บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นโยบายนักการเมือง

มาดูป้ายหาเสียงนักการเมืองกันบ้าง 

โดย  ......
old clumsy

"รถไฟฟ้า 10 สาย  20 บาท ตลอดสาย  "...(  ไอ้สมรักษ์  ไอ้ขี้โม้ )


" ลาทีน้ำแล้ง น้ำท่วม  ..สร้างเขื่อนยักษ์กั้นน้ำท่วม .."  ( แด๊กกันจนน้ำลายบูดท่วมปากล่ะไม่ว่า)


" คืนประชาธิปไตยให้ประเทศ " ( ก็เมิงเอาไปซะนานละซี..)


" คืนความสุขให้ประชาชน" ( แล้วเสือกเผาบ้านประชาชนทำไม )


" หาที่พักให้หนี้ "
(  แจกบัตรเครดิตให้ชาวนานี่นะ หาที่พักให้หนี้เพิ่มพูน )


" เดินหน้าต่อไปเพื่อคนไทยทุกคน "  ( เดินหน้าขายชาติเพื่อเขมรทุกคน )


" เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ " ( แค่ปีเดียวก็ไม่มีคุณภาพ  ถ้า 15 ปี จะเหลือรึ)


" เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ  ตรึงราคาดีเซลต่อไป " ( เพิ่มค่าแรงเท่าไหร่ ก็ไล่ตูดราคาสินค้าไม่ทันร๊อก.....ตรึงดีเซล เฉพาะหน้าเลือกตั้งล่ะสิ..เดี๋ยวเมิงก็ขึ้นราคา )


" เลือกนายกหล่อ  .." ( เลือกเฮียฮ้อดีกว่า )


" เลือกนายกหญิง ( เลือกลิงดีกว่า )


" เลือกยิ่งลักษณ์  ( กระอักละเมิงทีนี้)


" เลือกอภิสิทธิ์  (  ชิท..แม่ม...)


" เบื่อนักการเมือง เลือกชูวิทย์ "  (  เบื่อเมิงด้วย มุขเก่าๆ  ทำหน้าเหมือนถูกช้างเหยียบ )


" รักษ์สันติ " ( ตอนเค๊าเผาเมือง ไปสันติอยู่ที่ไหน )


" พรรครักประเทศไทย" ( ทำไมไม่ไล่เขมร  ไปมุดอ่างอยู่ไหน ")


  ฯลฯ


" การเมืองใหม่...( ..เน่าสนิทศิษย์ รฟท....50 ปี ยังเหม็นขี้เหมือนเดิม แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น  )


ฯลฯ

ความผิดของทักษิณ โดย Kwon Hae-Il ·



ความผิดของทักษิณ
 
1.โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด
่าน มูลค่า 23,700 ล้านบาท
2.โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทไม่กี่บริษัท มูลค่า 120,000 ล้านบาท
3.การทุจริตการก่อสร้างถนนวงแหวนด้านใต้ มูลค่า 15,300 ล้านบาท
4.การออกพระราชกำหนดแก้ไขอัตราภาษีสรรพสามิตรเพื่อเอื้อธุรกิจมือถือ มูลค่า 100,000 ล้านบาท
5.โครงการอิลิทการ์ด มูลค่า 4,000 ล้านบาท
6.โครงการสายการบินแอร์เอเชีย ประเมินค่าไม่ได้
7.โครงการก่อสร้างถนนสายรัชดา-รามอินทรา มูลค่า 240 ล้านบาท
8.โครงการโซล่าโฮม มูลค่า 7,631 ล้านบาท
9.การให้เช่าคอมพิวเตอร์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่า 3,000 ล้านบาท
10.การขายที่ดินกองทุนฟื้นฟูให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี มูลค่า1,228 ล้านบาท
11.การหาผลประโยชน์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ประเมินค่าไม่ได้
12.การหาประโยชน์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ประเมินค่าไม่ได้
12.การหาประโยชน์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ประเมินค่าไม่ได้
13.การปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่า 91,000 ล้านบาท
14.ผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ประเมินค่าไม่ได้
15.การทุจริตจัดซื้อรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 500 ล้านบาท
16.การทุจริตการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน มูลค่า 900 ล้านบาท
17.การทุจริตโครงการมอเตอร์เวย์ มูลค่า 80 ล้านบาท
18.การปล่อยเงินกู้ให้ประเทศพม่า โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน มูลค่า 4,000 ล้านบาท
19.การให้สิทธิพิเศษ BOI ยกเว้นภาษีให้บริษัท IP STAR มูลค่า 16,000 ล้านบาท
20.การใช้ที่ดินวัดทำสนามกอล์ฟอัลไพนื มูลค่า 500 ล้านบาท
21.การอนุมัติบริษัทจีนต่อเรือตรวจการณ์แลกผลประดยชน์ธุรกิจดาวเทียม มูลค่า 3,500 ล้านบาท
22.กรณีการแก้สัญญาสัมปทาน ITV มูลค่า 17,410 ล้านบาท
23การเสียค่าปรับกรณีค่าโง่ทางด่วน มูลค่า 6,200 ล้านบาท
24.การทุจริตจำนำพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ ข้าว ลำไย ปุ๋ย นมโรงเรียน มูลค่า 10,067 ล้านบาท
25.การทุจริตโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยา กระทรวงสาธารณสุข มูลค่า 525 ล้านบาท
26 ขายหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 73,300 ล้านบาท หลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้ชาติ
27 ขายสมบัติชาติรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง มูลค่ามากกว่า 9 แสนล้านบาท

Prof.Crane Brinton ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับผลที่ตามมาเมื่อสิ้นสุดการปฏิว ัติ รัฐประหาร โดย ดร.ไก่ Tanond

Prof.Crane Brinton

ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับผลที่ตามมาเมื่อสิ้นสุดการปฏิวัติ รัฐประหาร ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในท้ายสุด การปฏิวัติเกือบทั้งสิ้นก็จบลง ด้วยการวกกลับไปสู่ที่ที่มันเริ่มต้น มีแนวคิดใหม่ๆเกิดขึ้นบ้าง ผู้คนในโครงสร้างอำนาจเปลี่ยนมือไปบ้างเล็กน้อย ควบคู่ไปกับ การปฏิรูปในส่วนโน้นส่วนนี้ และที่สำคัญคือการตัดทิ้งส่วนที่เลวร้ายที่สุดของระบบเก่า นั้นออกไป หากแต่ว่า สถานภาพของชนชั้นปกครองนั้นกลับไม่ได้เปลี่ยนตามไป คงอยู่และเป็นไปตามเดิม ในทันทีที่การหยิบฉวยอำนาจได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง”

กรอบ แนวคิดทฤษฏีข้างต้นนี้ หากได้เข้าใจกันแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า สามารถนำใช้เพื่ออธิบายขยายความ การเมืองการปกครองของบ้านเรา นับแต่ช่วงที่เกิดการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ผ่านเลยมาจนถึงการเลือกตั้ง เมื่อปลายปี2551และสำหรับปี2554 ที่กำลังลุ้นกันตัวโก่งได้เป็นอย่างดี ว่าทำไม "ระบอบทักษิณ" ถึงไม่ยอมตาย ไม่แผ่วปลาย กระทั่งไม่ยอมล่มสลายไป ได้ดังนี้ครับ -

1.จากทฤษฏีข้างต้น พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่า ..ถึงแม้จะมีการตัดส่วนที่เลวร้ายที่สุดของอำนาจเก่า ระบบเก่าที่ก็คือทักษิณนั้นออกไปจากการรัฐประหาร ทว่าระบบการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมือง รวมถึงชนชั้นปกครองหรือนักการเมือง ที่จะเข้าไปสิงสถิตย์กันในระบบ และนำใช้วัฒนธรรมทางการเมืองของทุกๆฝ่าย รวมทั้งตัวแทนของทักษิณด้วย ก็ยังครองสถานะที่เคยมีและเป็นมาเช่นเดิม เช่นนี้แล้วเมื่อการเลือกตั้งเมื่อ 2551 เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลายฝ่ายจึงทำนายทายทักกันว่า น่าจะผ่านพ้นยุคสมัยของทักษิณกันไปแล้ว แต่การก็หาได้เป็นดังว่า ขนาดทักษิณไปแล้ว บ้านเลขที่111ไปแล้ว พรรคไทยรักไทยไปแล้ว พรรคใหม่และองคาพยพของทักษิณ ทำไมยังสามารถกลับมามีเสียงข้างมากในสภาได้อีก?

2.คำตอบของข้อ1. ก็คือ เพราะระบบ วัฒนธรรมทางการเมือง ยังคงถูกปล่อยให้อยู่ตามเดิม และเมื่อ2สิ่งนี้ยังดำรงอยู่ "คน"จึงไม่ใช่อุปสรรค จะใส่ใครเข้าไปแทนก็ย่อมทดแทนกันได้ ตราบใดที่ 2 สิ่งนี้ยังเป็น Process ที่พร้อมจะให้กำเนิด Output แบบเดิมๆ เช่นนี้แล้ว สำหรับอนาคตการเมืองข้างหน้า ขอให้ตระหนักถึงจุดให้มากเข้าไว้ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นฉบับเมื่อครั้งปี50 ที่คณะรัฐประหารหยิบจับขึ้นมาทำนั้น ไม่เวิร์ค แล้วก็ไม่เคยเวิร์คเลย เพราะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน มิหนำซ้ำยังเป็นการทำให้เสียเวลา เสียโอกาส และเสียความรู้สึกของผู้คนในชาติอีกต่างหาก

3. ทำไมรัฐธรรมนูญปี50จึงไม่เวิร์ค? โดยหัวใจสำคัญก็เพราะ เป็นการแก้แต่เพียงเฉพาะวิธีการทางการเมือง ในบางเรื่องบางประเด็นที่ไม่ได้แตะไปที่หัวใจสำคัญ เช่น ของปี40 มีลักษณะของ Strong Executive ให้อำนาจฝ่ายบริหารมาก / พยายามให้รัฐบาลมีความมั่นคง ส่วนของปี 50 ก็เพียงแก้ให้การเลือกตั้งนั้นยุ่งยากขึ้น จะได้ซื้อเสียงกันยากขึ้น อำนาจจะได้ไม่กระจุกตัวอีก เพื่อคลาย strong executiveนี้ลง สาระสำคัญสำหรับผมเองมีอยู่เท่าเนี่ย

และหากนำทฤษฏีระบบ input - process - output มาใช้เทียบเคียง เราจะพบว่า ตัว input ที่หมายรวมถึงมาตรการ และข้อกำหนดที่เป็นปราการด่านแรกต่างๆ ที่"ควรจะมี" ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ไม่ได้ถูกจับต้องเพื่อสกัดกั้น เพื่อสกรีน การเข้าสู่อำนาจแบบเดิมๆกันเลย กระทั่งเข้าสู่อำนาจไปแล้ว การเข้าถึงตำแหน่งรัฐมนตรีก็มิได้ มีข้อกำหนดที่เหมาะสมไว้คอยจำกัด "นายทุน"เอาไว้ด้วย เช่นนี้แล้วคนของระบบทักษิณ จึงได้เฮโลเข้ามากันเป็นฝูงใหญ่อย่างที่หลายคนไม่คาดคิด กัน ผมเห็นว่ามันเสียของนะรัฐประหารปี49นี่ ผมถึงได้เน้นย้ำเสมอว่า หากจะเปลี่ยนกันครั้งหน้า มันต้องมีพิมพ์เขียว ออกแบบตัวบ้านตัวอาคารและระบบสาธารณูปโภค กันไว้ก่อนมิเช่นนั้นแล้ว ก็คงเสียเปล่าอีกเหมือนเดิมๆ

4. ทำไมแม้กระทั่งมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว คนของระบอบทักษิณ ที่ได้ผนวกรวมเอาพวกเสื้อแดงล้มเจ้าเข้าไปด้วย จึงยังดูจะมีภาษีกว่าพรรคอื่นๆโดยเฉพาะปชป.เอง อันนี้ตอบไม่ยากเลย ก้เพราะการเลือกตั้งเมื่อปี51 กับ 54นี้ มันไม่ได้มีปัจจัยนำ ปัจจัยแวดล้อมใดๆที่แตกต่างกันไปมากนัก และยิ่งปชป.ที่อยู่มาในอำนาจ ดันไปเอื้อไปอ่อนข้อให้ "การเผาบ้านเผาเมืองและการล้มเจ้า" ได้กลับกลายเป็นสิ่ง ที่พอจะปรองดองกันได้แบบสุดแสนจะทุเรศต่อความรู้สึกของประชาชนกันเช่นนี้ เห็นทีประวัติศาสตร์ปี51 จะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกเป็นแน่ ถ้าๆๆๆๆๆๆ

5. "ประชาชนผู้ใต้ปกครอง ยังปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามยถากรรมเดิมๆของมัน ใครให้เราไปเลือกตั้งก็ต้องไป ไปแล้วเลือกกันแบบเดิมๆต่อไป" ยังเป็นความคิดที่พวกเราคุ้นเคย เคยชิน และยินดีนำปฏิบัติ รับประกันได้หายนะมาเยือนแน่

แต่ยังดีนะครับ ที่เรามีแกนนำของภาคประชาชนอันทรงพลัง ที่คอยขับเคลื่อนกดดันให้รัฐแก้ไขในสิ่งผิดมาอย่างต่อเนื่อง ได้นำการรณรงค์โหวตโน นี้มาใช้เป็นไม้ตาย เพื่อต่อกรกับผลของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่ก็จะสกปรก ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่สำคัญสุดจะขาดไร้ซึ่ง "ความชอบธรรมทางการเมือง" อันเป็นการสะท้อนถึงความ"ไม่"พึงพอใจ และความ"ไม่"ต้องการที่จะดำรงไว้ซึ่งระบบการเมืองน้ำเน่า แบบเดิมๆกันอีกต่อไป

ถ้า เราไม่อยากให้ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งปี51 กลับมาซ้ำรอยเดิมในปี 54 นี้ ก็มีเพียงหนทางเดียวที่จะใช้ปฏิเสธได้ นั่นคือ การร่วมมือร่วมใจกันทั้งชาติ "โหวตโน" บอกพวกนักการเมืองน้ำเน่ากันไปว่า ประชาชนผู้มีสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยมนี้ จะไม่ทน ไม่สมยอม จะไม่ปล่อยให้ การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองอีกต่อไปแล้ว นับแต่นี้ไป การเมืองจะต้องเป็นเรื่องของประชาชน โดยพวกเราจะลิขิตขีดเส้นให้นักการเมืองเดินเอง ด้วยฉันทามติ ด้วยสัญญาประชาชนคมที่พวกเราจะมีร่วมกัน เพื่อแก้ไขในสิ่งผิดที่นักการเมืองได้กระทำมา และเดินหน้าไปเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ทุกผู้ทุกนาม

มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กันนะครับ CHANGE FOR GOOD!..FOR THE BETTER AND FOREVER!

นายกอภิสิทธิ์เป็นคนยังไงครับ

   ได้มีโอกาสสอบถามความคิดวัยรุ่นไทยกับการเมืองปัจจุบัน กับคำถามสำคัญที่เราอยากรู้  
                            มาฟังความคิดของวัยรุ่นกลุ่มตัวอย่างนี้กันครับ

     คิดยังไงกับการเมืองภายใต้นายกอภิสิทธิ์

                 ผมขอเริ่ม คำถามแรกเลยนะครับ


น้องๆคิดว่านายกอภิสิทธิ์เป็นคนยังไงครับ




    เอ่อ..... น้องๆครับ พี่เกรงว่า มันจะไม่สามารถออกสื่อได้ครับ


         พี่ว่ามันแรงไปครับ เอากันไม่มีเม้มเลยนะครับ


  ยังไงขอบคุณน้องๆครับ พี่ขอตัวไปไปถามกลุ่มอื่นละกันครับ


  เจอแล้ว!!   น้องครับ พี่ขอสอบถามอะไรหน่อยนะครับ 

น้องๆคิดว่านายกอภิสิทธิ์เป็นคนยังไงครับ 





   แล้ว ผมก็ได้ถามคำถามเดียว เพราะเกรงว่า น้องๆเค้าจะทนไม่ไหว 

ขอจบการสอบถามก่อนนะครับ ดูจากอาการน้องๆแล้ว ผมอาจตายได้ครับ

ท่านนายกถ้ามาเห็นละก็ เอาผิดกับน้องๆเองนะครับ 
          ผมไม่ได้พูด ผมไม่เกี่ยวครับ!!!!


ตัวใครตัวมันนะน้องๆ          ไปล่ะ เฟี้ยวววววววว

นารีขี่ม้าลาย​แข่งกับชายขี่ม้าด่าง (ตา​โป๋​เป่าปี่)

นับ​แต่บัดนี้​เป็นต้น​ไป ​การ​เมืองบ้าน​เราจะ​เข้มข้นรุน​แรงยิ่งขึ้นจาก​การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจของพวก "สัตว์​การ​เมือง" กลุ่มต่างๆ
คำว่า "สัตว์​การ​เมือง" ​เป็นนิยามที่มี​ผู้ตั้ง​ให้กับนัก​การ​เมือง ​ซึ่ง​เป็นที่รู้จักกันดีจนคุ้นหู ​โดยอาศัยพฤติกรรม​ใน​การ​แสดงออกของนัก​การ​เมือง ​ไม่ว่าจะ​เป็น​การ​แสดงออกทางกาย ทางวาจา ​หรือทาง​ความคิด ​เป็นตัวกำหนด
มนุษย์กับสัตว์นั้น​แม้จะมีบางอย่างที่​เหมือนกัน​ก็จริง ​เช่น กิน นอน สืบพันธุ์ กลัวภัย ​หรือ​โกรธ ​เป็นต้น ​แต่มนุษย์กับสัตว์​ก็ยังมี​ความ​แตกต่างกันที่​เรื่องของธัมมะ​ในจิต​ใจ มนุษย์นั้นยังรู้จักคุณธรรม​ความถูกต้องชั่วดี ​ซึ่งสัตว์​ไม่มี
​เพราะฉะนั้น นัก​การ​เมืองที่ถูกนำ​ไป​เปรียบ​เทียบว่า​เป็น "สัตว์​การ​เมือง" ​จึงตี​ความ​ได้ว่านัก​การ​เมืองที่​ไม่มีธัมมะอยู่​ในหัว​ใจ สามารถที่จะ​ทำอะ​ไร​ก็​ได้​เยี่ยงสัตว์ ​ไม่ว่าจะ​แสดงออกทางกาย ทางวาจา ​หรือ​ความคิด
ดังนั้น​จึง​ไม่น่า​แปลก​ใจอะ​ไรกับ​การกระ​ทำของพวก "สัตว์​การ​เมือง" บ้าน​เราขณะนี้ ที่สามารถ​ทำ​ได้ทุกอย่างที่มนุษย์ทั่ว​ไป​ไม่​ทำกัน ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันอย่างผิด​ทำนองคลองธรรม ​ไม่คำนึง​ถึงกฎกติกา​ใดๆ ​ทั้งสิ้น​เพียง​เพื่อ​ให้​ได้มา​ซึ่งชัยชนะ​เท่านั้น
บน​เทวี​การ​เมือง​จึง​เต็ม​ไปด้วย​ความสกปรก
บ้าน​เมืองต้อง​เสียหายตราบ​ถึงทุกวันนี้
"​เสือสิงห์กระทิง​แรด" ที่​เคย​เรียกขานนัก​การ​เมืองบ้าน​เรามา​ในสมัยหนึ่งนั้น บัดนี้​ได้มีสัตว์บางประ​เภท​เพิ่ม​เติมขึ้นมาอีกจากป้ายมหึมาที่สะพาน มัฆวานรังสรรค์ ​เรียกร้อง "อย่าปล่อยสัตว์​เข้าสภา" ​ใน​การ​เลือกตั้งที่กำลังจะมา​ถึง​ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ ​โดยสัตว์ที่​ไม่ควรปล่อย​เข้าสภาครั้งนี้มีภาพคน​ใส่สูทที่หัว​เป็นควาย ​เป็น​เสือ ​เป็นหมา ​เป็น​เหี้ย ​และ​เป็นลิงถือกล้วย ประกอบอยู่ด้วย
มี​ทั้งสัตว์บก​และสัตว์น้ำ
​แต่​ใน​ความ​เป็นจริง​แล้ว "สัตว์​การ​เมือง" ที่กำลังต่อสู้​แย่งชิงกัน​เข้าสภา​ใน​การ​เลือกตั้งที่กำลังจะมา​ถึง​ใน​ ไม่ช้านี้นั้น มี​ทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ ​และสัตว์อากาศ ที​เดียว ประกอบด้วย "​แรด ควาย กระซู่ ปูปลิง ลิง​เหี้น ​เพลี้ยหมา อีกา​เสือ​และ​แมลงสาบ" ​ซึ่งสัตว์ประ​เภทต่างๆ ​เหล่านี้กำลังต่อสู้​แย่งชิงอำนาจกันอย่าง​เอา​เป็น​เอาตาย ​เพื่อ​ให้​ได้ชัยชนะ​ใน​การ​เลือกตั้ง
​เวที​การ​เมืองจะต้องสกปรกยิ่งขึ้นกว่า​เดิม
​ใครมีพละกำลัง​เท่า​ไรจะ​เอาออกมา​ใช้
​ไม่ว่าพละกำลังนั้นจะออกมา​ในรูป​แบบ​ใด ​เช่น กำลังคน กำลัง​เงิน กำลังอิทธิพล ​และกำลังอำนาจ​แฝงต่างๆที่จะนำออกมา​ใช้
ดู​การ​แย่งชิงอำนาจของบรรดาสัตว์บก สัตว์น้ำ ​และสัตว์อากาศ ขณะนี้​แล้ว ​เห็นว่าคู่ต่อสู้สำคัญ​ในศึกของสัตว์​การ​เมืองครั้งนี้มี​เพียงคู่​เดียว คือ คู่ระหว่างหญิงกับชาย ​ซึ่งฝ่ายหญิง​เป็นฝ่าย​แย่งชิงอำนาจ ​และฝ่ายชาย​เป็นฝ่ายรักษาอำนาจของตนที่​เคยมีอยู่​ในช่วงสองปี​เศษที่ผ่าน มา ​โดยหวังว่าจะ​ได้กลับมามีอำนาจต่อ​ไปอีกครั้งหนึ่ง
ฝ่ายอื่นๆ นอกนั้น​เป็น​เพียงตัวประกอบรอ​เสียบ
​ทั้งสองฝ่ายกำลัง​โรมรันฟันตูกันหา​เสียงอย่าง​เอา​เป็น​เอาตาย​เพื่อชัยชนะ ​แต่ละฝ่ายมีจุด​แข็ง​และจุดอ่อนของตนอยู่​ในตัว
จุด​แข็งของฝ่ายหญิงอยู่ที่​เงิน​และมวลชนที่ห่าง​ไกลข้อมูลข่าวสาร​และ​ เคยตัวกับ​การ​ได้รับ​แจก ​เป็นมวลชนที่​ได้รับ​การจัดตั้งอย่าง​เป็นล่ำ​เป็นสันต่อ​เนื่องกันมา​ไม่ ต่ำกว่าสิบปี ​ในขณะที่จุดอ่อนของฝ่ายหญิงนั้น นอกจากประสบ​การณ์ทาง​การ​เมืองที่​ไม่ค่อยจะมี​แล้ว จุดอ่อนที่สำคัญยิ่ง​ก็คือ ​เป็นตัว​แทนของนัก​โทษ​เร่ร่อนที่​เคยสร้าง​ความ​เสียหายมากมาย​แก่บ้าน​ เมืองมา​แล้วระหว่างมีอำนาจทาง​การ​เมือง รวม​ทั้ง​การทุจริตคด​โกงอย่างม​โหฬาร​เป็นที่​เลื่องลือ​ไปทั่ว​ทั้ง​ในประ ​เทศ​และต่างประ​เทศ ​ไม่นับพฤติกรรมที่มีผลกระทบสถาบันสูงสุด
ส่วนจุด​แข็งของฝ่ายชายนั้นอยู่ที่รูปร่างหน้าตา​และ​การศึกษา มีประสบ​การณ์ทาง​การ​เมืองพอควร​ในระดับหนึ่ง ข่าวอื้อฉาวทางทุจริต​ไม่ค่อย​ได้ยิน ​แต่จุดอ่อนของฝ่ายชายนั้น​เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน​ไปทั่ว​ใน​เรื่อง​การ​ ทำงานที่​ไม่​เอา​ไหน ​ไม่มี​ความกล้าหาญ​เด็ดขาด​ใน​การ​แก้​ไขปัญหานอกจาก​การซื้อ​เวลา​เท่า นั้น ดี​แต่พูด ​ไม่​เคยจดจำว่า​เคยพูด​ไว้อย่าง​ไร ​เป็นคนดื้อตา​ใส ​ไม่รับฟัง​ความคิด​เห็นดีๆ ของคนอื่น ยอม​เป็นหุ่น​เชิด​ให้กับคนบางคน​เช่น​เดียวกับฝ่ายหญิง ​แม้กระทั่งสมยอม​ให้มี​การทุจริตหา​เงินหาทองจาก​ผู้ร่วมงาน​โดย​ไม่ห้าม ปราม จน​ได้รับสมญานามว่า​เป็นคนดูต้นทาง​ให้​โจรปล้น
ด้วยคุณสมบัติของฝ่ายหญิง​และฝ่ายชายดังกล่าวนี้ ถ้าคน​ใดคนหนึ่ง​ได้อำนาจมาบริหารบ้าน​เมือง ​ก็ต้องกล่าว​ได้​เต็มปาก​เต็มคำว่าบ้าน​เมืองคงต้องฉิบหายกันต่อ​ไป​ไม่ สิ้นสุด ​เรื่องที่คิดว่า "จะมีนารีขี่ม้าขาวมากอบกู้บ้าน​เมือง" นั้นต้อง​เลิกคิด
​เพราะมี​แต่ "นารีขี่ม้าลาย ​แข่งกับชายขี่ม้าด่าง"​เท่านั้น ​ไว้วาง​ใจอะ​ไร​ไม่​ได้​เลย​ทั้งหญิง​และชายที่ว่านี้ ​โหวต​โน​ไป​เลยดีกว่า
รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง