บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"ผศ.ดร.พิชาย" ชี้ 10 ปี 10 วิบัติ ปท.ย่อยยับด้วยน้ำมือนักการเมือง

"ผศ.ดร.พิชาย" เปิดมุมมองวิบัติจากนักการเมือง ระบุใช้ประชานิยมมอมเมาปชช. เป็นบันไดสู่อำนาจ จนมีแต่คนเลวเข้ามาครองเมือง ทำให้ความยุติธรรมสูญสลาย จัดการนักการเมืองโกงไม่ได้ แพร่โรคระบาดคอร์รัปชั่นจนเป็นเรื่องปกติ เป็นตัวอย่างขายตัวขายวิญญาณให้กับเงิน ปล่อยปะละเลยให้เขมรรุกล้ำดินแดนไทย จนความมั่นคงของชาติกำลังสั่นคลอน
      
       วันที่ 26 พ.ค.2554 บนเวทีปราศรัยการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงวิบัติ 10 อย่างในช่วงเวลา 10 ปี นับตั้งแต่พ.ศ. 2544 สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมามีอำนาจ ประชาชนอย่างเราต้องเชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต จากน้ำมือของนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ
      
       1.การเมืองล้มเหลว กล่าวคือ มีแต่คนเลวเข้ามาครองเมือง สิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นคือ 1.ตั้งแต่ปี 2544เป็นต้นมา รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงาน ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคม ใช้อำนาจฉ้อฉลสร้างประโยชน์แก่พวกพ้องตัวเองเป็นหลัก ทุจริตคอร์รัปชั่น 2.ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขถูกบ่อนทำลาย จนเหลือแต่ซาก ไม่ต่างจากบ้านที่โดนปลวกกัดกินเนื้อในไม้จนหมดสิ้น เหลือแต่เปลือกไม้ให้เราเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่ 3.เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างมากมาย และรุนแรงจน มีคนบาดเจ็บล้มตาย ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง
      
       2.สังคมแตกสลาย ทั้งนี้สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมที่เอื้ออารี ไว้วางใจกันสูง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่หลังจาก ปี 2544 ความไว้วางใจระหว่างคนในสังคมสูญสลาย มีแต่ความหวาดระแวง ความเกลียดชั่งค่อยๆก่อตัวมากขึ้นทุกวัน มีอาชญากรรมแปลกๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่นอาชญากรต่อเนื่องที่ฆ่าโสเภนีหลายราย เด็กอายุ 13 ข่มขืนฆ่าเด็ก 9 ขวบ วัยรุ่นใจแตกจนกระทั่งเกิดสถิติใหม่วัยรุ่นติดเอดส์จำนวนมาก ทำแท้งมากอย่างน่าใจหาย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี่นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
      
       3.ประชาชนถูกมอมเมาจนงมงาย 1.ถูกนักการเมืองมอมเมาด้วยประชานิยม ใช้ประชาชนเป็นบันไดสู่อำนาจ ถือได้ว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งเป็นยาเสตพติดที่ติดเชื้อ กำเนิดจากไทยรักไทย แล้วแพร่ระบาดไปทุกพรรค 2.ถูกมอมเมาด้วยละครน้ำเน่า ทำให้คนตกอยู่ในโลกความฝัน เรียนแบบละครจนทำให้เด็กบางคนเปลี่ยนนิสัยกลายเป็นเด็กขี้อิจฉา ริษยา 3. ถูกมอมเมาด้วยลัทธิความเชื่อแบบแก้กรรม เพราะเขาไมมีความมั่นคงในชีวิต เครียด อันเป็นสาเหตุมาจากเพราะนักการเมือง ที่ไม่สามรถทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคง เลยทำให้คนไปหาไสยศาสตร์ ความงมงายมากขึ้น
      
       4.สิ่งแวดล้อมย่อยยับ ใน 10 ปีที่ผ่านมาทรัพย์ยากรถูกทำลายล้างอย่างไม่เคยมีมาก่อน ป่าไม้ถูกบุกรุก จนเกิดภาพที่เราเห็นภูเขาถล่มทำให้ทั้งตำบลจมหาย หรือกรณีมาบตาพุด คนเจ็บ ตายมากมาย จากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ต้องถามว่าการปล่อยให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เป็นฝีมือใคร ก็นักการเมืองนั่นแหละ มีอำนาจอยู่ในมือไม่เข้าไปจัดการ รับประโยชน์จากนายทุนแล้วปล่อยปะละเลย ขืนปล่อยให้นักการเมองชั่วอยู่ต่อไปจะวิบัติมากกว่านี้
      
       5.เศรษฐกิจคลอนแคลน ที่ผ่านมาระบบเศรฐกิจของเราเหมือนอยู่บนเส้นด้าย ข้าวของแพง มีช่วงหนึ่งคนว่างงานจำนวนมาก จนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นี่แหละต้องออกเช็กช่วยชาติแจกคนละ 2,000 บาท ซึ่งทำเป็นอยู่เรื่องเดียวแจกเงิน นโยบายไหนที่อาศัยปัญญาความกล้าหาญแก้ไข แกทำไม่ได้สักอย่าง ไม่ว่าเขาวิหาร คอร์รัปชั่นจัดการไม่ได้เลย ที่สำคัญหนี้สินเพิ่มขึ้นตอนนี้พวกเรามีหนี้สาธารณะเฉลี่ย ครัวเรือนละ 100,000 บาท เกิดตั้งแต่สมัยพ.ต.ท.ทักษิณสะสมมาถึงปัจจุบัน เถ้าคนพวกนี้ข้ามาบริหารประเทศอีก หนี้สินก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจน ประเทศล้มละลายในที่สุด
      
       6.การศึกษาตกต่ำ ตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษาทำให้ครูดีๆ เก่งๆ ออกเกือบหมด เหลือแต่ครูที่ไม่รู้จะไปไหนอยู่ แล้วครูพวกนี้ยังไม่มีเวลาสอนเด็กอีก ต้องเอาเวลามาทำผลงานทางวิชาการเพื่อแสวงหาความก้าวหน้า หรือไม่ก็ไปทำอาชีพเสริม ระบบประกันคุณภาพ ไม่ได้ช่วยทำให้นักศึกษาเก่ง เห็นได้จากนักเรียนสอบโอเน็ตตกเกือบทั้งประเทศ ซ้ำร้ายสภาบันที่สอนปริญญาโท แข่งกันเปิด คนจบเต็มไปหมดแต่มีความรู้จริงๆไม่ถึงครึ่ง ร้ายกว่านั้นบางที่เปิดปริญญาเอกไปเชิญนักการเมืองมาเรียน เพื่อให้นักการเมืองเอาทำโก้ ไปอวด ทั้งที่ปัญญามีเท่าหางอึ่ง
      
       7.คุณธรรมเสื่อมทราม 1.เกิดการแพร่ระบาดของการคอรัปชั่น จนคนมองเป็นเรื่องปกติหากได้ผลประโยชน์ด้วย 2.มีคนในหลากหลายอาชีพ ขายตัว ขายวิญญาณให้กับเงิน โดยไม่คำนึงความเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ในสภาจนถึงหมู่บ้าน 3.เกิดลัทธิบูชาคนชั่วเป็นพระเจ้าอย่างไม่ลืมหูลืมตา 4.โกหกตอแหลแพร่ระบาด คนที่เราเคยคิดว่าดีๆ ก็ติดเชื้อไปด้วย
      
       8.ยาเสพติดและคอร์รัปชั่นเกลื่อนเมือง เห็นได้จากช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเยาวชนติดยาเพิ่มขึ้น ปี 51เยาวชนติดยาเสตติดไม่ถึง 1% ปี52 เพิ่มเป็น 4% ปี53 7% และปี45เพิ่มเป็น 12% โดยที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยไม่ทำอะไรเลย ส่วนคอร์รัปชั่นเห็นๆกันอยู่โกงกินอย่ามโหฬาร ในทุกระดับทุกองค์กร
      
       9.กฎหมายหมดสภาพ ความยุติธรรมสูญสลาย ทั้งนี้หากจำได้ตอนเสื้อแดงประท้วง ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษย์ กฎหมายจัดการไม่ได้ แถมผู้รักษากฎหมายจำนวนหนึ่งยังให้ท้ายอีกต่างหาก และตลอดตั้งแต่ปี 50 นอกจากกรณีพ.ต.ท.ทัก โดนคดีไป 2 ปี ก็ไม่เคยมีนักการเมืองรายอื่นโดนคดีทุจริต ซึ่งไม่รู้ว่า ป.ป.ช. หลับอยู่หรือไม่
      
       10.ความมั่นคงของชาติกำลังสั่นคลอน รัฐบาลปล่อยปะละเลยให้กัมพูชาเข้ามาอยู่ในดินแดนไทย ปัญหาอธิปไตยของชาติไม่เคยอยู่ในสายตา ในภาวะหาเสียงเลือกตั้งเช่นนี้ ก็ไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนใช้ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องดินแดนหาเสียง ฉะนั้นเราจะเอามันเข้ามาอีกหรือ หากไม่เอาต้องไปโหวตโน

ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐถอนฟ้องคดี"ผังขบวนการล้มเจ้า

ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯได้ถอนฟ้องคดี"ผังขบวนการล้มเจ้า"ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด แล้ว หลังจากพ.อ.สรรเสริญได้แถลงยอมรับต่อศาลว่า ผังขบวนการล้มเจ้าเป็นแค่การโยงบุคคลต่างๆ ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น มิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น
ผังล้มเจ้า-เป็นเอกสารที่ ศอฉ เคยแถลงข่าว และสื่อนำไปขยายผล จนเป็นเหตุอ้างในการสังหารผู้ชุมนุมกว่า 92 ศพเมื่อปีกลาย เพราะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นพวกล้มเจ้า แม้แต่ตอนนี้ธาริตDSIยังนำมาออกหมายเรียก19แกนนำ นปช. แต่พอสรรเสริญ แก้วกำเนิดสารภาพกลางศาลว่าเชื่อมโยงมั่วๆแล้วสื่อขยายความขยายผลไปเอง ปรากฎว่าไม่มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวนี้เลย นี่เป็นความเงียบอันอึกทึกครึกโครมอีกครั้งของวงการสื่อไทย

ที่น่าประหลาดใจคือไม่มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวนี้เลย ทั้งที่ตอน ศอฉ แถลงข่าวผังขบวนการล้มเจ้ามีการนำเสนอย่างคึกโครม

นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความดร.สุธาชัยในคดีนี้เปิดเผยว่า คดีนี้ดร.สุธาชัยได้ถอนฟ้องตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา แต่เหตุที่เพิ่งมาแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ก็เพราะเพิ่งได้สำเนารายงานกระบวนพิจารณาฉบับจริง(รับรองสำเนาถูกต้องโดยศาล อาญา)ซึ่งในที่ประชุมแถลงข่าวก็มีสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์จำนวนมากมาทำข่าว"ส่วนว่าทำไมสื่อไม่นำเสนอข่าวนี้เลย ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจเป็นเพราะดร.สุธาชัยตอกกลับ ศอฉ แรง และตอนนั้นสื่อก็นำไปขยายผลอย่างคึกโครมหรือเปล่าก็ไม่ทราบ"

อย่างไรก็ตามมีปัญหาตามมาว่าการที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีDSIออกหมายเรียก19แกนนำนปช.มามอบตัวในวันที่ 2 มิถุนายน โดยอ้างอิงจาก"แผนผังขบวนการล้มเจ้าของศอฉ."นั้น จะมีผลอย่างไร ในเมื่อศอฉ.ที่เป็นต้นเหตุบอกว่า โยงไปให้คนคิดเอง แถมคนเอาผังล้มเจ้าไปขยายผลแบบนายธาริตก็ต้องรับผลกรรมจากการถูกดำเนินคดี เองด้วย







ดร.สุธาชัยได้ถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม ภายหลังจากพ.อ.สรรเสริญ ในฐานะจำเลยที่สาม ได้แถลงต่อศาล ดังนี้

"ประการที่หนึ่ง ศอฉ ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการที่จ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

ประการที่สอง ในช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ซึ่งเป็นราชเลขาธิการในพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โทรศัพท์มาสั่งการศอฉ อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่น ซึ่งหมายความว่ามีความพยายามยามจะสร้างภาพให้สังคมเห็นว่า พระองค์ท่านมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเมือง ซึ่งมิได้เป็นความจริง ศอฉ ก็มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สีงคมได้รับทราบความจริงเป็น เช่นไร

นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ ก็ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด จึงได้นำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบเพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับ สังคม

ประการที่สาม ในช่วงเวลาเช้าของวันเกิดเหตุ ข้าฯได้มีการแถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าไมม่เป็นความ จริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้ายท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมีคุณดาตอร์ปิโด กับคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้งสองคนนี้มีหมายจับไว้แล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของศอฉ.ได้มติของศอฉ ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อีกษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา

ข้าฯได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยว ข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา
"

ทั้งนี้ศาลได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท เมื่อโจทก์(ดร.สุธาชัย)รับฟังข้อเท็จจริงจากจำเลยที่สาม(พ.อ.สรรเสริญ)จึง ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสามอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่สาม

ก่อนหน้านี้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เคยให้สัมภาษณ์ว่าแผนผังดังกล่าวเป็นเรื่องที่คิดกันขึ้นสดๆในที่ประชุมศอ ฉ.ในตอนที่จะหาเหตุสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีกลายนั่นเอง และยังรู้สึกละอายใจที่กุเรื่องนี้ขึ้นมา


แผนผังล้มเจ้าธาริตนำมาเป็นเครื่องมือออกหมายเรียก19แกนนำนปช.

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอได้นำผังล้มเจ้ามาออกหมายเรียก 19 แกนนำนปช.เข้ารายงานตัวและขู่จับขังคุก หากเป็นไปตามที่พ.อ.สรรเสริญแถลงว่า ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยาย ความในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา งานนี้นายธาริตน่าจะเจองานเข้าอย่างหนักในลำดับต่อไป


อย่างไรก็ตาม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ แถลงเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า มีมิติให้ดีเอสไอดำเนินคดีความผิดต่อความมั่นคงว่าด้วยการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตั้งแต่ปี 2553

การดำเนินคดีนี้ไม่ใช่การกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นการกระทำความผิดในลักษณะเครือข่าย มีการแบ่งหน้าที่กันทำ มีทั้งฝ่ายตัวการร่วมฝ่ายผู้สนับสนุน ฝ่ายออกความคิดและฝ่ายให้เงินสนับสนุนให้มีการเปิดเว็บไซต์ เป็นลักษณะเครือข่ายที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกันมาโดยตลอด ดีเอสไอมีความเห็นว่าความผิดในคดีล้มเจ้าเป็นความผิดคู่ขนานกับความผิดฐาน ก่อการร้าย ผู้กระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน

ดังนั้นการกระทำความผิดล่วงละเมิดสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54 จึงไม่ได้เป็นการกระทำความผิดเพียงคนเดียวของนายจตุพร พรพันธุ์ หรืออีก 3 คน ที่ขึ้นพูดบนเวทีปราศรัย แต่ได้พิจารณาเห็นว่ามีผู้ที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องไม่เป็นตัวการร่วม หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิด 2 ฐานหลักคือความผิดยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 และการล่วงละเมิดสถาบันฯ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา จากพฤติการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นมีความผิดเพียงพอที่ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาคดีล้มเจ้ากับผู้ต้อง หา 19 คน โดยทั้ง 19 คน อยู่ในแผนผังตามที่ ศอฉ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีก่อนหน้านี้

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดตารางกันการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะเริ่มจากวันจันทร์ ที่ 23 พ.ค. ดีเอสไอจะออกหมายเรียกส่งจดหมายไปยังทั้ง 19 คน เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 2 มิ.ย.54 เวลา 09.00 น.ที่สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ ชั้น 8 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียติ อาคารบี

สำหรับรายชื่อ แกนนำ นปช.และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกดีเอสไอออกหมายเรียกดำเนินคดีล้มเจ้าทั้ง 19 คน ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายการุณ โหสกุล นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายวิเชียร ขาวขำ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ นายสมชาย หรือพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ ที่ถูกเพิ่มชื่อเข้ามาล่าสุด
รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง