าทางเศรษฐกิจของการศึกษา  หมายถึง การที่ประเทศมีเศรษฐกิจดี อันเนื่องจากประชาชนมีการศึกษาที่ดี  ถึงแม้ว่าจะมีการลงทุนในมนุษย์คิดเป็นรายหัวสูงแล้วก็ตาม  แต่ก็ได้ส่งผลให้ประชาชนเป็นพลเมืองดี มีทักษะที่ดีในการทำงาน ได้แรงงานที่มีคุณภาพ มีสินค้าบริการที่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสืบเนื่องต่อๆ กันไป ประชาชนได้รับการบริการที่สะดวกสบาย มีประสิทธิภาพ จนกระทั่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดการผลิตเองในประเทศมากกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ จนกระทั่งประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคง เราจึงจะเชื่อได้ว่า นโยบายนี้มี “คุณค่าทางเศรษฐกิจของการศึกษา”
   เพื่อให้เรื่องแท็บเลตพีซี จะไม่ใช่เพียงเพื่อเอาเงินภาษีของเรา ไปซื้อ “ของเล่น”แจกให้แก่เด็กๆ  เป็น “เครื่องทดลองให้แก่คนออกนโยบาย” และเป็น  “การหาประโยชน์จากการจัดซื้อเครื่องแท็บเลตพีซีของนักการเมือง”

ทางเลือกใหม่ในยุคคนดีเดินตรอกขี้ครอกยึดถนน



โดย ไสว...
วันนี้คงเป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดว่ายุคใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว เนื่องจากคนดีมีความรู้สึกว่าหาที่เดินลำบาก แต่เมืองไทยไม่ขาดเพื่อนเพราะหลายประเทศก็เป็นเช่นเดียวกันรวมทั้งบางประเทศ ที่เรียกว่าก้าวหน้าในอเมริกาและยุโรปด้วย ฉะนั้น สำหรับคนไทย การหาประเทศอยู่ใหม่ก็อาจมิใช่ทางเลือกที่ดี

ท่ามกลางข่าวสารด้านวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองอันสับสนอาจมีน้อยคนสังเกตว่า จอร์จ โซรอส งดรับเงินจากผู้อื่นเพื่อนำไปเก็งกำไรดังที่เคยทำจนสร้างตำนานของการสร้าง ความร่ำรวยมหาศาลจากกิจการเก็งกำไร จริงอยู่เขายังใช้เงินส่วนตัวและของคนในครอบครัวเก็งกำไรต่อไป แต่การงดรับเงินจากผู้อื่นเป็นพฤติกรรมตรงข้ามกับความคาดหมายเนื่องจากตาม ธรรมดาภาวะเศรษฐกิจยิ่งปั่นป่วนมากขึ้นเท่าไร เขายิ่งทำกำไรได้มากขึ้นเท่านั้น และตอนนี้แนวโน้มชี้ชัดว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะปั่นป่วนมากขึ้น คาดกันว่าจอร์จ โซรอส จะใช้เวลาทำงานการกุศลมากขึ้นเพราะวันนี้เขาอายุ 81 ปีแล้ว หรือไม่เขาก็ไม่อยากยุ่งกับกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ของรัฐบาลซึ่งต้องการควบคุมกองทุนเพื่อเก็งกำไรให้เข้มงวดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีแนวโน้มที่ชี้บ่งว่า แนวคิดทางด้านการเก็งกำไรได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ กองทุนเพื่อเก็งกำไรออกไปกว้านซื้อ หรือหาทางครอบครองที่ดินเพื่อการเกษตรในประเทศต่างๆ แม้กระทั่งในอเมริกาใต้และในแอฟริกา

เนื่องจากกองทุนจำพวกนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบอกเหตุผลกับใครเพราะไม่ อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ฉะนั้น สาเหตุของการเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาจึงเดากันไปต่างๆ นานา เช่น ตอนนี้มีกองทุนเพื่อเก็งกำไรจำนวนมากซึ่งมีเงินทุนจำนวนมหาศาลทำให้การแข่ง ขันเข้มข้นจนพวกเขาต้องมองหาสินทรัพย์ใหม่ๆ และการเก็งกำไรในที่ดินเพื่อการเกษตรอาจสร้างกำไรได้ถึงสองทาง นั่นคือ ทางแรก ราคาที่ดินเพื่อการเกษตรจะขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากมันมีปริมาณลดลงเพราะการเสื่อมสภาพของดินอันเนื่องมาจากการใช้สาร เคมีและการชลประทานที่มีการระบายน้ำไม่เพียงพอ การใช้ที่ดินสร้างโรงงานและบ้านเรือนเพราะประชากรโลกเพิ่มขึ้น และผืนดินกลายเป็นทะเลทรายจากภาวะโลกร้อน ทางที่สอง ราคาสินค้าเกษตรนับวันจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการอาหารและพืชพลังงาน จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนยังผลให้การทำเกษตรกรรมได้กำไรสูง

นอกจากนั้น การมีที่ดินไว้ในครอบครองให้ความปลอดภัยสูงกว่าการมีเงินตราและหุ้นเนื่อง จากที่ดินไม่สูญหายไปไหน หากยังทำประโยชน์ได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับทองคำ จะเห็นว่าราคาของทองคำพุ่งขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้งในช่วงนี้เพราะมีความต้อง การสูงมากอันเนื่องมาจากความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก ยิ่งกว่านั้น ที่ดินเพื่อการเกษตรมีค่าสูงกว่าทองคำในแง่ที่มันผลิตอาหารและพลังงานได้ใน ยามคับขันซึ่งทองคำทำไม่ได้

ด้วยเหตุดังกล่าว ชาวต่างชาติจึงหมายตาเข้ามาซื้อ หรือครอบครองด้วยการเช่าจำพวก 99 ปีที่ดินเพื่อการเกษตรของไทยเพราะอากาศและแหล่งน้ำเอื้อให้ทำนาทำไร่ได้ตลอด ปี จากนี้ไปพวกเขาจะยิ่งสนใจมากขึ้นและโอกาสที่พวกเขาจะทำสำเร็จก็มีมากขึ้น ด้วยเพราะปัจจัยสองอย่างคือ ผู้นำจำพวกฉ้อฉลและมีผลประโยชน์ทับซ้อนของไทยจะเข้ามามีบทบาทในด้านการ บริหารจัดการที่ดินมากขึ้น และชาวไร่ชาวนาจะตาโตเมื่อมีผู้เสนอซื้อที่ดินในราคาสูงกว่าปกติ จึงขายให้พวกเขาไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเงินที่ดูเสมือนก้อนใหญ่นั้นจะ หมดไปในเวลาอันสั้นเมื่อบริหารจัดการไม่เป็นและจากภาวะข้าวยากหมากแพงซึ่งจะ เกิดขึ้นต่อไป ชาวไร่ชาวนาที่คิดว่าตนไม่ยากจนแล้วเหล่านั้นจะกลายเป็นปัญหาสังคมในวันข้าง หน้าเนื่องจากจะหางานทำไม่ได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเพราะความคุ้นเคยกับการบริโภคแบบใหม่ในช่วง ที่มีเงินก้อนใหญ่จากการขายที่ดิน

ในภาวะเช่นนี้มีทางออกอย่างไร? เนื่องจากเราคงหวังอะไรไม่ได้จากนักการเมืองฉ้อฉลในยุคขี้ครอกออกยึดถนนยัง ผลให้คนดีต้องหนีไปเดินตามตรอกนี้ ฉะนั้น ผู้ที่มีเงินและเวลาอยู่บ้างควรหาทางซื้อที่ดินไว้เพื่อใช้ผลิตอาหารและพืช พลังงานเอง พืชพลังงานในที่นี้ไม่จำกัดอยู่ที่จำพวกใช้ทำน้ำมัน กลั่นแอลกอฮอล์หรือดีเซลชีวภาพ หากเป็นไม้ที่ใช้ทำฟืนและถ่านก็ได้ นอกจากจะทำรายได้หรือลดรายจ่ายแล้ว ต้นไม้ยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น การถือครองที่ดินในช่วงนี้จะเป็นการป้องกันมิให้ที่ดินหลุดจากมือคนไทยไป อยู่ในมือต่างชาติซึ่งจะผลิตอาหารส่งตรงไปยังประเทศของตนในขณะที่คนรู้เท่า ไม่ถึงการณ์อดอยาก

การครอบครองที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นทางเลือกที่ดีในยุคที่ขี้ครอกออกยึดถนน เศรษฐกิจและการเมืองโลกปั่นป่วนสูงมาก และหากที่ดินไทยยังอยู่ในครอบครองของคนไทยผู้ใช้มันทำประโยชน์อย่างเต็มที่ ยุคขี้ครอกออกยึดถนนในเมืองไทยจะสิ้นสุดลงในเวลาอันสั้นเพราะพวกขี้ครอกจะมี อันเป็นไปเร็วขึ้น

คิดดีแล้วหรือ

  papa05:

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน มีแนวคิดที่จะนำเงินส่วนหนึ่งของทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ไปลงทุนในบ่อน้ำมัน หรือซื้อน้ำมันสำรองว่า หลังจากที่ได้หารือกันในภายใน ธปท.แล้ว พบว่า แนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ของ ธปท.ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีโอกาสกลับเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง ซึ่งในหลักการแล้วเงินสำรองระหว่างประเทศ ควรจะใช้เพื่อรองรับความผันผวน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการไหลเข้าออกของเงินทุน และค่าเงินบาทของไทยมากกว่า

“รัฐบาล มีนโยบายอะไรก็ทำไป แต่ภาวะเช่นนี้ทุนสำรองต้องใช้ดูแลเรื่องระหว่างประเทศ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้ใช้วิธีบริหารจัดการแบบรวมทั้งหมดหรือไม่ แต่ประเพณีที่ผ่านมาไม่ใช่อย่างนั้น ไม่อยากให้ปัญหาหรือนโยบายที่ใช้ในประเทศ ไปกระทบฐานะต่างประเทศของไทย และการลงทุนในน้ำมันเป็นเรื่องเสี่ยง โดยเฉพาะบ่อน้ำมัน เพราะการนำทุนสำรองไปลงทุนอะไร ต้องเน้นที่ความมั่นคงเป็นหลัก และต้องมีสภาพคล่องสูงในการแปลงเป็นเงินสด”

 

  ตัวเลขทุนสำรองทางการฯล่าสุด ณ 5 ส.ค.54 ธปท.มีทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ 186,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 5,589,300 ล้านบาท โดยมีฐานะซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิ 26,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 11 เท่าของการส่งออกรวมของประเทศ ทั้งนี้ ช่วงรัฐบาลก่อน มีแนวคิดต้องการให้งบดุล ธปท. กลับมามีผลกำไร หลังขาดทุนหนัก จากการเข้าแทรกแซงเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อจะได้มีเงินส่งคืนคลังเพื่อชำระหนี้เงินต้นของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ค้างชำระอยู่ 1.14 ล้านล้านบาท โดยมองว่า ทุนสำรองทางการฯซึ่งมีจำนวนมาก ยังลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนต่ำ จึงต้องการให้ ธปท.ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น หรือตัดเงินบางส่วนออกมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้น เช่น หุ้นหรือพันธบัตรรัฐบาลที่ต่ำกว่าอันดับความน่าเชื่อถือ AAA เป็น

    [Vnjvq55] [Vnjvq55] [Vnjvq55]รูนะว่าจะเอาเงินสำรองไปถลุงเล่น    สนองตัณหาใครบางกลุ่มแล้วแบ่งกันกิน

  รู้ๆๆอยู่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ปตท.ถ้าทำจริงชาติล่มจม  นักธุรกิจรวยอู้ฟู้  เรื่องแบบนี้ถนัดนัก

     ทักษิณ เป็นเจ้าของ ปตท. ซึ่งมีความพร้อมในเรื่องทั้งขุดเจาะ จัดจำหน่าย ดังนั้นปตท จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจพลังงานในเขมร เป็นจริง โดยมีเครือข่ายธุรกิจพลังงานของ อัล ฟาเยด ร่วมเป็นกองหนุน

ถ้า เลือกได้ เป้าหมายทำสัญญาให้เช่าเกาะกงของทักษิณกับเขมร ที่มีรัฐบาลฮุนเซนเป็นคู่สัญญา หาใช่ทำในนามรัฐต่อรัฐ แต่เป็นการทำในนาม “นิติบุคคล” โดยที่เกาะกงจะได้รับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งรายได้ไม่ต้องเข้ารัฐบาลกัมพูชา และเป็นเขตปกครองพิเศษ นอกเหนืออธิปไตย

แน่นอนว่าสิ่งที่ทักษิณต้อง การมากที่สุดคือ การสร้างระบอบ “การเมือง” ใหม่ เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ โดยอ้างถึงระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ใครมีเงินก็เล่นการเมืองได้
   
  อันนี้เป็นข้อมูลเก่า แต่ก็คงจะเป็นจริงถ้าทำสำเร็จ

    อะไรจะเกิดขึ้น หากทักษิณสามารถนำบริษัทเข้าไปลงทุนในเขมร ?

โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”

เมื่อ ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ขุดเจาะน้ำมันของไทย จะพบว่ามหาเศรษฐีห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ (Harrods) โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด (Mohamed Al Fayed) เพื่อนเลิฟของอดีตนายก “ทักษิณ” เข้ามาได้ประโยชน์จากธุรกิจน้ำมันในไทยมานาน ผ่าน ปตท.สผ. บริษัทลูก ปตท. ก่อนที่ปตท. จะเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2544
โดย Asian Economic News และนิตยสาร Offshore ลงข่าวพร้อมเพรียงกันในช่วงธันวาคม 2542 ว่าหลังจากโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดจัดตั้งบริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (Harrods Energy) ก็ได้สิทธิสำรวจน้ำมันใน 4 แปลงขุดเจาะในอ่าวไทย คือ B2/38, B11/32, B11/38 และ B12/32. ห่างจากชายฝั่งระยอง 150 กิโลเมตร โดยมีศักยภาพในการขุดเจาะน้ำมันวันละ 8,000 บาร์เรล ซึ่งในการสำรวจขุดเจาะครั้งนั้น Harrods Energy ถือหุ้น 50% ในการลงทุนสำรวจขณะที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 50%ที่เหลือ

จากการสืบค้น ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ จดทะเบียนในเมืองไทยเมื่อ 22 พฤษภาคม 2541 ใช้ชื่อเป็นทางการว่า แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) ต่อมาเปลี่ยนชื่อจนไม่เหลือคราบเดิม เป็นเพิร์ล ออย (Pearl Oil) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในรายชื่อผู้ถือหุ้น) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพราะถูกขายให้กับบริษัท Pearl Energy Pte. Ltd. ที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเมื่อสืบสาวต้นทางจะพบกลุ่มทุนเทมาเส็ก (Temasek) แห่งสิงคโปร์ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวผ่านทาง Mubadala Development (ข้อมูลจาก Business Week และ RGE Monitor) ซึ่ง “เทมาเส็ก” มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “ทักษิณ” และคือบริษัทที่ซื้อหุ้นในชินคอร์ป จากครอบครัว ”ทักษิณ” ด้วยมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท



  เมื่อสังคมเริ่มจับตามองอย่างจริงจังในจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองแล้ว สังคมควรจับตาในจริยธรรม และความมีธรรมาภิบาลขององค์กรที่รัฐถือหุ้นใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ปตท.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจกึ่งบริษัทเอกชนมหาชน ที่มีผลประกอบการดีเยี่ยมติดต่อกันมาตลอด จนได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น และยังได้รับการจัดอันดับจากสถาบันในต่างประเทศ เป็นบริษัทติดอันดับหนึ่งในสิบในอาเซียน

แต่น่าแปลกที่กลับไม่มีใคร ตั้งคำถามต่อบริษัท ปตท.ว่า เหตุใดบริษัทจึงไปตั้งบริษัทลูกบนเกาะเคย์แมน (CAYMAN ISLANDS) อันเป็นเกาะฟอกเงินในกลุ่มเดียวกับเกาะบริติช เวอร์จิน ที่สำคัญคือ การลงทุนของบริษัทลูกของ ปตท.บนเกาะเคย์แมน สูญเงินไปมากกว่า 6,000 ล้านบาท ในระยะเวลาสั้นๆ แต่กลับไม่ถูกนำมาประเมินผลการประกอบกิจการของบริษัท แม้แต่กระทรวงการคลัง ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ปตท.เกินกว่า 50% ก็มิได้มีปฏิกิริยาต่อการลงทุนอันสูญเปล่านี้แต่ประการใด

บริษัท ปตท.ซึ่งมีสถานะทางด้านงบประมาณเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้จัดตั้งบริษัท PTT INTERNATIONAL TRADING ขึ้นที่เกาะเคย์แมนเมื่อปี 2545 ในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีนายวิเศษ จูภิบาล เป็นผู้บริหารสูงสุดของ ปตท.ในขณะนั้น การจัดตั้งบริษัทลูกบนเกาะเคย์แมน ใช้เงินลงทุน 4,067.50 ล้านบาท และในปีเดียวกัน ในงบการเงินรวมของบริษัท ปตท.พบว่าผลประกอบการขาดทุนเหลือเงินทุนเพียง 150,000 บาท ซึ่งเท่ากับขาดทุนไปถึง 4,067.35 ล้านบาท ภายในเวลา 1 ปี และบริษัทนี้ในเกาะเคย์แมนก็ถูกปิดไปในปี 2546 ส่วนนายวิเศษ จูภิบาล ได้รับการแต่งตั้งให้ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของ ปตท.ต่อจากนายวิเศษ จูภิบาล ก็ได้จัดตั้งบริษัทที่เกาะเคย์แมนขึ้นมาใหม่ ในปี 2547 ชื่อบริษัท SUBLIC BAY ENERGY บริษัทใหม่นี้ขาดทุน 439.71 ล้านบาท ในปี 2547 และขาดทุนอีก 1,016.57 ล้านบาท ในปี 2548 ตามงบการเงินบริษัท ปตท.ระบุว่า เป็นการขาดทุนที่เกินกว่าเงินลงทุนทั้ง 2 ปี

  มีเงินมากแต่บริหารห่วยแตก แบบนี้น่าลงทุนใหมพ่น้อง 

เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮามาโดยตลอด เมื่อ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือยักษ์ใหญ่ทางด้านพลังงานที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ได้เปิดเผยตัวเลขผลกำไรนับ 100,000 ล้านบาทต่อปี แถมผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ประกาศเปรี้ยงว่า จะผลักดันให้ ปตท. เติบโตขึ้นทำเนียบ 100 บริษัทชั้นนำของโลกในเวลาอันใกล้นี้**
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ภาพความสำเร็จของ ปตท. ที่ปรากฏแก่สาธารณะ ที่ทำให้ผู้บริหารและนักการเมืองขาใหญ่ที่ติดบ่วงบ้านเลขที่ 111 ซึ่งขณะนี้มีบทบาทสูงมากใน ปตท .และธุรกิจพลังงาน ต่างออกมาการันตีความโปร่งใสและบริหารงานยึดหลักธรรมาภิบาลนั้น นับว่ายังเป็นข้อกังขาของผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงาน เพราะเบื้องหลังความสำเร็จอันสวยหรูของยักษ์ ปตท. ยังมีอะไรที่ไม่ชอบมาพลกลแต่กลับ  **“ซุกไว้ใต้พรม”** จำนวนมาก
ทั้งนี้ เป็นเพราะหลายเหตุผล ไล่เรียงตั้งแต่หลังจากที่ กระทรวงการคลัง ในยุครัฐบาลนายใหญ่ครอบงำ ได้ส่งบริวารประกอบด้วย **“ปตท.-ธนาคารออมสิน-กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)-กองทุนวายุภักษ์ 1” เข้ายึดทีพีไอ ซึ่งเป็นกิจการของเอกชน ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “การขัดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส”** รวมถึงได้มีการเปิดช่องทุจริตกันอย่างโจ่งครึ่มใน ปตท.

และแล้ว "แก้รัฐธรรมนูญ" ก็ตั้งเค้า

17 สิงหาคม 2554 - 00:00

ตอนประกาศตัว ครม.นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตล.บอกว่า "ขอ ๖ เดือน" ผมชักไม่แน่ใจว่าที่พูดนั้น พูดในความหมาย "๖ เดือนปรับ ครม." หรือ "๖ เดือนรัฐบาลเจ๊ง" งานแรก ไม่เก็บภาษีหุ้นทักษิณ งานที่สอง ร้องขอญี่ปุ่นให้ทักษิณเข้าประเทศ งานที่สาม พวกเผาเมืองขอเอาคนละ ๑๐ ล้าน งานที่สี่ เดินสายประกันเสื้อแดงออกจากคุก และงานที่ห้า สดๆ ร้อนๆ วานนี้ (๑๖ ส.ค.๕๔)
เพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติ "แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑" เปิดทางตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่เป็น "รัฐธรรมนูญ ฉบับทักษิณาธิปไตย" เพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐
ก็ไม่ต้องอ้อมค้อมอะไรกันมาก เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า จะเอารัฐธรรมนูญ ปี ๔๐ มาใช้ หรือแก้ฉบับปัจจุบัน ทำแบบไหนก็ได้ ประเด็นอยู่ตรงว่า ให้ทักษิณได้กลับมาโดยไม่มีชนักทางกฎหมาย หรือทางความผิดใดๆ เหลืออยู่
เขมร มี "สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน"
แล้วทักษิณ ถ้าจะกลับเมืองไทย จะกลับแบบมีคำว่า "นักโทษชาย" นำหน้าได้อย่างไร ผมได้ยินแถวตลาดวโรรสเขาตั้งชื่อเมือง ชื่อทักษิณไว้รอท่าอยู่เหมือนกัน แต่จำไม่ได้ ดังนั้น เมื่อแก้รัฐธรรมนูญให้ทักษิณอยู่เหนือกฎหมาย-เหนือความผิดทั้งปวงแล้ว
อย่างน้อย มันก็ไม่ควรด้อยชั้นกว่า ฮุน เซน ที่ช่วยรบกระหนาบเอาอำนาจบริหารประเทศกลับคืนมาให้ ขี้หมู-ขี้หมาก็ต้อง "สมเด็จอัครมหาเสนาบีดีเดโช ทักษิณ" นั่นแหละ!
รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะร่างกัน ต้องไม่มีความตามทำนองมาตรา ๓๐๙ ปัจจุบัน ที่เป็นมาตรา "มัด" ทักษิณไม่ให้ใครเลาะตะเข็บกฎหมายแบบศรีธนญชัย เพื่อช่วยให้หลุดพ้นจากคดีความ
หรือจะแก้กันยังไงก็ได้ แก้ให้มีช่อง "ออกกฎหมายนิรโทษกรรม" ให้ทักษิณถือว่าใช้ได้!
นี่คือที่ยิ่งลักษณ์แถลงเป็นคำสัตย์ต่อประชาชนทั้งประเทศ ในวันเข้ารับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๘ ส.ค. ....
".....ขอบคุณพี่น้องประชาชน ถือเป็นพันธสัญญาทางใจในการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินด้วยความภาคภูมิใจ โดยจะมุ่งมั่นใช้ความรู้ความสามารถทุ่มเททำงานเพื่อสร้างสุข สลายทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างสุดความสามารถ โดยจะไม่ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน"
การร่างรัฐธรรมใหม่ทั้งฉบับ ด้วยเจตนา "เพื่อช่วยคน...คนเดียว" ให้อยู่เหนืออำนาจประเทศ อย่างที่กำลังจะทำกัน นี่น่ะหรือ "งานสร้างสุขสลายทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน"
และนี่น่ะหรือ "จะไม่ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน"?
และทักษิณนั่นน่ะหรือ คือ "ประเทศชาติและคนไทยทุกคน"?
เป็นสาว-เป็นนาง อย่าริโกหกตอแหลบ่อยๆ แบบนั้น...มันไม่น่ารักเลย ว่ามั้ย?
เอาละ...พักไว้ก่อน เผื่อจะนำไปตั้งสติ และทบทวน กาย-วาจา-ใจ ตัวเอง ได้สำนึกแล้วกลับตัว-กลับใจ ทำอย่างที่ถวายสัตย์ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จะได้เป็นนายกฯหญิงคนแรกในบรรทัดประวัติศาสตร์สะอาด
ไม่ใช่ "นางมารร้าย" ในร่างโคลนทักษิณ!
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แกลลอปโพล ของสหรัฐ เขาเผยผลสำรวจออกมา สงสัยปีหน้า นายบารัก โอบามา ที่จะเป็นตัวแทนเดโมแครตลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอีกสมัย...เห็นท่าจะ แย่
เพราะจากผลสำรวจ คะแนนนิยมร่วงต่ำกว่าร้อยละ ๔๐ คือมีอเมริกันชนสนับสนุนแค่ร้อยละ ๓๙ ที่ไม่สนับสนุน คือเหม็นหน้านายโอบามาถึงร้อยละ ๕๔ เรียกว่าต่ำสุดนับตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีมา เคยมีอยู่ช่วงที่คะแนนนิยมพรวดถึงร้อยละ ๕๓
ตอนเป็น "อันธพาลโลก" บุกข้ามประเทศไปฆ่าบินลาดิน ที่ปากีสถาน!
ที่ยกมาคุยนี่ ไม่ใช่อะไรหรอก จำได้ว่าเมื่อตอนต้นเดือน ผมคุยถึงเรื่องสหรัฐถังแตก ดอลลาร์นับวันจะมีค่าเท่าแบงก์กงเต๊ก
ก็มี "ชาวกรุงใน U.S.A.ท่านหนึ่ง" คอมเมนต์เข้ามาในไทยโพสต์ ผมเคยนำลงพิมพ์ไปแล้ว แต่พออ่านข่าวแกลลอปโพล ก็นึกถึง "ใจความ" ตอนหนึ่งขึ้นมาได้ คือคุณ Boon Palagap ซึ่งอยู่ในสหรัฐ คอมเมนต์ว่า....
"..... เศรษฐกิจการเงินของอเมริกา ที่หนักหนาสาหัสขณะนี้ เป็นเพียงเกมการเมืองที่นักการเมืองผิวขาวขนานแท?้ดึงเกมไว้...เพื่อมั่นใจ ว่านักการเมืองผิวดำคนนี้ จะไม่ได้รับการเลือกตั?ั้งเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัยหนึ่ง...ใครมีเงิน เหลือใช้ ตอนนี้ผมแนะนำว่าให้มาลงทุน?ซื้ออหังสาริมทรัพย์ที่ราคาถูกมากๆ... อีก 4 ปีรับรองบูมส์ส์ส์แน่ๆ...และสุดท้ายที่ผมบอกว่ายากส์ส์ส์ที่จะล่มสลายนั้น เพราะอเมริกาไม่เคยใช้ทรัพยากรธรรมชาติของตัวเอง อเมริกาปล้นทั้งทางตรงคือซื้อ และทางอ้อมคือส่งกองทัพพาลห?าเรื่อง ไปยึดมาเฉยๆ เอามาใช้จ่ายอยู่ทุกวันนี้.?..ส่วนของตัวเองที่มากมายมหาศ?าลนั้น เก็บเอาไว้ให้ลูก หลาน เหลน ?โหลนครับ จีนรู้เรื่องนี้ดี จึงปล่อยหนี้ได้เรื่อยๆ จ่ายช้าก็ยังดีกว่าไม่จ่าย.?..และถ้าจะพูดกันไป จะหาลูกหนี้ที่ฟุ่มเฟือย ขายอะไรก็ได้ ซื้อง่ายขายคล่องอย่างอเมริกา จะไปหาที่ไหนครับ..."
อืมมม..."อำนาจเหนือรัฐ" มันมีอยู่ทุกแห่งในโลกจริงๆ คนอเมริกันอาจไม่เบื่อโอบามามากนัก แต่กลุ่มทุนยุโรปที่ควบคุมกลไกเศรษฐกิจ-การเงิน-การธนาคาร ซึ่งเป็นคนขาว อย่างเช่นตระกูล Rothschild และตระกูล Warburg จากยุโรปที่คุมกลไกสหรัฐปัจจุบัน
การแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจของโอบามา "ไม่เข้าตา" กลุ่มทุนครองโลกกลุ่มนี้แน่ๆ ดังนั้นเผลอๆ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า โอบามาอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งก็ได้ที่ "พลาด-ตกเก้าอี้" ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ๒ สมัย อย่างที่คุณ Boon Palagap คุยให้ฟัง!
แต่..เอ..พอมาอ่านคอมเมนต์นี้อีกที บอกว่าใครมีเงินให้มาซื้อบ้านราคาถูกๆ ที่สหรัฐทิ้งไว้ ถ้างั้น...ผมรีบไปซื้อบ้านที่อเมริกาก่อนดีกว่า ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะแถลง "ได้รับการร้องขอจากรัฐบาลไทย ให้ออกวีซ่าให้ทักษิณ"
วันก่อน เห็นทูตสหรัฐพาคนจากสภาคองเกรสเข้าคารวะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ คุยกันด้วยภาษาขี้จุ๊แบบนายสุรพงษ์คุยกะทูตญี่ปุ่นหรือเปล่าก็ไม่ทราบ?
ไทย-เขมร เนื้อไม่หอมหรอกครับ แต่ที่พวกฝรั่งเศส-อังกฤษ-สหรัฐ-อินเดีย เรียงคิวรุมตอมนายกฯน้องสาวทักษิณ ก็...แหล่งพลังงานในอ่าวไทย และในเขตพื้นที่ทับซ้อนไทย-เขมรนั่นแหละ
ฮ้อม...หอม..ไอ้พวกนี้จึงรุมหอม ยกยอกันจนกระดก เพราะเหตุนี้ "การเมืองโลก" ถึงได้เปลี่ยนโฉม สัจจะ-มิตรภาพ-ความจริงใจ ยุคนี้...ไม่มีในหมู่ไฮยีนาที่กำลังควานหาและแย่งชิงแหล่งพลังงาน!
กลับมาต่อเรื่องประธานาธิบดีต่อซักนิด ที่ว่าโอบามาอาจเป็นประธานาธิบดีได้สมัยเดียว ผมว่ามีเค้านะ เพราะเห็น "รีพับลิกัน" กระเหี้ยนกระหือรือคัดคนลงชิงเก้าอี้แบบ "หวังผล" เหลือเกิน จากดีเบตคัดกันเองในพรรค ๗ คน จาก ๗ เหลือ ๓ จาก ๓ เหลือ ๒ และถึงตอนนี้เหลือ ๑ แล้ว คือ
นาง Michele Bachmann ส.ส.จากรัฐมินนิโซตา
"นารีขี่ม้าขาว" ขึ้นเป็น "ประธานาธิบดีหญิง" คนแรกของสหรัฐ เลียนแบบไทยซะละมั้ง?
ของเราหาเสียง ๔๙ วัน ได้เป็นนายกฯ แต่นางบาชมานน์ เธอบะช่อโอบามาแค่ ๔๘ วัน ทำท่าจะได้เป็นตัวแทนเดโมแครตลงชิงชัยซะแล้ว
ผมดูมาดเธอปราศรัยทางโทรทัศน์ อืมมม..อย่างนี้ค่อยเข้าท่า เรียกว่า "บาชมานน์ หญิงมั่น" ได้ ไม่ใช่หญิง ตล.พูดเป็นอยู่ ๒ ประโยค...พี่น้องค้าาาา...ใช่มั้ยค้าาาา!
เอาละครับ วันนี้คุยกันแค่นี้ พรรคพวกตั้งวงโทร.มาตามไปก๊งแล้ว.

หึ่ง!แม้ว-ฮุนเซนแบ่งเค้กพลังงาน

"ปู" ยอมรับพี่ชายเดินทางเข้าเขมร เจรจา "เรื่องส่วนตัว"  ขณะที่ข่าวสะพัดหารือ "ฮุน เซน" แบ่งเค้กธุรกิจพลังงานในอ่าวไทย ในช่วงเวลาเดียวกับ "ยุทธศักดิ์" ควง "ประยุทธ์" ประชุมจีบีซีคุยเรื่องเขตแดนทางบก "ทักษิณ" เผยธาตุแท้ บอกเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยันให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเมื่อจำเป็น   วางบทบาทตัวเองเป็นผู้รักษาระยะห่างกับรัฐบาลไทยและกองทัพ
 หลังมีข่าว แพร่สะพัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกในคดีคอรัปชั่น พี่ชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้ากัมพูชาในวันที่ 19-21 สิงหาคม โดยมีกำหนดการพานักธุรกิจเข้าพบสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เจรจาพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา บริเวณอ่าวไทย ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นวันที่ 22-28 สิงหาคมนั้น รัฐบาลไทยออกมายอมรับว่าเป็นเรื่องจริง
 "เป็นการเดินทางมา เจรจาเรื่องส่วนตัว" นายกรัฐมนตรีไทยซึ่งเป็นน้องสาวนักโทษชายรายนี้กล่าว แต่เธอยังปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เดินทางไปในนามรัฐบาล "คงไปเรื่องส่วนตัว"
 ก่อนหน้านี้ วิกิลีกส์ เว็บไซต์จอมแฉ เปิดเผยข้อมูลลับที่ได้มาจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2007 จากการเดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ของสภาธุรกิจสหรัฐ–อาเซียน โดยเป็นข้อมูลในระหว่างการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากบริษัท ConocoPhillips บริษัทข้ามชาติที่ทำธุรกิจด้านพลังงานเชื้อเพลิงที่ใหญ่อันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกา “เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทกับประเทศไทยเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย” และทาง ConocoPhillips ได้รับสัมปทานในพื้นที่ดังกล่าว เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี
 ทั้งนี้ นายกาว กิมฮูร์น ผู้ช่วยรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวกับเจ้าหน้าที่ของ ConocoPhillips ว่า รัฐบาลไทยและกัมพูชาเข้าใกล้ข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในอ่าวไทยแล้ว โดยทั้ง 2 ฝ่ายวางระบบข้อตกลงร่วมกันสำหรับการแบ่งสรรรายได้ ดังนี้ แบ่งรายได้ 80%ให้กับประเทศไทย และ 20% ให้ประเทศกัมพูชา ในแนวระดับที่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุด, 50–50% ในระดับกลาง และ 20% ให้กับประเทศไทย ซึ่งส่วนที่เหลือเป็นของประเทศกัมพูชา ในแนวระดับใกล้กับประเทศกัมพูชามากที่สุด แต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณถูกยึดอำนาจไปเสียก่อนที่จะบรรลุข้อตกลง
 ต่อมา เมื่อปี 2009 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับประเทศกัมพูชา หลังคณะรัฐมนตรีของไทยพยายามเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ทำไว้ กับกัมพูชาเมื่อปี 2001 ส่วนข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2009 ครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเยือนกรุงพนมเปญ โดยนักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณและสมเด็จฮุน เซน อาจมีการทำข้อตกลงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวบางอย่างร่วมกัน
"ยุทธศักดิ์" มึน
 ด้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ซึ่งจะเดินทางไปกัมพูชาในห้วงเวลาดังกล่าวพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกเช่นกัน ออกมาปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง ต้องไปถามนายกฯ
 "ถามท่านนายกฯ ดีกว่า เพราะผมไม่เกี่ยวข้องกับทางนี้ และส่วนที่ผมจะเดินทางไปกัมพูชาในวันศุกร์นี้ คือจะเดินทางไปพร้อมกับ ผบ.ทบ. เพื่อดูเรื่องพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 ในเขตประเทศไทยเท่านั้น"
 ซัก ว่าเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลเป็นเรื่องที่รัฐบาลต่อรัฐบาลต้องเจรจากันใช่ หรือไม่ รมว.กลาโหมตอบว่า คงคุยหลังจากนี้ แต่ขณะนี้ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงอื่น อีกทั้งยังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ตนดูในเรื่องของความมั่นคง ปัญหาชายแดน แต่ในเรื่องของเศรษฐกิจที่จะไปเจรจากัน ขออนุญาตไม่ตอบ เราจะไม่ทำให้เสียเปรียบในเรื่องอาณาเขตทางทะเล แต่ในเรื่องผลประโยชน์ระหว่างชาติจะเป็นเรื่องของกระทรวงอื่นที่ดูแลใน เรื่องเศรษฐกิจ
 ถามว่า เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันใช่หรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ตอบว่า ต้องนำเรื่องเข้ามาใน ครม.ในภายหลัง ซึ่งขณะนี้เป็นเรื่องของแต่ละกระทรวงต้องดูแลไปก่อน ส่วนเรื่องของการแบ่งอาณาเขตที่ชัดเจน เมื่อถึงเวลาค่อยว่ากัน ซึ่งเราจะเริ่มคุยกันเรื่องอาณาเขตระหว่างไทย-กัมพูชากันตั้งแต่อาทิตย์หน้า เป็นต้นไป และตนจะตอบจดหมาย พล.อ.เตีย บัณห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่เขียนมาถึงเป็นฉบับที่ 2
 เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปยังกัมพูชาจริง จะมีผลดี-ผลเสียอย่างไรระหว่างการเจรจาระหว่างรัฐบาล รมว.กลาโหม ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยว เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่าน ตนไปทำงานตามหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบ และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้แจ้งอะไรให้ทราบ และที่ตนจะเดินทางไปเพราะเขาเป็นเจ้าภาพในการประชุมจีบีซีเท่านั้น
 พ.อ.ธนา ธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า หนังสือเชิญของ พล.อ.เตีย บัณห์ ที่ส่งมาจำนวน 2 ฉบับ โดยฉบับแรกแสดงความยินดีตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์    ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ส่วนฉบับที่ 2 เป็นหนังสือเชิญให้กองเลขานุการคณะกรรมการฝ่ายไทยร่วมหารือเพื่อจัดการ ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย–กัมพูชา ครั้งที่ 8 และเรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุมร่วมกัน รวมทั้งเรียนเชิญให้เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ซึ่งขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้จัดทำหนังสือตอบรับคำเชิญดัง กล่าว
"ปึ้ง" ยังโกหก
 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวอ้างว่า ไม่ทราบเรื่องการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะไปกัมพูชา มีแต่ได้ยินจากเพื่อน ส.ส.พูดกัน ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการตรวจสอบ ส่วนกรณีที่ญี่ปุ่นระบุว่ารัฐบาลไทยเป็นคนร้องขอให้ออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นจริง ตนได้แถลงไปแล้ว
 “ที่ร้องขอนั้น ไม่ได้เป็นการร้องขอ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณขอจากที่ไหนไม่ทราบ อย่างไรก็ตามเท่าที่ทูตญี่ปุ่นแจ้งให้ทราบนั้น การเดินทางไปของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะไปดูเรื่องสึนามิ ทั้งนี้ การขอวีซ่าเข้าประเทศใดนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่มีความสามารถไปให้ประเทศนั้นๆ ออกวีซ่าได้ ส่วนเรื่องพาสปอร์ตแดง ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ และไม่ต้องห่วง ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างตามขั้นตอนกฎหมาย และรัฐบาลก็ไม่มีนโยบายในเรื่องดังกล่าว” นายสุรพงษ์กล่าว
 เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องในการคัดเลือกท่านเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ และด้วยสาเหตุอะไรจึงถูกคัดเลือกขึ้นมา นายสุรพงษ์กล่าวว่า เป็นการคัดเลือกกันของนายกรัฐมนตรีและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตนเคยทำการค้า และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นเน้นนโยบายด้านการค้า ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเราจะมุ่งเน้นการค้า ยอมรับว่างานที่ได้รับมอบหมายมานั้นหนัก แต่ตนไม่หนักใจ รวมทั้งตนเป็นรัฐมนตรีที่แย่ที่สุดในประเทศไทย ก็คงไม่มีอะไรแย่กว่านี้แล้ว แต่ตนจะทำให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
 ถามว่า จะมีการประสานงานไปยังญี่ปุ่นเพื่อออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่  รมว.การต่างประเทศตอบคำถามนี้ว่า "ผมคงไปสั่งทางญี่ปุ่นไม่ได้" อย่างไรก็ตาม หากเรื่องนี้ทำได้ รัฐบาลชุดที่แล้วก็คงทำสำเร็จแล้ว รวมทั้งก็คงให้สถานทูตรายงานที่อยู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปแล้ว ซึ่งตนก็ไม่รู้ขั้นตอนในการดำเนินการทางกฎหมายว่าต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกี่หน่วยงาน อย่างไรก็ตามหากดำเนินงานได้ง่าย นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศคงทำได้แล้ว
 ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ  กล่าวว่า ยังไม่มีการยืนยันกำหนดเดินทางมายังประเทศกัมพูชา ถ้าเดินทางมาและตนทราบข่าวจะแถลงให้ทราบ อย่างไรก็ตามหาก พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมาจริง ก็คงจะมาพบกับสมเด็จฮุน เซน พูดคุยเรื่องส่วนตัวในฐานะเพื่อนฝูงที่รู้จักกัน คงไม่มีเรื่องธุรกิจหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร ขอให้มั่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ทำอะไรให้เกิดความเสียหายต่อประเทศแน่นอน
  "ถ้าเดิน ทางมากัมพูชาจริง ก็คิดว่าท่านจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศให้กลับมาดีเหมือนเดิม ประชาชนสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันเหมือนเมื่อก่อน ท่านจะเดินทางไปไหน ที่ญี่ปุ่น หรือประเทศใดก็ตาม ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าประเทศไทยจะไม่เสียหาย แต่จะเป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยประสานความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งท่านจะช่วยในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ไม่ใช่พี่ชายนายกฯ หรือเป็นทูตการค้าใดๆ” นายนพดลระบุ
"แม้ว" คุมรัฐบาล-กองทัพ
 เมื่อ วันอังคาร พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเกียวโดเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการเดินทาง เยือนญี่ปุ่นของตนในวันจันทร์สัปดาห์หน้าว่า ตั้งใจจะไปเยือนพื้นที่ประสบภัยสึนามิเพื่อดูว่าจะสามารถสร้างความร่วมมือ หรือให้การช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง คิดว่าประเทศไทยอาจมีบทบาทได้ในบางเรื่อง เช่น อำนวยความสะดวกให้บริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนา มิย้ายการประกอบการมายังประเทศไทย หรือออกวีซ่าระยะยาวให้ผู้รอดชีวิตชาวญี่ปุ่นมาพำนักรักษาตัวในประเทศไทย หลังจากไปเยือนพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว ตนจะเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น
 พ.ต.ท. ทักษิณยังกล่าวด้วยว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บทบาทผู้นำขึ้นกับนายกรัฐมนตรี ตนจะให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเมื่อจำเป็น ไม่ได้ให้คำแนะนำทุกวัน นอกจากนี้ตนจะรักษาระยะห่างกับรัฐบาลไทยและกองทัพ หวังที่จะเห็นความปรองดองในประเทศไทย
 ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าการขอวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศญี่ปุ่นได้นั้นทำในนามรัฐบาลไทยว่า คำว่ารัฐบาลต้องดูว่าใครเป็นตัวแทน และถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบหมายให้นายนิพิฏฐ์และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชา ธิปัตย์ติดตามอยู่ ทั้งนี้ การไปยื่นกล่าวโทษนั้นมีหลายช่องทาง ส่วนจะนำไปสู่การถอดถอนรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้นฝ่ายกฎหมายจะเป็นผู้ชี้แจง
 กรณี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อไปเจรจาธุรกิจน้ำมันนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปเจรจาธุรกิจตัวเอง แต่เรายืนยันว่ารัฐบาลมีหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของตัวเอง การเจรจากับกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นปัญหาทั้งทางบกและทางทะเลต้องดูภาพรวม และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน อยากให้รัฐบาลได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาถูกครหามาตลอดว่าผลประโยชน์ทางทะเลไปเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ ทางธุรกิจของคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลยิ่งต้องแสดงความชัดเจนว่าการเจรจาในทุกเรื่องเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม
 "คุณทักษิณจะเป็นภาพตัวแทนรัฐบาลหรือไม่ นั้น ผมไม่ทราบ แต่อาจจะเป็นเรื่องการเตรียมทำธุรกิจ แต่รัฐบาลขณะนี้กำลังพูดเรื่องถอนทหาร ส่วนเรื่องทางทะเลอาจมีการหยิบขึ้นมาพูดบ้าง แต่ก็ต้องเป็นมติครม. ส่วนจะมีการจบปัญหาทางบกด้วยการเอาผลประโยชน์ทางทะเลไปแลกหรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่ควรเป็นเช่นนั้น รัฐบาลควรปกป้องประโยชน์ประเทศ และใช้เรื่องความต้องการทางทะเลของกัมพูชาให้เป็นประโยชน์กับไทย"
 ถาม ว่าการวางตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ ดูมีบทบาทเหนือรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการประชาสัมพันธ์ตัวเขา ส่วนจะคาดหวังว่าทำเพื่อประเทศชาติได้แค่ไหน รัฐบาลก็ต้องติดตาม ตรวจสอบ ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปบอกกับสื่อญี่ปุ่นว่ามีส่วนในการตั้ง ครม. ก็เป็นเรื่องที่รู้กันแต่ต้น และเป็นการแสดงอำนาจของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะผู้นำของนายกฯ หรือนั้น ก็เป็นที่เข้าใจของประชาชนอยู่แล้วว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะมีบทบาทแบบนี้ แต่ก็อยากจะย้ำว่าคนที่รับผิดชอบต้องเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่อง
 ขณะที่นาย ถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ในฐานะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ไปพิจารณาในรายละเอียดเพื่อดำเนินการร้องทุกข์ผู้เกี่ยวข้องจากกรณีที่มีการ ดำเนินการร้องขอวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศญี่ปุ่น เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายของบุคคลที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ทำตามที่กระบวนการยุติธรรมต้องการ อีกทั้งเป็นผู้รู้ที่อยู่ที่ชัดเจน แต่ยังมาสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณให้ได้รับการช่วยเหลือ
 วันเดียวกันนี้ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเสื้อหลากสี แจ้งว่า จะนัดรวมกลุ่มในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 09.30 น.ที่สถานทูตญี่ปุ่น เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านกรณีออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศ.

รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง