บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

กระชากไส้..'รัฐซ้อนรัฐ' เกมลองกำลังกับ'อำนาจ' หวังสถาปนาระบบใหม่!

 
กระชากไส้..'รัฐซ้อนรัฐ' เกมลองกำลังกับ'อำนาจ' หวังสถาปนาระบบใหม่! ต้องคิดกลับ'ทำชั่ว-ได้ดี'


กลางเดือนส.ค.ที่ผ่านมา "วรินทร์ เทียมจรัส" ส.ว.สรรหา ผู้ซึ่งประกาศตัวชัดว่า "อยู่คนละขั้วกับทักษิณ" เคยออกมาเปิดประเด็นเรื่อง การฟื้นเรื่อง "ขออภัยโทษ" ให้กับ "นักโทษทักษิณ ชินวัตร" โดย "เขา" บอกกับ "ไทยอินไซเดอร์" ไว้ว่า


ปีนี้เป็นช่วง 84 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีการอภัยโทษให้นักโทษที่ประพฤติตัวดี เป็นวาระพอดี จึงต้องเร่งตรงนี้ขึ้นไป เพื่อจะได้ไปอยู่ในเงื่อนไขการเข้าบัญชีอภัยโทษ ไม่ใช่การนิรโทษกรรม แต่มีปัญหาว่า ตรงนี้เราใช้ตัวนี้มันจะไปไม่ได้ ใช้อภัยโทษทำไม่ได้ ก็อาจจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ต้องจุดประกายไงครับ จุดประกายว่าเคสนี้ ควรอยู่ในบัญชีนั้นด้วยมั๊ย...อะไรทำนองนี้
เมื่อเราถามว่า ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จะทันหรือไม่ถ้าจะทำ "วรินทร์" บอกว่า ถ้า เขาจะทำทันทั้งนั้นแหละ มันไม่มีอะไรนี่ เพียงแต่เขียนว่า มีฐานความผิดใดที่จะเข้าการอภัยโทษทั้งประเทศ ทีนี้อภัยโทษมันจะมีปัญหาว่า ต้องเป็นคนที่รับโทษอยู่แล้ว แต่บังเอิญกรณีนี้ไม่ได้รับโทษก็จะเกิดปัญหาข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นเอาไปทำกฎหมายนิรโทษกรรมก็แล้วกัน
เมื่อถามว่า การใช้วาระพิเศษจะง่ายกว่าการออกกฎหมายปกติ "วรินทร์" กล่าวว่า ใช่ ๆ เขาจะอ้างว่า...ถ้าคนค้านก็กลายเป็นว่า คุณไม่ได้เห็นความสำคัญของ 84 ปี เฉลิมพระชนมพรรษาใช่มั๊ย กลายเป็นว่าไอ้พวกนี้ ใครไม่เห็นด้วยกลายเป็นกบฏ (หัวเราะ) ไม่จงรักภักดี
ถือเป็นการมองข้ามช็อต-ดักทางล่วงหน้า...ซึ่งในที่สุด "การคาดการณ์" ของ "เขา" ก็เป็นจริง เมื่อเวลานี้ จู่ๆ ก็มีการจุดประเด็นเรื่อง "อภัยโทษ" โดยกลับไปหยิบยกกรณี "คนเสื้อแดง" เคยลงชื่อยื่นฎีกาถวายเมื่อ 2 ปีก่อน และยังค้างเติ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของกรมราชทัณฑ์ แล้วพยายาม “ดันทุรัง” ทำในสิ่งที่ “หลายคน” เชื่อกันว่า “มิบังควร”
เพื่อให้ได้ความกระจ่างชัด และมองข้ามช็อตล่วงหน้าอีกครั้ง แบบสไตล์ “คนรู้ทันทักษิณ”...“ไทยอินไซเดอร์” ขอนำกลับไปสนทนาแบบจัดเต็ม กับ “วรินทร์ เทียมจรัส” ส.ว.สรรหา...อีกครั้ง
ซึ่งคราวนี้บอกได้คำเดียวว่า “จัดหนัก” ชนิดที่ “ขั้วอำนาจทักษิณ”...อาจระคายเคืองหู...และออกอาการ “คันหู” ตามเสียงเพลง...ที่กำลังโด่งดังในเวลานี้ก็ได้...โปรดติดตาม
Q : มีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปลุกกระแสประเด็นเรื่องการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ
A : เรื่องนี้เขาคิดว่า จะลองกำลังกันระหว่าง “อำนาจ” เพราะการจะพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ เป็น “พระราชอำนาจ” แต่ทางซีกราชการเองที่เขาชะลอมาตลอด เพราะเขาถือว่า “กระบวนการมันไม่ชอบ” เมื่อไม่ชอบ กฎหมายไม่ให้อำนาจทำ เขาห้ามทำ เช่น สมมติว่าตามระเบียบแล้ว คุณจะต้องเคยโทษมาก่อน แล้วคนที่ยื่นแล้วจะต้องเป็นญาติ อันนี้มันไม่ใช่ไง เพราะระเบียบทางราชการเขามีระเบียบให้ทำเช่นนี้ เขาก็จะไม่ทำ คนทำก็ต้องรับผิดชอบ แต่ถามว่าทำไมเขาใช้กลไกนี้ เพราะมันจะไปสอดคล้องกับการออกกฎหมายอภัยโทษทั้งประเทศไง ว่าขอมาโดยเป็นการส่วนตัวก็ไม่ได้ คือขอตามไปด้วยขึ้นขบวนเดียวกันไป แต่จะขอว่า ที่แล้วมาผมยื่นเมื่อไหร่ “ในหลวง” ก็ต้องโปรดเกล้าฯ เรื่องพระราชอำนาจกับเรื่องที่จะทำโดยทั่วไป มันคนละเรื่องกัน
Q : เป็นการอิงกระแส หวังอภัยโทษในวันที่ 5 ธ.ค.นี้
A : ใช่ครับ
Q : ที่บอกว่าเป็นการลองกำลัง เป็นเพราะรัฐบาลเองยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำได้จริง
A : ใช่ครับ แล้วตรงนี้ก็จะมีผลว่า ถ้าไม่ให้...“พระองค์ท่าน” เลือกปฏิบัติหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่มันกำลังลอง เพราะว่าตอนนี้มันมีการท้าทายอำนาจรัฐ คือการตั้งรัฐซ้อนรัฐ  คือการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้นมา
Q : แผนที่วางไว้เริ่มตั้งแต่การที่ให้เสื้อแดงมายื่นฎีกาแล้วใช่หรือไม่
A : ใช่ครับ เพื่อบอกว่า “พระราชอำนาจจริง...ต้องให้สิ” เมื่อประชาชนร้องขอ...นี่ทฤษฎีนี้นะ แต่จริงๆเป็นพระราชอำนาจ หมายความว่าผู้ที่สนองพระบรมราชโองการ กฎหมายกำหนดว่า the king do the law หมายความว่า “พระเจ้าอยู่หัวทำอะไรไม่ผิด” เพราะว่าท่านจะมีคนรับผิดชอบแทน ก็คนที่รับผิดชอบแทนเขาดูแล้วมันผิดระเบียบ เขาถึงไม่กล้าทำ
Q : นอกจากเป็นการลองกำลังแล้ว ฝ่ายคุณทักษิณก็ต้องการให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง
A : คือ...หวังได้ว่า ถ้าเกิดขึ้นจริง เขาไม่ต้องไปสู่กระบวนการอีกหลายอันที่ต้องทำ คือตามขบวนไป ตามกระแสไป
Q : เป็นการงดเว้นขั้นตอนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้
A : มันไม่ได้หรอกครับ มันผิดหลัก ตรงอภัยโทษ...มันเป็นพระราชอำนาจตามวาระและตามโอกาส อันนั้นก็ทำไป เขารู้ยังไงปีนี้มีแน่นอน เขาก็จะตามกระแสไปเลยว่าเห็นมั๊ยละ “คนขอไม่ให้”...ทำนองนี้ เลือกปฏิบัติหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ที่ผมดูนะ เรามองในมิติอย่างนี้ เลือกปฏิบัติหรือเปล่า

Q : กระบวนการนี้จะสามารถกดดันได้ขนาดนั้นเลยหรือ
A : ก็ความรู้สึกของคนเสื้อแดงกับคนเสื้อเหลือง...มันต่างกันไง “คนเสื้อเหลือง...มองว่าเป็นการไปจาบจ้วงพระราชอำนาจ” “คนเสื้อแดง...บอกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือเปล่า-เลือกสีเสื้อหรือเปล่า” นี่คือวิธีคิด มันต่างกัน ถ้าเลือกปฏิบัติ ผมก็จะไม่อยู่เป็นประชาชนของประเทศนี้ละ ที่มีระบบนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องระวัง
“ตอนนี้ถ้าเป็นเรื่องการอภัยโทษ การนิรโทษกรรมที่โดยอำนาจของกฎหมายมันเป็นพระราชอำนาจไง เมื่อเป็นพระราชอำนาจ เขาก็แปลความว่า ‘อย่างนั้นคุณก็ต้องให้ทุกคน’ ก็เลยสร้างกระแสขึ้นมา สร้างกระแสขึ้นมารับเลย แล้วใช้ข้ออ้างนี้ไปเพื่อล้มล้างสถาบัน...ถ้าไม่ได้”
Q : มองไปถึงเป้าหมายว่ามีความต้องการที่จะล้มล้างสถาบันจริง
A : คือผมมีข้อมูลว่า ก่อนหน้าที่จะมีหมู่บ้านเสื้อแดง มันมีกระบวนการที่จะให้ปลดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ลง แล้วก็ได้เงิน แล้วหมู่บ้านไหนเอาลงหมด เขาก็จะตั้งกรรมการหมู่บ้าน นั่นที่ผมรู้มา เพราะฉะนั้นไอ้กระบวนการทั้งหมดที่มันขึ้นมาสู่สายตายประชาชนวันนี้ มันเป็นกระบวนการที่มีการเตรียมการไว้หมดแล้ว
Q : มีข้อมูลยืนยันถึงคำพูดของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯหรือไม่ว่า มีการฟอกกองกำลังชุดดำในหมู่บ้านเสื้อแดง
A : อันนี้ผมไม่มี
Q : แต่มีข้อมูลในลักษณะว่า มีความพยายามที่จะนำไปสู่กระบวนการล้มล้างสถาบันจริง
A : จริงๆแล้วแนวความคิดเรื่องการสถาปนาระบบการเมืองใหม่...มัน มีมาตลอด แต่มันมีปัญหาว่า ขบวนการมันเป็นยุค-เป็นสมัยไง ไอ้นี่มันเป็นยุคที่เรียกว่า “มีกำลังเป็นของตนเอง-มีเสื้อแดง-มีกระบวนการในสภาฯ” คือทุกอย่างมันครบหมดแล้ว และมันมีการดุลอำนาจกันด้วย
Q : ถ้าในอนาคต หากมีการพระราชทานอภัยโทษจริง กระบวนการเหล่านี้จะหยุดหรือไม่
A : มันจะหยุดข้ออ้างตรงนี้ไป แต่ถามว่า คนอื่นจะมาอ้างอะไรได้มั๊ย...ไม่ได้ เพราะคนอื่นเขาคงจบ แต่ในกระบวนการไปตรวจพบลายมือชื่อปลอม ที่สำคัญคือไม่ใช่ญาติ และตัวไม่เคยได้รับโทษมาก่อน นี่คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่เขาไม่กล้าทำไง
“เขาตีความอันเดียวว่า เรื่องนี้เป็นพระราชอำนาจ จะลองพระราชอำนาจว่า...โอเคถ้าเป็นพระราชอำนาจ ผมขอละ ถ้าผ่านเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องมาพูดเรื่องความถูกต้อง พูดถึงขั้นตอน เอาละวันนี้พวกผมไม่สนใจละที่เจ้าหน้าที่ไม่ยื่น รัฐมนตรีจะยื่นละ...โอเคอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถามว่าเรื่องในกรณีนี้ ทิ้งประเด็นเรื่องไม่ชอบแล้ว คุณยื่นไปแล้วผลเป็นยังไง...เขาต้องการผลไง วันนี้ต้องการผลล่ะ”
Q : เขา ไม่สนใจกระบวนการว่า จะถูก-ไม่ถูกกฎหมายแล้ว แต่อ้างเรื่องของพระราชอำนาจมาใช้ โดยอ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพระเจ้าอยู่หัวที่ห่างกันไม่ได้
A : ครับ...เหมือนกับพี่-น้อง อีกคนเก(เร) อีกคนไม่เก(เร) ไอ้คนที่เกได้เรียนแล้ว ได้รางวัล ไอ้คนน้องบอกว่าไม่...กูจะเอารางวัล ผมเปรียบเทียบในตรรกกะอันเดียวกันว่า “เป็นอำนาจของพ่อ ผมจะเอาเพราะพ่อเป็นคนให้” พ่อบอก “ไม่ได้ คุณต้องทำอย่างนี้” “แต่อ้าวผมขอแล้ว พ่อให้มั๊ยละ” ถ้าพ่อไม่ให้...ก็บอก “พ่อลำเอียง”
Q : ถ้ามีการกระทำดังที่กล่าวมาจริง จะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก จะสามารถดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง
A : ตอนนี้ทำได้ก็คือว่า เราก็ดูก่อนว่ามีประเด็นอันเดียวว่า เขาต้องการให้ “พระองค์” ใช้พระราชอำนาจใช่ มั๊ย แล้วถ้าใช้พระราชอำนาจเป็นการใช้พระราชอำนาจโดยที่ไม่มีจารีตประเพณีปฏิบัติ เนี่ย รัฐมนตรีจะรับผิดชอบใช่มั๊ย เพราะว่าข้าราชการคนอื่นเขาไม่เอาไง รัฐมนตรีเก่าเขาก็บอกเขาไม่เอา เพราะไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติอย่างนี้ ไม่มีระเบียบอย่างนี้ ก็โอเค...คุณจะรับผิดชอบใช่มั๊ย ถ้าคุณยื่นมา ผมเชื่อว่า ถ้ายื่น “ในหลวง” อาจจะให้ เพราะพระองค์ท่านใจดี
Q : เป็นการตั้งคำถามไปถึงพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ใช่หรือไม่
A : ใช่...ท่านจะรับผิดชอบใช่มั๊ย เพราะว่าถ้ามันมีการทำฎีกาขึ้นไป โดยไม่ต้องถือตามระเบียบประเพณีปฏิบัติ หรือข้อกฎหมายข้อบังคับที่เคยปฏิบัติกันมา ท่านจะรับผิดชอบใช่มั๊ย

Q : คุณยิ่งลักษณ์จะมีส่วนต้องรับผิดชอบอะไรในความผิดนี้หรือไม่
A : ท่านนายกฯ...ก็โยนงานให้เจ้ากระทรวง ถ้าจะถามเรื่องนี้ต้องไปถามคุณเฉลิม (อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี) เพราะตอนนี้นายกฯชื่อเฉลิม มีเลขาฯชื่อปู คุณเฉลิมเป็น “นายกฯหน้าเสื่อ” คุณไม่เห็นตอนชี้แจงนโยบายเหรอ (หัวเราะ)
Q : แปลว่าคุณเฉลิมกับคุณยิ่งลักษณ์รู้ว่า การกระทำอย่างนี้อาจมีความผิด เลยโยนไปให้พล.ต.อ.ประชารับผิดชอบแทน
A : ก็แน่นอน เขาคงคุยกันเรียบร้อยแล้วเรื่องนี้
Q : แนวโน้มพล.ต.อ.ประชาน่าจะยื่นฎีกา
A : คือคุณประชา เราต้องกลับมาดูก่อนว่า คุณประชามีฐาน(เสียง)อยู่ที่อีสาน ถ้าคุณประชาไม่ทำ มีปัญหาเรื่องฐานเสียงทางการเมืองแน่นอน เขายื่นแน่นอน
Q : คาดว่าจะมีการยื่นจริงได้สักช่วงไหน
A : จริงๆ มันไม่มีอะไรหรอก ถ้าตรวจตอนนี้ มันมีชื่อเกิน มีชื่อจริง มีคนลงนามจริง คุณก็ยื่นได้ หรือไม่คุณไม่ใช้ชื่อเลยก็ได้ คุณก็บอกว่ามีประชาชนเข้าชื่อกัน เข้ามาอย่างนี้จำนวนเท่านี้ เพื่อขอพระมหากรุณาธิคุณ-ขอพระราชทานอภัยโทษ ทางกระทรวงพิจารณาแล้วก็เห็นว่า ควรจะให้เพราะทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ มา...แต่คุณต้องรับผิดชอบนะ คนลงนามต้องรับผิดชอบนะ ไอ้อย่างนี้ง่ายไม่ต้องใช้ชื่อด้วย เพียงแต่อ้างว่ามีชื่อ แล้วชื่อก็อยู่ที่นั่น ที่เคยส่งมอบให้สำนักราชเลขาธิการไปแล้ว
Q : ถ้าใช้วิธีนี้ แปลว่าการตรวจสอบรายชื่อที่ผ่านมา ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
A : ไม่หรอกครับ คือแสดงให้เห็นการใช้พลัง  ใช้พลังจะชอบหรือไม่ชอบ...อีกเรื่องนะ
Q : ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ถ้ายื่นฎีกา...เสื้อเหลืองออกมาหรือไม่ แล้วถ้าไม่ยื่น...เสื้อแดงก็จะออกมาใช่หรือไม่
A : ตรงนี้ยังไม่ใช่เงื่อนไขที่เสื้อเหลืองเคยมี เคยตั้งประเด็นไว้ เงื่อนไขเท่าที่เสื้อเหลืองตั้งประเด็นก็คือว่า ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ ในเรื่องพระราชอำนาจผมเชื่อว่า “เสื้อเหลืองคงไม่ออก” ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง เสื้อเหลืองไม่ออกแน่นอนในเรื่องพระราชอำนาจ แต่ถามว่าเสื้อแดง ถ้าสมมติว่ามีเหตุขัดข้อง ไม่เป็นไปตามที่คาดคิด เสื้อแดงอาจจะออก เพราะ ว่าตอนนี้เราต้องสังเกตดูว่า การดำเนินการทางการเมืองปัจจุบันเขาแยก การเมืองเป็นกลุ่มหนึ่ง แยกเสื้อแดงเป็นกลุ่มหนึ่ง เสื้อแดงคือกองกำลังที่ขึ้นตรงกับคนนอกประเทศ
Q : การวางคนเสื้อแดงไปนั่งในตำแหน่งทางการเมืองในกระทรวงต่างๆ ก็เพื่อต้องการสุมกำลังไว้ใช้ในอนาคตหรือไม่
A : ถูกต้อง และพยายามยืนยันว่า “ทำดีไม่ได้ดีหรอก ทำชั่วอาจจะได้ดี” เพราะฉะนั้นคนที่คิดว่าทำดีแล้วอาจจะได้ดีเนี่ย...ก็เขาทำชั่วเขายังได้ดี เลย คุณต้อง “คิดกลับ” แล้วละ
......................................


"ไทยอินไซเดอร์"

นโยบายที่โง่ที่สุดเท่าที่รัฐบาลปูแดงคิดออกมาได้

ขอบคุณ เซียนแซวการเมือง

นโยบายลดภาษีให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก นับเป็นนโยบายที่โง่ที่สุดเท่าที่รัฐบาลปูแดงคิดออกมาได้ ไม่ใช่สิ!!

มันคือนโยบายแม้วคิด ปูทำ!! ต่างหาก

ไปๆมาๆ ไอ้คนที่จะได้คืนภาษีก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในระบบภาษีเงินได้เท่านั้น ถ้าชาวนาชาวไร่ชาวสวน อยากซื้อกระบะคันแรกสักคันก็ไม่ได้คืนภาษีกับเขาหรอกรู้มั้ย?? ฮ่าๆๆ ไปโดนเขาหลอกอีกแล้ว

แล้วพอไปถามกรมขนส่งว่า ตรวจสอบได้มั้ยว่า ใครซื้อรถคันแรกจริงหรือไม่?? กรมขนส่งกรมที่ทำลายได้ เอ้ย! ทำรายได้ให้กับประเทศมากที่สุดกรมหนึ่งก็ตอบแบบขายขี้หน้าออกมาว่า

"ทางกรมขนส่งคงตรวจสอบย้อนหลังได้แค่ปี49เท่านั้น ถ้าใครเคยซื้อรถก่อนปี49 กรมก็ตรวจสอบไม่ได้จ้า ว่าเคยซื้อรถมาแล้วหรือไม่ คงต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป แฮ่ๆ"

ขำมั้ยครับ?? มิน่าล่ะ รถสวมทะเบียนปลอม รถถูกขโมยมันมากมายก่ายกอง เพราะระบบข้อมูลของกรมขนส่งมันล้าหลังห่วยแตกนี่เอง

มิน่าล่ะ ทุกวันนี้เราถึงยังเห็นคนขับรถผิดกฏจราจรมากมายทั่วประเทศ นั่นเพราะเขาว่ากันว่า ใบขับขี่ไทยไม่ต้องไปสอบก็มีใบขับขี่เท่ๆได้


--------------------


ไปตรวจสอบโลกทั้งใบเลยก็ได้ว่า โลกทุกวันนี้เขามีแต่จะพยายามลดจำนวนรถให้น้อยลง หาเงินมาสร้างการขนส่งระบบรางให้มากขึ้น แต่รัฐบาลปูแดงกลับอยากให้คนไทยเป็นหนี้ผ่อนรถกันมากขึ้น

แล้วลดรายได้จากภาษีเข้ารัฐให้น้อยลง จากภาษีรถ และภาษีน้ำมัน รวมๆแล้วปีละนับแสนล้าน แต่ดันคิดไปกู้เงิน3แสนล้านมาสร้างรถไฟฟ้าให้เป็นหนี้แทน แบบนี้ก็ปูล่ะครับ (ปู เป็นคำแสลงแปลว่า โง่กว่าควาย)

รัฐบาลนี้เขาถือสโลแกนที่ว่า คนไทยเป็นหนี้สิดี เพราะถือว่ามีเครดิต!! รายการปลดหนี้จงเจริญ!!





รถมากขึ้น รถก็ติดมากขึ้น คนจนที่ไม่มีรถก็ซวยสิครับ เพราะคนจนส่วนใหญ่ไม่มีรถแต่ต้องมาติดแหงกบนรถเมล์มากขึ้น นานขึ้น ร้อนขึ้น!!

แล้วไอ้เรื่องค่ารถไฟฟ้า20บาทตลอดสายน่ะ รมต.คมนาคมสารภาพว่าแห้วไปแล้ว รู้กันมั้ยครับ!!


--------------------


แต่ชาวบ้านน้ำท่วมเขาฝากมาถามว่า ทีเงินช่วยเหลือน้ำท่วม ไหนรัฐบอกไม่ค่อยมีเงินไง แล้วทำไมไปอวดรวยลดภาษีรถยนต์??

ชาวบ้านบ้านพังนับไม่ถ้วนจากน้ำท่วม น้ำป่าทะลัก โคลนถล่ม รัฐบาลดันหน้าใหญ่ใจโตไปลดภาษีรถยนต์

แทนที่จะหาเงินไปช่วยเหลือชาวบ้านที่บ้านพังเพราะน้ำป่าพัดถล่ม สู้เอาไปช่วยชาวบ้านสักหลังล่ะแสนยังดีซะกว่า

แต่รัฐบาลเจือกไปลดภาษีรถยนต์ให้หนุ่มสาวฟุ้งเฟ้อจบใหม่คันละเป็นหมื่นเป็นแสนแทน (เป้าหมายลดภาษัรถ รมต.บอกเองว่า ช่วยเด็กจบใหม่เพิ่งมีงานทำจะได้ซื้อรถคันแรกง่ายขึั้น)

นี่ถ้าเด็กจบใหม่มันผ่อนไม่ไหว ต้องปล่อยรถหลุดล่ะก็ ชื่อก็จะไปติดเครดิตบูโร ต่อไปถ้าคิดจะผ่อนบ้านก็ไม่ได้แล้ว เพราะชื่อติดเครดิตบูโรน่ะง่าย แต่ออกน่ะยาก..


-----------------

แล้วรถเพื่อการเกษตรทำไมไม่ได้ลดภาษีบ้างวะ เจ๊ปู??

ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน เขาฝากถามมาว่า ถ้าพวกเขาอยากจะซื้อรถไถนา รถเกี่ยวข้าว รถแทรกเตอร์ บ้างเล่า ทำไมพวกเขาไม่ได้ลดภาษีรถกับเขาบ้างล่ะ ? คันนึงไม่ใช่ถูกนะโว้ย!! 2มาตรฐานนี่หว่า!!




ตัวอย่างรถดำนา จากคูโบต้า!!

มีแต่งานเข้าตา'ทักษิณ'

: ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี
         
 เห็นมาตรการ หรือนโยบายรัฐบาลที่ออกมาแต่ละอย่างแล้ว นักวิชาการหลายคนพากันเป็นห่วงเป็นใยว่า ถ้าออกมาแบบพรวดๆ อย่างนี้ ถ้าเกิดเรื่องราวที่คุมไม่ได้ในภายหลังบ้านเมืองมันจะเป็นยังไง


            ในขณะที่ยุโรปสิบกว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยเศรษฐกิจ โดยมีประเทศกรีซ เป็นโดมิโนชิ้นแรก ว่าจะล้มละลายหรือไม่ ถ้าปล่อยให้ล้มแล้วจะกระทบกับชาติอื่นอีกเท่าไหร่
            หลายคนคงจะคิดว่า นั่นมันประเทศฝรั่งมังค่า เมืองนอกเมืองนา กว่าจะมากระทบกับเราก็คงจะเบาไปแล้ว
            ถ้าคิดอย่างนั้นก็ต้องกลับไปคิดใหม่
            เพราะภัยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศยุโรปนั้นเกิดขึ้นหลังจากหายนะมาเยือนสหรัฐอเมริกาไปแล้ว และตอนนี้ก็กำลังป้อแป้ๆ
            ประเทศไทยส่งออกไปที่อเมริกากับยุโรปคิดเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล แล้ววันนี้เราก็กำลังฝันหวานว่าจะมีคนมาซื้อข้าวที่นโยบายรัฐบาลกำลังปั่นให้ราคาพุ่งพรวดเป็นตันละ 1.5-2.0 หมื่นบาท...เอาเข้าจริง จะมีใครมาซื้อเรา ถ้าเขายืนกันแทบจะไม่อยู่
            นี่ยังไม่นับญี่ปุ่นที่ประสบกับภัยธรรมชาติและกระชากตัวเลขเศรษฐกิจบ้านเขารูดลงซะไม่มีชิ้นดี
            หายนะทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นนี้ทุกคนต่างก็มองเห็น โดยเฉพาะนักวิชาการที่หวังดีต่อบ้านต่อเมือง ที่พยายามเสนอให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาทาง "ประกันความเสี่ยง" และลดมาตรการ หรือนโยบายที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยง
            เพราะในยามที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ถามว่าใครจะมาลงทุน ใครจะกล้ามาจ้างแรงงานไร้ฝีมือที่มีค่าตัวสูงลิ่ววันละ 300 บาท ใครจะเอาสตางค์ไปซื้อข้าวที่ราคาน่าจะพุ่งเกิน 50% เพื่อไปหุงเป็นสวัสดิการแรงงาน
            นอกจากนี้ นโยบายรถคันแรกลดภาษีสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาทนั้นเท่ากับเป็นการกระตุ้นแรงซื้อ โดยที่ไม่รู้ว่า ถ้า "สึนามิเศรษฐกิจ" มันพุ่งเข้ามา แรงซื้อเหล่านั้นจะทานแรงกระแทกได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นหนี้เสีย ปล่อยให้รถถูกไฟแนนซ์ยึด แล้วก็เป็นปัญหาต่อเนื่องไปถึงระบบธนาคาร
            ไม่รู้ว่า "ฝันหวาน" ที่รัฐบาลบอกว่าจะเก็บภาษีสรรพสามิตคืนกลับมาได้ราว 5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ยอมเสียไป 3 หมื่นล้านบาทนั้น ได้คิดถึง "ปัจจัยลบ" จากนอกประเทศที่ควบคุมไม่ได้นี้ไปด้วยหรือไม่
            หรือคิดเอาแต่ทางได้เพียงอย่างเดียว ?
            หรือจริงๆ แล้ว มาตรการนั่นนี่ที่ออกมาก็เพื่อจะกลบเกลื่อนนโยบายบางนโยบายที่ทำไม่ได้จริง โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาททำได้ทันที แล้วเพิ่งมารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในทันทีที่พูดออกไป
            หรือว่าความพยายามผลักดันมาตรการที่สร้างความฮือฮา ให้คนที่มองเห็นแต่ทางได้ ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังว่า มันมีทางเสีย ได้ตาลุกวาว จนไม่ทันได้ดูว่ามี "วาระซ่อนเร้น"
            ความพยายามปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการให้แก่ ทักษิณ ชินวัตร ที่ค่อยๆ เผยตัวออกมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน หลังจากที่บอกเพียงว่า ทักษิณจะต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกับประชาชนคนทั่วไป
            แต่สุดท้ายก็เริ่มชัดเจนแล้วว่า น่าจะไปจบที่พระราชกฤษฎีกาปี 2553 กลับมารับโทษถูกกักขังที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน สักระยะ แล้วรอให้พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นการทั่วไป "เท่าเทียม" กับนักโทษรายอื่นๆ
            ระหว่างนี้ก็เตรียมเดินทางไปเจรจาธุรกิจกับกัมพูชาที่ ฮุน เซน ก็เล่นเกมถางทางไว้รอท่าอยู่แล้ว
            คอยดูก็แค่ว่า คราวนี้พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจะแบ่งสันปันส่วนอย่างไร จะงุบงิบเอาไว้ รอให้ วิกิลีกส์ มาสาวไส้ในภายหลังหรือเปล่า
            ส่วนบทบาทของยิ่งลักษณ์ ก็พยายามไปดูความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม แล้วพยายามประดิษฐ์คำเพื่อให้คนจำว่านี่คือการแก้ปัญหา อย่างเช่น "บางระกำโมเดล" ที่ท่วมระลอกที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่โมเดลที่ว่า ก็ยังไม่ออกมาเป็นรูปธรรม
            ทั้งหมดคือ การขับเคลื่อนของรัฐบาล ที่น่าหวาดเสียวว่า หากปัญหาเศรษฐกิจจากภายนอกพุ่งเข้ามากระทบจริงๆ จะรุนแรงแค่ไหน ในเมื่อรัฐบาลมุ่งเอาแต่เล่นมุกให้คนมักได้ตาลุกวาวจนลืมป้องกันตนเอง ในขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีมาตรการใดให้อุ่นใจในเรื่องนี้
            จะมีก็แต่ "งาน" ที่ออกมาดูแล้วเข้าตาทักษิณ จริงๆ

หนทางกลับบ้านโดยไม่ติดคุกของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร


แก้วสรร อติโพธิ
นับแต่เกิดรัฐบาลนายกฯ “ปู” ขึ้นมา ในชั้นแรกต่างก็เข้าใจและเฝ้าดูกันว่ารัฐบาลจะใช้เสียงข้างมากในสภาหาทางตรากฎหมายนิรโทษกรรม ให้”คุณทักษิณ” อย่างไรและเมื่อใด
ผ่านไปสักพักก็มีการให้ข่าวว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนรอไปถึงกลางปีหน้าค่อยว่ากัน กระแสไต่ถามก็เบาลงไป แต่แล้วก็กลับมีกระแสผลักดันให้มีการพระราชทานอภัยโทษขึ้นมาแทน ขานรับขึ้นมาเป็นทอดๆจนปัจจุบัน
หนทางกลับบ้านโดยไม่ต้องติดคุกของคุณทักษิณนี้ จึงเป็นปัญหาของจริงและมีด่านทางกฎหมายที่ซับซ้อนอยู่มากควรที่จะสะสางภาพรวมให้เห็นกันชัดเจนเสียก่อน ดังต่อไปนี้
คดีคอร์รัปชั่นของคุณทักษิณ
ปัจจุบันมีคดีคอร์รัปชั่นของคุณทักษิณ ที่ไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองแล้ว สองกลุ่มคือ
คดี ฝ่าฝืนกฎหมายเข้าซื้อที่ดินของรัฐ คดีนี้เป็นคดีที่ไม่มีการพิสูจน์ว่าคุณทักษิณทุจริตหรือไม่ แต่เป็นผิดตรงที่ฝ่าฝืนข้อห้ามมิให้รัฐมนตรีหรือคู่สมรสเข้าเป็นคู่สัญญากับ หน่วยงานของรัฐเท่านั้น ซึ่งเมื่อคุณหญิงพจมาน ไปซื้อที่ดินถนนรัชฎาโดยคุณทักษิณ ให้ความยินยอม ศาลฎีกาจึงพิพากษาลงโทษ จำคุก 2 ปีแต่คุณทักษิณ ก็บินหนีคดีไปเสียก่อน
คดี นี้ถ้าใช้ “วิธีนิรโทษกรรม” ก็จะยุติไปพร้อมคดีอื่นๆ แต่ถ้าใช้แนวทางอภัยโทษเช่นที่ก่อกระแสกันอยู่ในทุกวันนี้ คุณทักษิณ ก็จะพ้นไปแต่เฉพาะคดีที่ดินรัชฎา นี้เท่านั้น แต่จะถูกคดีหนีอำนาจคุมขังของศาล (จำคุก 3 ปี) กับกลุ่มคดีชินคอร์ป ลากขึ้นศาลไปตลอด ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
คดี ชินคอร์ป คดีกลุ่มนี้เริ่มจากการขึ้นเป็นนายกฯโดยซุกหุ้นสัมปทานชินคอร์ป ไว้ในชื่อลูกและพี่น้องก่อน จากนั้นจึงมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ปโดยมิชอบ ทำให้เกิดเป็นคดีขึ้นหลายคดีมาก กล่าวคือ
1.คดี ยึดทรัพย์ คดีนี้ศาลฎีกาตัดสินเด็ดขาดไปแล้วสองประการว่า มีการซุกหุ้นจริงมีมาตรการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบจริง จากนั้นจึงให้ยึดประโยชน์ทีมิควรได้ เป็นเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท
2. คดีขึ้นเป็นนายกฯโดยคงถือหุ้นสัมปทาน คดีนี้มี 2 กระทง กระทงละ 3 ปี ฟ้องเป็นคดีแล้วแต่พักไว้รอได้ตัวจำเลยก่อน หนทางต่อสู้คดีไม่มีเลย เพราะศาลในคดียึดทรัพย์ตัดสินยุติเด็ดขาดไปแล้วว่าซุกหุ้นจริง
3. คดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ คือแจ้งบัญชีทรัพย์สินโดยไม่บอกว่าตนเองยังเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ มี 7 กระทง กระทงละ 2 ปีมีขาดอายุความ 5 ปี ไปบ้างแล้ว คดีอยู่ในศาลแล้ว หนทางต่อสู้คดีไม่มีเลย เพราะศาลในคดียึดทรัพย์ตัดสินยุติเด็ดขาดไปแล้วว่าซุกหุ้นจริง
4. คดีปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ในบรรดามาตรการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ 5 มาตรการนั้น พบหลักฐานว่าคุณทักษิณ มีส่วนสั่งการ 2 คดี คือ คดีให้พม่ากู้เงินเอ๊กซ์ซิมแบงค์ กับคดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต คุณทักษิณ จึงถูกฟ้องเป็นจำเลยฐานทุจริตไว้แล้ว ทั้งสองคดี เป็นคดีที่สู้ได้ยากเช่นกันเพราะศาลตัดสินเด็ดขาดในคดียึดทรัพย์ไว้แล้วว่า มาตรการนี้ไม่ถูกต้องและประโยชน์ตกแก่คุณทักษิณ
คุณทักษิณเหลือประตูต่อสู้แต่เพียงประเด็นข้อเท็จจริงว่าตนไม่รู้เรื่องด้วยเท่านั้น
โดย ภาพรวมของคดีชินคอร์ปเหล่านี้ เมื่อศาลตัดสินคดียึดทรัพย์ไปแล้ว ข้อเท็จจริงสำคัญๆ ก็ยุติเด็ดขาดไปเกือบหมด ทำให้การสู้คดีที่เหลือลำบากมากๆ ครั้นจะดึงจะหน่วงคดีก็ลำบากเพราะฟ้องคาอยู่ในศาลหมดแล้วทุกคดี ถ้าต้องโดนทุกคดีก็ติดคุกรวมกันได้สูงสุดถึง 40 ปีเลยทีเดียว
การแนะให้คุณทักษิณกลับมาสู้คดีจึงเป็นเรื่องที่คนนอกพูดได้ แต่ในจุดยืนของคุณทักษิณแล้วเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากจริงๆ
หนทางอภัยโทษคดีที่ดินรัชฎาฯ
เฉพาะ คดีที่ดินรัชฎาฯ ที่ตัดสินจำคุกไปสองปีแล้วนั้น เป็นคดีที่ตัดสินไปแล้วพร้อมจะบังคับโทษจับตัวไปเข้าคุกได้ในทันทีเลย หนทางที่จะจัดการให้พ้นโทษไปโดยลำพังเฉพาะคดีนี้ก็คือการได้รับพระราช ทานอภัยโทษ ซึ่งก็มีอยู่สองช่องทางคือ
1. ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะราย แนวทางนี้มีการรวมชื่อคนเสื้อแดงถวายฎีกาไว้แล้วกว่า 3 ล้านคน แต่ยังมีปัญหาเสียดทานอยู่เป็นอันมากว่า ไม่เคยมีรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีใดเลยกล้าถวายความเห็นให้คนหนีคดีได้รับ พระราชทานอภัยโทษได้
2. ได้รับพระราชทานอภัยโทษในวาระมหามงคลเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในวาระเวียนบรรจบครบวันเฉลิมพระชนมพรรษา และครบ 7 รอบที่จะถึง ในวันที้ 5 ธันวาคมศก นี้ ก็ชัดเจนแน่นอนว่าจะต้องมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ซึ่งก็จะมีช่องทางให้คุณทักษิณ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษร่วมกับผู้ต้องโทษอื่นๆ ด้วยดังนี้
2.1) การ พระราชทานอภัยโทษตามวาระมหามงคลนี้ จะตราเป็นกฏเกณฑ์ทั่วไปไม่ระบุชื่อบุคคล มีทั้งเกณฑ์เจ็บป่วย สูงอายุ ความประพฤติดี ผู้ต้องขังใดเข้าเกณฑ์นี้ก็จะได้อภัยโทษไปตามเกณฑ์ เกณฑ์เหล่านี้จะกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่กรมราชทัณฑ์ เสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเสนอ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วนายกรัฐมนตรีนำขึ้นกราบบังคมทูลอีกชั้นหนึ่ง
2.2) เฉพาะเกณฑ์ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคุณทักษิณได้ก็คือ เกณฑ์ผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 60 ปีและเหลือโทษไม่เกิน 3 ปี เกณฑ์นี้เมื่อคราวอภัยโทษปี 2550 จะมีเงื่อนไขว่าต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามต่อมาเมื่ออภัยโทษในปี 2553 นักโทษสูงวัยมีมากรัฐบาลจึงเลิกเงื่อนไขนี้ไป มาในปี 2554 นี้ “รัฐบาลปู” จึงมีอิสระที่จะเลือกถือตามเกณฑ์ปี 2550 หรือ ปี 2553 ก็ได้แล้วแต่จะเห็นควร
2.3) ในกรณีที่รัฐบาลปู วางเกณฑ์อภัยโทษตามปี 2553 ว่า ใครอายุเกิน 60 ปี มีโทษเหลือไม่เกิน 3 ปี ก็อภัยโทษให้หมดนั้น โอกาสที่คุณทักษิณจะกลับประเทศมามอบตัวแล้วยอมติดคุกสักระยะหนึ่ง จากนั้นจึงพ้นโทษหลัง 5 ธันวาคม ตามเกณฑ์ในกฎหมายจึงมีอยู่สูงมาก เพราะเป็นเกณฑ์ทั่วไปมิได้อภัยให้ใครโดยเฉพาะ คุณทักษิณไม่จำเป็นต้องอาศัยฎีกาแดง นายกฯปู ก็ไม่จำเป็นต้องถวายความเห็นช่วยพี่ชายแต่อย่างใด จึงนับเป็นช่องทางที่ดีมาก
2.4) อย่าง ไรก็ตาม..ปัญหาแท้จริงในการได้อภัยโทษโดยทั่วไปด้วยเหตุสูงอายุตามแนวทางที่ กล่าวมา จะอยู่ที่การตีความพระราชกฤษฎีกาว่าถ้าผู้ต้องคำพิพากษาลงโทษอย่างคุณทักษิณ หนีคดีไป 2 ปี แล้วคอยหาโอกาสย่องมาติดคุกสัก 1-2 อาทิตย์ แล้วก็ได้อภัยโทษไปง่ายๆ พร้อมกับคนอื่นที่เขายอมติดคุกด้วยดีอย่างนี้ จะยอมกันได้หรือไม่
ต่อ ปัญหานี้ในระบบกฎหมายอภัยโทษ ก็จะมีคณะกรรมการคอยวินิจฉัยปัญหาเฉพาะกรณีอยู่ ถ้าตระกูลชินวัตร สามารถยึดกุมตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้อีกตำแหน่งหนึ่ง กรณีก็คงหมดปัญหาไปได้ โอกาสที่คุณทักษิณ จะพ้นโทษจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชฎาฯ นี้จึงมองอยู่เห็นๆ ไม่น่ามีปัญหาทางกฎหมายเท่าใดนักหากยึดไว้ได้ทั้งตำแหน่ง ผบ.ตร.และอธิบดีกรมราชทัณฑ์
จุดแตกหักที่แท้จริง
แม้ชินวัตรจะ สามารถเดินเกมส์อภัยโทษคุณทักษิณในคดีที่ดินรัชฎาได้ดังแนวทางที่กล่าวมาก็ ตาม แต่ในทางกฎหมายแล้วเมื่อคุณทักษิณ ยอมเข้ามาอยู่ในการคุมขังของกฎหมายไทยนั้น อำนาจควบคุมตัวของคดีอื่นๆ ที่คาศาลอยู่ก็จะวิ่งมาอายัดตัวคุณทักษิณ มิให้ออกไปสู่อิสรภาพได้ดังที่คิด ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการและศาลที่จะพิจารณาว่า คนหนีคดีเช่นนี้ควรจะให้เสรีภาพในระหว่างการพิจารณาคดีอื่นๆต่อไปอีกหรือไม่
ใน ทางปฏิบัตินั้น ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะแทรกเข้ามาขออายัดตัวคุณทักษิณ ไว้มิให้ได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกับผู้ต้องโทษอื่นๆ แล้วขอให้ศาลพิจารณาว่าควรจะให้ประกันตัวในคดีใหม่ที่เหลือหรือไม่ ซึ่งโดยประวัติการหนีคดีของจำเลยเช่นนี้ โอกาสที่ศาลจะให้ประกันตัวก็น่าจะมีน้อยมากทีเดียว
หาก ได้คิดตามฉากที่กล่าวมาให้ถึงที่สุดแล้ว ก็ได้ภาพชัดเจนว่าเมื่อคุณทักษิณ ยอมกลับมาติดคุกอยู่ระยะสั้นๆ นั้น มวลชนแม่ยกทั้งปวงจะต้องถูกปลุกและโลดเข้ามาห้อมล้อมสถานคุมขังเป็นการใหญ่ ครั้น เมื่อถึงวันที่ศาลจะต้องพิจารณาอายัดตัวคุณทักษิณ ไว้สำหรับการดำเนินคดีอื่นแล้ว ตรงจุดนั้นการเมืองและกฎหมาย คือม๊อบแดงและกระบวนการยุติธรรมจะต้องประทะกันตรงๆ และแตกหักอย่างแน่นอน
ขอ จงช่วยกันหวังว่า….”ฉาก” ที่ผมได้วาดมานี้จะไม่เป็นจริง…เพราะถ้าไปถึงจุดแตกหักเช่นที่กล่าวแล้ว สังคมไทยคงสิ้น “ยาง” ที่จะอยู่ด้วยกัน..ต้องแปลกแยกกันเช่นก้อนกรวดที่เผอิญมากองอยู่ ณ ตำแหน่งเดียวกันเท่านั้น
สังคมกองก้อนกรวดอย่างนี้นี่หรือ…คืออนาคตที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงให้พ้นไปได้ ?
ขอขอบคุณ สยามรัฐ
รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง