บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Walwipha Charoonroj Burusratanaphand เรื่องน้ำมันวันละโพสต์

Walwipha Charoonroj Burusratanaphand
เรื่องน้ำมันวันละโพสต์
("มีประเทศมาขาย" จามรี วรายะนันท์ แปล)





นา คาคอร์ปได้เข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงตั้งแต่ปี 2006 แต่การจะเข้าไปอยู่ในตลาดหุ้นแห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนแรกบริษัทเคยพยายามจะเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์เมื่อปี 2003 แต่ใบสมัครถูกปฏิเสธจากทบวงการเงินของสิงคโปร์(MAS) ตอนนั้นทาง MAS ได้อธิบายว่า “คงจะไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม ถ้าเราจะรับนาคาคอร์ปเข้าเป็นสมาชิก MAS ขอสงวนความคิดเห็นที่ว่า การดำเนินกิจการของนาคาคอร์ปนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าพัฒนาเข้ากรอบกฎหมายควบคุมการประกอบการคาสิโนและการ ป้องกันการฟอกเงิน ตามที่ FAFT(องค์กรสากลที่ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการฟอกเงิน) ระบุไว้ นอกจากนี้นาคาคอร์ปยังไม่มีการตั้งระบบตรวจสอบบัญชีที่เป็นอิสระ ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมภายในองค์กรนาคาคอร์ป เพื่อแก้ปัญหาการฟอกเงิน” นี่จึงทำให้นาคาคอร์ปต้องหันกลับไปหาตลาดหุ้นฮ่องกงอีกครั้งและเข้าตลาดหุ้น ที่นั่นสำเร็จในปี 2006ด็อกเตอร์ Chen Lip Keongยังเป็นประธานบริษัทที่ดินและการท่องเที่ยวในมาเลเซียชื่อ Karambunai Corp Berhad โดยเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจเต็ม บริษัทนี้ทำกำไรได้ 49.2 ล้านริงกิต หรือประมาณ 14.4 ล้าน US ในปี2007 ธุรกิจที่เป็นเหมือนเพชรเรือนยอดของบริษัทก็คือ รีสอร์ทเน็กซัสการัมบุรี ในบอร์เนียว ราคาที่พักหนึ่งคืนสูงถึง 350US รีสอร์ทแห่งนี้ยังมีไว้สำหรับผู้มาใช้บริการสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานการแข่ง ขันนานาชาติขนาด 18 หลุม ที่ซึ่งนักกอล์ฟมืออาชีพและนายกฯฮุนเซน เคยมาใช้บริการเมื่อเดือนมิถุนายน 2000และดูเหมือนว่าหนึ่งในสามของพื้นที่นอกชายฝั่งบล็อค B จะเป็นของบริษัทแห่งหนึ่งของที่ปรึกษาเศรษฐกิจคนหนึ่งของฮุนเซน


บล็อค C จากข้อมูลของรัฐบาล บริษัทโพลีเทคเป็นบริษัทที่ได้สิทธิสำรวจน้ำมันในพื้นที่บล็อค C ไปทั้ง 100% ซึ่งมีรายงานจากสำนักข่าวแห่งหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2008 ว่า โพลีเทคจะเริ่มขุดเจาะน้ำมันในบล็อค C ในไม่ช้านี้ เอกสารหลายฉบับ ที่ GW ได้มา ชี้ให้เห็นว่า บ.โพลีเทคก็คือบริษัทเดียวกับ บ.Polytec Asset Holding Limited ซึ่งก่อตั้งที่หมู่เกาะเคย์แมน โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกงPolytec Petroieum Corporation จดทะเบียนเป็นบริษัทกับกระทรวงการค้าของกัมพูชา เมื่อปี 2006 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจน้ำมัน ผู้บริหารของบริษัทซึ่งมีฐานอยู่ในกัมพูชาแห่งนี้คือนาย Tommy Lam Chi Chung และนาย Or Wei Sheunจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ บ.Polytec Asset Holding นาย Lam Chi Chung กับนาย Or Wei Sheun ยังดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงด้วย โดย Lam Chi Chung เป็นกรรมการบริหาร ส่วน Or Wei Sheun อยู่ในตำแหน่งประธานบริษัทมาตั้งแต่ตอนที่เขาได้เข้าถือหุ้นใหญ่ใน Polytec Asset Holdings ในปี 2001 และ ณ ปัจจุบัน เขาถือหุ้นทั้งหมด 59.5%GW ได้เขียนจดหมายถาม Polytec Asset Holdings Limited เมื่อเดือนตุลาคม 2008 ว่าบริษัทมีการทำกิจการใดๆ ในกัมพูชาหรือไม่ แต่ถึงขณะที่เอกสารนี้ถูกตีพิมพ์ออกไป เราก็ยังไม่ได้คำตอบใดๆจากข้อมูลของทาง Polytec Asset Holdings Limited บริษัทไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจหลักของบริษัทคือ ที่ดิน น้ำแข็ง ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง การเงิน และการลงทุน และขณะนี้บริษัทกำลังทำโครงการลงทุนและพัฒนาที่ดินในดินแดนเล็กๆ แต่มั่งคั่งที่มาเก๊า บริษัทยังมีธุรกิจน้ำแข็งและห้องเย็นในฮ่องกงอีกด้วย ในรายงานตลอดห้าปีที่ผ่านมาของบริษัท ก็ไม่มีการกล่าวถึงกัมพูชาหรือการสำรวจน้ำมันใดๆ เลย ในปี 2007 บริษัททำกำไรได้มากถึง 222 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือ 29 ล้าน USDถึงปี 2004 Polytec Asset Holdings ก็เป็นที่รู้จักในชื่อ Kin Don Holdings Limited โดยทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า บริษัทเคยประสบปัญหาการเงินก่อนที่จะถูกนาย Or Wei Sheun เข้าซื้อกิจการ ตัว Or Wei Sheun นั้น เป็นนักธุรกิที่ประสบความสำเร็จ นิตยสารฟอร์บส เคยลงข้อมูลว่า เขาร่ำรวยเป็นอันดับที่ 22 ของฮ่องกง ด้วยทรัพย์สินจำนวน 2.4 พันล้าน USD เขายังเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะที่ปรึกษาทางการเมืองสูงสุดของจีน (CPPCC) องค์กรที่สำคัญยิ่งที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องนโยบายแห่งชาติกับจีนสรุป ก็คือ พื้นที่นอกชายฝั่งบล็อค C ของกัมพูชา ถูกควบคุมโดยบริษัทหนึ่งซึ่งประสบการณ์ด้านการสำรวจน้ำมันและก๊าซธธรรมชาติ ที่เป็นรูปธรรมไม่เคยเป็นที่ประจักษ์ และก็ไม่เคยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะในรายงานประจำปีของบริษัทว่าได้มีการไปลง ทุนใดๆ ในกัมพูชา GW จึงรู้สึกคลุมเครือในประเด็นที่ว่า ทำไมบริษัทนี้จึงได้สัมปทานน้ำมัน และเรื่องความรู้ความสามารถของบริษัทด้านการสำรวจน้ำมัน


บล็อค D ในบรรดาการออกสัมปทานน้ำมันทั้งหมด บล็อค D ดูจะเป็นบล็อคที่มีความคลุมเครือมากที่สุด จากรายงานในเอกสารของรัฐฯ และบรรดาสื่อกัมพูชา บริษัทที่ได้พื้นที่บล็อคนี้ทั้งหมดไป 100% เป็นบริษัทซึ่งจดทะเบียนเป็นสัญชาติสิงคโปร์ ชื่อ China Petrotech ซึ่งเป็นบริษัทผลิตซอฟต์แวร์ที่ศึกษาและจัดทำซอฟต์แวร์เรื่องการสำรวจน้ำมัน ให้กับลูกค้า อย่างเช่น บริษัทน้ำมันของรัฐบาลจีน แต่เมื่อ GW ตรวจสอบหลักฐานที่มีอยู่อีกครั้ง ก็ดูเหมือนว่าจะมีอีกหลายบริษัทเข้ามามีเอี่ยวด้วย คือแทนที่ China Petrotech จะเป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในบล็อค D กลับปรากฏว่าบริษัทได้เข้าซื้อบางส่วนของบริษัทอีกแห่งหนึ่งซึ่งถือสิทธิ ประกอบการในพื้นที่บล็อค D อยู่ และต่อมา China Petrotech ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Mirach Energy ในปี 2008จากข้อมูลในเว็บไซต์ของ China Petrotech หรือ Mirach Energy สัญญาแบ่งผลผลิตในพื้นที่บล็อค D ตกเป็นของบริษัทซึ่งจดทะเบียนเป็นสัญชาติกัมพูชาชื่อ China Zhen Rong Cambodia Energy (CZECE) เมื่อเดือนเมษายน 2006 ตามเนื้อหาในสัญญานี้ บ.CZRCE ได้สิทธิสำรวจพื้นที่บล็อค D แต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 7 ปี และสิทธิในการผลิตน้ำมันเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งในทางเทคนิคก็แปลว่า สิทธิสำรวจบล็อค D เป็นของ CZRCE ไม่ใช่ของ China Petrotech หรือ Mirach Energyเดือนเมษายน 2006 บ. China Petrotech/Mirach Energy ได้ประกาศว่า ตนได้ทำสัญญาให้บริการด้านการทำเหมืองน้ำมันกับบริษัท CZRCE ภายใต้สัญญาการให้บริการนี้ บ. China Petrotech/Mirach Energy จะต้องให้คำแนะนำด้านเทคนิคและการจัดการโครงการ เพื่องานพัฒนาและงานในโครงการผลิตน้ำมันในพื้นที่นอกชายฝั่งแห่งนี้ของ CZRCE สามเดือนต่อมา คือ ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2006 บ. China Petrotech/Mirach Energy ก็ได้เข้าซื้อหุ้น 48% ของ CZRCE ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ CZRCE โดยหุ้นทั้งหมดถูกซื้อในราคา 5.8 ล้าน USD ภายใต้เงื่อนไขว่า เมื่อการซื้อเสร็จสิ้น China Petrotech/Mirach Energy จะเป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในบล็อค Dการที่ China Petrotech/Mirach Energy เข้าซื้อ CZRCE ทำให้ถูกทางตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ตั้งคำถามว่า CZRCE ทำธุรกิจอะไรกันแน่ และมีมูลค่าเท่าไร ทางบริษัทจึงตอบว่า.... “CZRCE ก่อตั้งในกัมพูชา เพื่อจุดประสงค์เข้าถือสัญญาแบ่งผลประโยชน์ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใน พื้นที่นอกชายฝั่งบล็อค D ที่เรียกันว่า ‘บล็อค D PSC’ สัญญาที่ว่านี้ออกโดยการปิโตรเลียมฯกัมพูชา มูลค่าสินทรัพย์ของ CZRCE ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2006 เท่ากับ 5,000 USD” พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การปิโตรเลียมกัมพูชาได้เซ็นสัญญาแบ่งปันผลผลิตกับบริษัทๆ หนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีประวัติชัดเจนด้านการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาก่อน และมีสินทรัพย์แค่ 5,000 USD นั่นคือไม่มีศักยภาพทางการเงินที่จะสามารถสำรวจหรือดึงทรัพยากรใดๆ ขึ้นมาได้


การที่ บ.CZRCE ไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน ทำให้ GW รู้สึกอยากที่จะหาความจริงเกี่ยวกับบริษัทนี้ รวมถึงว่าใครเป็นเจ้าของบริษัทกันแน่ เอกสารการจดทะเบียนบริษัทที่ GW ได้มา แสดงให้เห็นว่า CZRCE เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทกับกระทรวงการค้าของกัมพูชา เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2006 โดยมีผู้บริหารชื่อนาย Xiong Shaohui ปลายปี 2008 GW จึงได้ไปตามที่อยู่ในกรุงพนเปญที่ CZRCE ได้จดทะเบียนไว้ แต่ไม่พบว่ามีบริษัทชื่อ China Zhen Rong Cambodia Energy ณ ที่อยู่นั้นเลยGW ได้ตรวจดูประวัติการเป็นเจ้าของบริษัท CZRCE ซึ่งตามข้อมูลของ China Petrotech/Mirach Energy บอกว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 China Petrotech ได้เข้าซื้อหุ้น 48% ของ CZRCE จากบริษัทหนึ่งซึ่งจดทะเบียนในกัมพูชาชื่อ Power Unicorn Investment Limited ซึ่งทำให้หุ้น CZRCE ในมือของ Power Unicorn ลดลงไปเหลือ 27% แต่แม้จะถูก GW ตามจี้ทาง Power Unicorn ก็ไม่ยอมแพร่งพรายข้อมูลเกี่ยวกับกิจการของตน รวมถึงว่าใครเป็นเจ้าของบริษัทผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงจากเอกสารข่าวแจกของ China Petrotech ทางบริษัทอ้างว่า หลังจากที่ China Petrotech เข้าซื้อหุ้น 48% ของ CZRCE เมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 ก็มีบริษัทชื่อ China Finance Fund เข้ามาซื้อหุ้นของ CZRCE ไปอีก 5% และก็มีอีกบริษัทชื่อ Guangdong Zhen Rong Energy เข้ามาถือหุ้นอีก 20% บ.China Finance Fund เป็นบริษัทซึ่งจดทะเบียนที่ฮ่องกง ภายใต้การบริหารของเอกชนชื่อ Lut Tim Cheng เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการเงินกับลูกค้าชาวจีนซึ่งไม่ปรากฏชื่อ ส่วน บ.Guangdong Zhen Rong Energy เป็นบริษัทลูกของบริษัท Zhuhai Zhen Rong Limited ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Zhen Rong กรุ๊ป ตามรายงานนั้น Zhen Rong เป็นหนึ่งในห้าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีนที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้า น้ำมันดิบในเดือนเมษายน 2007 บ.China Zhen Rong Cambodia Energy ก็เปลี่ยนชื่อเป็น China Petrotech Holdings Limited Cambodia หรือ CPHL Cambodiaหลังการขุดเจาะเพื่อการสำรวจในปี 2007 China Petrotech ก็ได้ประกาศว่า พื้นที่บล็อค D นี้ อาจมีน้ำมันอยู่มากถึง 226.9 ล้านบาร์เรล หรือถ้าเป็นก๊าซธรรมชาติก็ราว 496.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุต แต่แม้กระนั้น บริษัทก็ต้องพบกับความยากลำบากอยู่สองสามปี เริ่มจากในช่วงระหว่างดือนมีนาคม 2007 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ผู้บริหารสามคนได้ลาออกไป และตั้งแต่เดือนกันยายน 2007 เป็นต้นมา ราคาหุ้นของบริษัทก็ตกลงไปมากถึง 90% และในเดือนเมษายน 2007 KPMG ซึ่งเป็นสำนักงานตรวจสอบบัญชี ก็ได้ประกาศว่า ตนไม่สามารถจะให้ความเห็นเกี่ยวกับบัญชีของ China Petrotech ได้ เพราะไม่สามารถหาหลักฐานที่แสดงการให้บริการและรายชื่อลูกค้าบางส่วนใน รายงานการเงินของบริษัทได้ ข้อความนี้ย่อมหมายความว่า พวกเขา “ไม่สามารถจะหาหลักฐานอันเหมาะสมและมากพอ เพื่อใช้เป็นฐานในการแสดงความคิดเห็นในรายงานการตรวจสอบบัญชี” KPMG ได้ถูกถอนออกจากการทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีตอนปลายปี 2007 และมี บ.LTC แอนด์แอสโซซิเอทส์เข้ามาทำหน้าที่แทนเมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทที่มีสิทธิการสำรวจในบล็อค D จึงเหลือเพียงบริษัทน้ำมันสิงคโปร์ที่ให้บริการด้านซอฟต์แวร์กับบริษัทลึก ลับซึ่งจดทะเบียนเป็นสัญชาติกัมพูชา ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการเข้าถือสัมปทานนี้โดยเฉพาะ แถมหุ้นบางส่วนของบริษัทลึกลับนี้ ก็ได้ตกเป็นของบริษัทที่ไม่เป็นที่รู้จักแห่งหนึ่ง กับบริษัทจีนอีกแห่งหนึ่ง และบริษัทนำเข้าน้ำมันดิบของรัฐบาลจีนแห่งหนึ่งGW ได้เขียนจดหมายถามบริษัททั้งหมดในเดือนตุลาคม 2008 เพื่อขอคำอธิบาย ต่จนถึงขณะที่บทความนี้ถูกตีพิมพ์ออกไป เราก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบ


บล็อก E ในปี 2006 บริษัทน้ำมันอินโดนีเซีย PT Medco Energi International(Medco) ก็ได้สิทธิในการเข้าดำเนินงานในบล็อค E เป็นพื้นที่ 90 % ในขณะที่ บ. JHL Petroleum ได้พื้นที่ที่เหลืออีก 10 % ต่อมาในปี 2007 บ. Medco ได้ขายสิทธิในพื้นที่ 31% ให้กับบริษัทชื่อ Kuwait Energy และต่อมาในปีเดียวกัน บริษัทของสวีเดนชื่อ Lundin Petroleum ก็ได้เข้าซื้อที่บางส่วนในบล็อคนี้ไปจากสามบริษัทข้างต้น คิดเป็นจำนวน 34% ถึงขณะนี้สรุปได้ว่า พื้นที่ใน บล็อค E ตกเป็นของบริษัทต่างๆ เป็นจำนวนดังต่อไปนี้เป็นของ บ.Medco (เจ้าของ PSC) = 41.3%บ.Kuwait Energy = 20.6%บ.JHL Petroleum = 4.1%บ.Lundin Petroleum = 34%GW ได้เขียนจดหมายถามทั้งสี่บริษัทในเดือนตุลาคม 2008 ว่าพวกเขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับพื้นที่บล็อค E ปรากฏว่ามีเพียงบริษัท Lundin ที่ตอบกลับมา Lundin แนะ GW ให้ไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัท พร้อมกับบอกเราว่า“อย่างที่เราได้บอกไปแล้วในข่าวแจกฉบับวันที่ 29 ตุลาคม 2007 ซึ่งหาอ่านในเว็บไซต์ของเราได้ ว่า Lundin Petroleum ได้สิทธิในผลประโยชน์ในพื้นที่นอกชายฝั่งของกัมพูชาบล็อก E จาก บ. Medco Kuwait Energy และ บ.JHL Petroleum โดยเราไม่ได้เป็นผู้ประกอบการเอง” …. “หลังจากการเข้าถือสิทธิในพื้นที่นั้นเสร็จสมบูรณ์ Lundin Petroleum ก็ได้กลายเป็นสมาชิกของข้อตกลงการปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่บล็อค E ร่วมกับ บ.Medco, บ.Kec, บ.JHL Petroleum และการปิโตรเลียมกัมพูชา โดย บ.Medco เป็นผู้ประกอบการในพื้นที่สัมปทานบล็อก E” …. “Lundin Petroleum ได้กำหนดข้อพึงปฏิบัติให้ตนเอง และได้ตั้งกรอบแห่งความรับผิดชอบขึ้นมา ในประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรมซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินกิจการ .... แม้ว่า Lundin Petroleum จะไม่ได้เข้าร่วมกับ EITI (หน่วยงานส่งเสริมความโปร่งใสในรายได้ที่ได้จากทรัพยากร) อย่างเป็นทางการ แต่เราก็สนับสนุนจุดยืนของ EITI ในการพยายามส่งเสริมหลักการเรื่องความโปร่งใส”อย่างไรก็ตาม Lundin ไม่ได้ตอบคำถามของ GW ที่ขอให้ช่วยเปิดเผยตัวเลขจำนวนเงินค่าตอบแทนลายเซ็นที่ Lundin จ่ายให้รัฐบาลตอนเซ็นสัญญาในขณะที่ Medco Lundin และ Kuwait Energy เป็นบริษัทน้ำมันที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง แต่ JHL Petroleum กลับไม่เป็นที่รู้จัก และจากการขุดคุ้ยต่อมาของนักสืบ GW เราได้ไปพบเอกสารที่ Medco เคยส่งถึงตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา เมื่อเดือนตุลาคม 2006 ซึ่งมีข้อความว่า “…JHL Petroleum บริษัทสัญชาติบาฮามาส เป็นบริษัทน้ำมันของกลุ่มบริษัทซึ่งดำเนินกิจการน้ำมันอยู่ในประเทศ อินโดนีเซีย และได้เคยเข้าร่วมประมูลน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินานาชาติสองถึงสามครั้ง รวมถึงครั้งที่มีงานประมูลพื้นที่บล็อก L(ทั้งนอกชายฝั่งและบนฝั่ง) และบล็อก M(บนฝั่ง) ของประเทศบรูไนดารุสซาลาม”GW ยังไปได้เอกสารการจดทะเบียนบริษัท ที่เป็นเครื่องยืนยันว่า JHL Petroleum เป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในเครือรัฐบาฮามาส เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2004 แต่ทว่า GW ยังไม่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า กลุ่มบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง JHL เป็นกลุ่มไหนกันแน่JHL Petroleum ก็มาทำนองเดียวกับ บ.CZRCE แห่งบล็อก D คือไม่มีประวัติเลยว่า เคยดำเนินกิจการสัมปทานน้ำมันมาก่อน เหตุผลที่รัฐฯ แบ่งสัมปทานน้ำมันให้บริษัทแห่งนี้ จึงน่าเคลือบแคลงอย่างยิ่งโดย Boon Wattanna

การประกาศมาตรการของรัฐบาลในเรื่องนี้เป็นการบิดเบือนจากที่เคยหา เสียงไว้

กรณีรัฐบาลประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน 95, เบนซิน 91 และดีเซลว่า ไม่ค่อยสบายใจ เพราะสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ ในเรื่องมาตรการการกระชากค่าครองชีพให้ลดลง คือการยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการขณะนี้ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวดำเนินการระยะเวลา 6 เดือน-1 ปี เชื่อว่าไม่สามารถกระชากค่าครองชีพให้ลดลงได้ เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถคำนวณได้ว่าต้องลดราคาลงเท่าใด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลหาเสียงอย่างหนึ่ง แต่พอทำจริงอีกอย่างหนึ่ง เปรียบเทียบกับว่าถ้ามาหาเสียงบอกว่าให้ใช้ค่าโทรศัพท์ฟรี แต่เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วบอกให้ใช้ฟรีแค่ 6 เดือนจะรู้สึกเช่น    

ราคาเบนซิน 91 วันนี้  อยู่ที่ 34.77 บาท ขณะที่แก๊สโซฮอล์เบนซิน 91 ราคาอยู่ที่ 34.54 บาท ซึ่งห่างกันเพียง 23 สตางค์ เชื่อว่าจะทำให้หลายคนเลิกใช้แก๊สโซฮอล์ หันมาใช้เบนซิน จะทำให้ราคาอ้อยและมันสัมปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแก๊สโซฮอล์ ราคาตกต่ำลง รัฐบาลจะดูแลกลุ่มเกษตรกรอย่างไร ดังนั้นขอเตือนว่า อย่าทำการตลาดที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้ ที่สำคัญการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจะมีผลกระทบทำให้ไม่มีเงินไป อุ้มราคาแก๊สแอลพีจี ซึ่งเป็นเชื่อเพลิงที่ทุกครัวเรือนใช้ จะทำให้ราคาแก๊สหุงต้มพุ่งสูงจาก 280 บาท เป็น 570 บาท ต่อ ถัง 15 กิโลกรัม และจะทำให้ราคาอาหารปรุงสำเร็จ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ขึ้นไปจานละ 5 บาท   

“สรุปว่าการประกาศมาตรการของรัฐบาลในเรื่องนี้เป็นการบิดเบือนจากที่เคยหา เสียงไว้ ขอเรียกร้องให้ดูแลชาวไร่อ้อย และมันสัมปะหลัง และเรื่องแก๊สแอลพีจี จะดูแลปัญหาราคาแก๊สแอลพีจีพุ่งสูงขึ้นอย่างไร

หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลมีหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน และมีการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายที่หาเสียงไว้หลายนโยบาย เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทไม่มีจริง เป็นเรื่องรายได้ 300 บาทที่รวมเอาการลดค่าใช้จ่ายๆ อื่นๆ มารวมด้วย หรือแม้แต่เงินเดือนผู้จบใหม่ระดับปริญญาตรี 15,00 บาทต่อเดือน กลายเป็นเรื่องรายได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการชนะใจประชาชนเท่านั้น ขณะที่นำเสนอไม่คิดให้รอบคอบ ซึ่งการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระบุว่าอย่าตีความตามตัวหนังสือ จึงสร้างความแปลกใจว่าคำแถลงนโยบายรัฐบาลเป็นลักษณะไม่ทำตามคำสัญญา และหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม จึงหวังว่านายกรัฐมนตรีออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนให้เกิดความกระจ่างมาก ขึ้น



video
                                                       นโยบายที่ปราศรัยไว้

เร่งกระชับอำนาจสีกากี เพื่อรอกระชับพื้นที่คืน! ประวัติศาสตร์มีให้เห็น ชิงสกัดไม่ให้แผลขยาย ผ่านพ้นไป

เรียบร้อย...สำหรับการแถลงนโยบาย “ครม.ปูกิ๊” ที่มีเรื่องวุ่นๆ แสบๆ คันๆ พอให้เป็นสีสัน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อน-จุดแข็งของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะเกมในสภา ก็ต้องยอมรับว่า “พรรคแมลงสาป” ยังเก๋าอยู่ ภาพของความดื้อรั้น ยึดแต่ข้อบังคับการประชุม ที่ให้อำนาจ “ประธานขุนค้อน” ที่แสดงออกมานั้น เป็นที่ชัดเจนว่า “อวย” ให้กับ “พรรคโคลนนิ่งเหลี่ยมจัด” แบบปฏิเสธไม่ได้ แต่ในมุมกลับ...ก็เป็นสัญญาณเตือนถึง “พรรคแมลงสาป” ไปในตัวด้วยว่า เกมในสภาต่อไป “ไม่หมู” เหมือนเก่า
แต่ที่เห็นแล้ว “ขำกลิ้ง” ก็คือ “ทีท่า-ท่าทาง” ของ “เจ๊ปูกิ” ตั้งแต่การอ่านบท หนา 40 กว่าหน้า...ถึงขนาดในสคริปต์นั้น ยังมีคำว่า “ท่านประธานฯที่เคารพ” แถมอ่านผิดๆ ถูกๆ สะกดคำไม่ค่อยถูก...ทำให้ย้อนหวนนึกถึง “ส.อะไหล่ยนต์” ที่เป็นแบบนี้เช่นกัน เพราะอ่านตามสคริปต์ที่มีคำว่า “ปุดโธ่...เอ๋ย”
ขณะที่ “การลุกขึ้นยืนตอบในสภา” ก็มีอาการเคอะเขินอย่างเห็นได้ชัด...แต่ที่เด็ดกว่าก็คือ คืนวันที่สภาล่ม ได้เห็นอาการ “เอ๋อเหรอ” หน้าตื่น...หลังบัลลังก์ท่านประธาน ที่ต้องต่อสายคุย...ไม่รู้กับ “คนต่างแดน” หรือป่าว...ว่า “พี่ค่ะ...แล้วหนูต้องทำยังไงต่อ”...555
แต่เอาล่ะ เมื่อขอโอกาสทำงาน...ก็ “อยากเห็นผลงาน” ตามที่คุยโม้ว่า “จะสอบผ่านทุกวิชาแน่ๆ” ทั้งๆ ที่ “พี่ใหญ่-อ.ย.” ตอกย้ำมาเสมอว่า คน จะลงมาเล่นการเมือง ต้องมีความพร้อม เพราะการบริหารประเทศ ไม่ใช่เรื่องของการ “ขอโอกาส-ขอทดลองงาน” เพราะประเทศไม่ใช่ที่ “ฝึกงาน” ของใคร???
และที่บอกอยู่เสมอว่า “แก้ไข-ไม่แก้แค้น”...ก็อย่าเผลอไป “แค้นข้าราชการทำเนียบฯ” ล่ะ...หลังมี “อีเมล์ลับ...เม้าท์กระจาย” เรื่อง “งบอาหารของ ฯพณฯ ท่าน” ที่ปาเข้าไป 2 แสนกว่าบาทต่อวัน...เรียกว่า “อำกันสนุก” ว่า มือเช้ามี “ต้มยำกุ้งมังกร” มือกลางวันเป็น “อาหารกึ่งยุโรป” ซึ่งเป็นเมนูที่จัดไว้เฉพาะ “แขกบ้านแขกเมือง” เท่านั้น...แต่นี่ “คุณเธอ” เล่นแจกจ่ายให้ “ทีมงาน-ที่ปรึกษา” ที่ปาเข้าไป 50 กว่าชีวิต เฉลี่ยต่อหัว 4,237 บาท X 50 คน ก็ปาเข้าไป 211,850 บาทต่อวันแล้ว...ถ้าคิดเป็นเดือนก็ตกราวๆ 6 ล้านกว่าๆ...555
งานนี้ถือเป็นการรับน้องที่แสบทรวงจริงๆ เพราะใครๆ ก็รู้ว่า “เจ๊ปูกิ๊” ยังไม่ได้ทำงานแบบเต็มสูบ ต้องรอแถลงนโยบายเสร็จเสียก่อน...แต่ ที่ไม่ขำก็คือ “ทีมงานเจ๊ปูกิ๊” เองนั่นแหล่ะ...ที่ร้อนรนถึงขนาดออก “หนังสือเวียนภายใน” ยืนยัน-นอนยันว่า...ไม่จริง แถมมีการเรียก “เจ้าหน้าที่แต่ละคน” ไปพูดคุย เพื่อหวังล้วงลับ...ว่าใครเป็นคนทำ
“แก้ไข-ไม่แก้แค้น”...ท่องจำเอาไว้ๆๆๆๆๆ จำได้ป่าว...ใครที่ชอบพูด-ใครที่ชอบเอ่ย...555
โดยเฉพาะกับเก้าอี้ร้อนๆ อย่าง “ผู้นำสีกากี” ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ วางเกมอย่างเนียนในการเขี่ย “ชายตุ้ยนุ้ย” และให้ “พี่ชายเจ๊กระบังลม” ขึ้นมากุมบังเหียนแทน...โดยมี “ขาใหญ่บางบอน” ที่คุมงานโดยตรง อาศัยสัมพันธ์อันดีกับ “เสี่ยอ่าง” เพราะเคยเป็น “อาจารย์” คอย “ติวเข้ม” เรื่องเทคนิคต่างๆ ในสภาให้ จึงไม่แปลกที่จะยืมมือ “คนกันเอง” ไปเปิดคลิปบ่อน-คลิปยา...แฉกลางสภา เพราะจะได้แนบเนียนและมีเหตุผลในการ “เด้งดึ๋ง” แบบ “รื้อล้างบาง”
ที่สำคัญ...ยังกลบข่าว “เจ๊ปูกิ๊” ที่กำลังโดนกระหน่ำ...เรื่องชิ่งหนีตอบคำถามสื่อ-ชิ่งตอบคำถามฝ่าย ค้าน...หลังโดนกระหน่ำหนักในเรื่อง “ทำไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้” ทั้งเรื่องค่าแรง 300 บาทต่อวัน-การประกาศยกเลิกกองทุนน้ำมัน ที่สุดท้ายก็เลี่ยงบาลีว่า “แค่เลิกเก็บชั่วคราว” รวมถึงการเดินหน้าแก้รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ...ที่หลายคนกังวลกันว่า “มีวาระซ่อนเร้น” ในการช่วย “นักโทษเหลี่ยมจัด” ให้กลับคืนรัง ซึ่งงานนี้ก็ได้ผล...เพราะทำให้ผู้คนหันไปสนใจเรื่องบ่อน-เรื่องยา...แทน
เหตุผลหลักที่จำต้องเร่งยึดกุมอำนาจสีกากี...มาไว้ในมือ ก็เพราะรู้ดีว่า หากชักช้า ไม่ตีเหล็กตอนร้อน...เดี๋ยวจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะ ตอนนี้จะทำอะไรก็อ้างได้ว่า “ประชาชน 15 ล้านเสียง...เลือกให้เข้ามาทำงาน” จึงต้อง “เลือกใช้คน” ที่พวกพ้องตัวเองมาทำงาน...ถึงจะได้ผล
เพราะตอนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง “กระชับอำนาจสีกากี” ให้เร็วที่สุด เพื่อรองรับงานใหญ่ โดยเฉพาะการใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการ “ขั้วตรงข้าม”
เพราะ “การยึดกุมอำนาจคนสีเขียว” นั้น...ยังทำไม่ได้-ยังผลีผลามมากไม่ได้ เพราะหากทะเล่อทะล่า จะกลายเป็น “ครม.ปูกิ๊” อาจต้องกระเด็นกระดอนไปก่อน ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องรอๆๆๆ อย่างอดทน และหวังเข้ายึดเสียงใน “สภากลาโหม” ให้ได้ก่อน เพื่อจะไว้คานกับ “ขั้วอำนาจเก่า” ที่เวลานี้ยังทรงพลังอยู่
เวลานี้ในสภากลาโหมมี 7 เสียงคือ “ตัวเสนาบดีใหญ่-เสนาบดีตัวช่วย-ผบ.สส.-ผบ.ทบ.-ผบ.ทร.-ผบ.ทอ.-ปลัด” แต่ตอนนี้ไม่มี “เสนาบดีตัวช่วย” จึงมีเพียง 6 เสียงเท่านั้น...ซึ่งหากจำแนกฝ่ายแล้ว เวลานี้ก็มี 3 เสียงเท่าๆ กัน โดย  “ขั้วอำนาจปัจจุบัน” มี “ตัวเสนาบดีใหญ่-ผบ.สส.-ผบ.ทร.” ที่ 2 รายหลังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “นักโทษเหลี่ยมจัด” และกำลังเกษียณในอีกไม่กี่วัน ขณะที่ “ขั้วอำนาจเก่า” มี “ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.-ปลัด” ที่แท็กทีมกันแน่นหนา โดย “ตัวปลัด” ก็กำลังเกษียณเช่นกัน
งานนี้จึงต้องวางเกมกันให้ดี เพื่อหวังผลถึง “คนใหม่” ที่จะก้าวมาแทน “คนเกษียณ” และทำให้ฝ่ายตัวเองมี “มือมากกว่า” ใน “สภากลาโหม” เพราะจะสามารถ “เขี่ยใครก็ได้”…นี่คือแผนที่เตรียมการไว้
ดังนั้นจึงต้อง “เมคชัวร์” ก่อน ด้วยการ “ยึดกองกำลังสีกากี” ให้ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมีกองกำลังของตัวเอง-มีอาวุธที่ถูกต้องตามกฎหมาย-มีลูกสมุนมากมายที่ พร้อมจะทำ เพื่อให้ได้ทั้ง “อำนาจ-เงินตรา” ซึ่งเป้าหมายหลักๆ คือการเปลี่ยนหัว “ผู้นำสีกากี” เสียก่อน ซึ่งคง ไม่ยากเย็น...สำหรับฝีมืออย่าง “ขาใหญ่บางบอน” ในการหาวิธีจัดการ เพราะแค่มีประเด็น “คลิปบ่อน-คลิปยาเสพติด” ก็เป็นข้ออ้างชั้นดีในการล้างบางได้แล้ว
จากนั้นเก้าอี้ร้อนๆ ที่ต้องยึดครองก็คือ “ผบช.น.-ผบช.ก.-ผบช.สตม.-ผบช.ภ.1-ผบช.ภ.2” เพราะตำแหน่งหลักๆ เหล่านี้ จะมี “กองกำลังเฉพาะ” โดยเฉพาะในเรื่อง “หน่วยปราบจลาจล” และมีอำนาจจัดการตามกฎหมายได้ทันที
อย่างเก้าอี้ “ผบช.ภ.1” ก็น่าจะแน่นอนว่า “เสี่ยแจ๊ส” ที่เป็นหวานใจของ “เจ้าแม่มูลนิธิรักเด็ก-สตรี-คนชรา” น่าจะได้รางวัลปลอบใจ หลังถูกตั้งให้ไปรักษาการแทน ทำงานเปิดตัวไปพลางๆ แล้ว เพราะเพิ่งได้ไปเจอะเจอกับ “นักโทษเหลี่ยมจัด” มาหยกๆ พร้อมรับคำสั่งให้มาทำงานใน “หลายเรื่อง” เพราะเป็นพื้นที่สีแดง
ส่วนเก้าอี้ “ผบช.น.-ผบช.ก.” ก็อาจมอบให้ “หลานชาย” ของตระกูลเหลี่ยม ที่เคยเป็น “ผู้นำกองปราบ” มาก่อน...เพราะเป็น “คนสนิท” ที่ “นักโทษเหลี่ยมจัด” ไว้ใจ
ขณะที่เก้าอี้ “ผบช.สตม.” ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะมีผลต่อ “ใครบางคน” ได้เข้า-ออกประเทศ แบบที่อยากให้ใครรู้-ไม่อยากให้ใครรู้ก็ย่อมได้...งานนี้จึงต้อง “เผื่อเหนียว” ไว้ก่อน...ถ้าได้ “คนรู้ใจ” มานั่ง
ซึ่งไม่ต่างจากเก้าอี้ “ผบช.ภ.2” ที่อยู่ติดกับเมืองหลวง เพราะมีพื้นที่ที่มีขุมทรัพย์มากมาย โดยเฉพาะพื้นที่ติดทะเล...ที่อาจเชื่อมโยงถึง “ขุมทรัพย์-ผลประโยชน์ทางทะเล” กับประเทศเพื่อนบ้าน
ตำแหน่งหลักๆ นี้ หากได้ “คนของตัวเอง” ก็เป็นการการันตีว่า จะสามารถและกล้ารับมือกับ “สิ่งที่ไม่คาดคิด” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ โดยเฉพาะการรับมือกับ “ม็อบขั้วตรงข้าม” ที่แม้เวลานี้จะแตกกระเจิง แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะบทเรียนในอดีตมีให้เห็นแล้วว่า ถ้าถึงเวลาสำคัญ ทุกฝ่ายก็ร่วมด้วยช่วยกันถล่มได้ แม้หลายคนจะไม่ชอบหน้ากันก็ตาม
ยิ่งถ้ามีการเริ่มแก้รัดทำมะนวยฉบับหัวคูณ...เมื่อไหร่ แรงสั่นสะเทือนเรื่องการต่อต้านน่าจะมีขึ้นอย่างแน่ๆ ดังนั้นในเมื่อ “บิ๊กสีเขียว” ยังไม่ใช่ “คนของขั้วเหลี่ยมจัด” จึงจำเป็นต้องพึ่ง “สีกากี” เพื่อรอเคลียร์หน้างาน และหากจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม...ก็ต้องรีบทำ เพื่อมิให้ “แผลมันขยาย” และ “ลุกลาม” จนยากที่จะแก้ไข
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เวลานี้ “การกระชับอำนาจสีกากี” จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ เพื่อรอเอาคืนใน “การกระชับพื้นที่(คืน)”...555
อ่อ...เกือบลืมไป ฝากถึง “เสี่ยอ่าง” หน่อยว่า...ไหนๆ จะทำให้เนียนแล้ว ก็ควรไล่บี้เอากับ “ซ่องหน้าบ้านเจ๊ปูกิ๊” แถวซอยโยธินพัฒนาหน่อยนะ รวมถึง “ซ่องทางผ่าน” ก่อนเข้าบ้านก็ยังมีให้เห็นอยู่ เพราะจะได้โชว์ให้เห็นว่า ไม่ได้เลือกปฏิบัติ-ไม่ได้รับงานใครมา...อิๆๆๆๆ
.................................
คอลัมน์ “ซุบซิบไทยอินไซเดอร์”
โดย “ไต่กอ”

อ่านคำพิพากษาคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ ทำไมศาลยกฟ้อง

คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เดินทางมาฟังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ในคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 54
ASTVผู้จัดการออนไลน์ - อ่านคำพิพากษาคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้องคุณหญิงพจมาน และเลขาฯส่วนตัว อีกทั้งยังลดหย่อนโทษให้กับ “บรรณพจน์” เพราะบริจาคเงินจำนวนมากให้กับมูลนิธิไทยคม เพื่อตอบข้อสงสัยเหตุใดศาลจึงตัดสินให้จำเลยหลุดคดีในยุคตระกูลชินวัตรเรือง อำนาจ
      
       วันที่ 24 ส.ค. 54 ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป พี่บุญธรรม คุณหญิงพจมาน ชินวัตร(ขณะนั้น) อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จำนวน 546 ล้านบาท จากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท
      
       คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 โดยจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 จำนวน 2 ปี
      
       ***ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าประกาศคณะปฏิรูปในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 นั้น
      
       ศาลเห็นว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2551 แล้วว่าประกาศ คปค.มีผลบังคับใช้ทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเด็ดขาดใช้ได้ในคดี และมีผลผูกพันต่อศาลอุทธรณ์
      
       ***ส่วนที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจ ฟ้อง เพราะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ไม่เป็นกลางและเป็นปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นสามีของจำเลยที่ 2 นั้น
      
       ศาลเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยทั้งสามจะปรากฏว่าคตส.บางคนมีพฤติกรรม เป็นปฏิปักษ์ที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจไปได้ว่า คตส.จะมีอคติ แต่ก็ไม่มีบทบัญญํติของกฎหมายกำหนดคุณสมบัติตัวบุคคลที่จะเป็นคตส.ไว้เฉพาะ และตามข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่าคตส.คนใดกระทำการส่อในทางที่เป็นกลาง หรือกลั่นแกล้งปรับปรำ และคตส.มีจำนวนมากถึง 12 คนที่มาจากหลายหน่วยงาน ดังนั้น โอกาสที่จะครอบงำหรือโน้มน้าวให้คตส.ทั้งหมดกระทำการที่ไม่เป็นกลางย่อมเป็น ไปได้น้อย ขณะที่พยานหลักฐานที่คตส.นำมาตรวจสอบก็เป็นพยานในความครอบครองดูแลของป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และกรมสรรพกร
      
       ***ส่วนที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริง นอกฟ้องและยุติแล้วว่า กรมสรรพกรไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษี มาลงโทษจำเลยนั้น ขัดต่อประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192
      
       ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างรับฟังได้เพียงว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานนั้นไม่ชอบ เพราะไม่ได้ออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 จึงมีผลให้กรมสรรพกรไม่อาจเรียกเก็บภาษีจากจำเลยที่ 1 ได้เท่านั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า หุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวล รัษฎากร มาตรา 42 (10) และมาตรา 37 (2) หรือไม่ ไม่ใช่การนำข้อเท็จจริงนอกฟ้องที่ยุติแล้วมาวินิจฉัย
      
       ***สำหรับที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งด้วยว่า ในคดีของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คตส.อ้างว่าเงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัทชินฯ ซึ่งรวมหุ้นในคดีนี้ด้วยเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ได้จากจำเลยที่ 2 เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้นำมูลค่าหุ้นมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
      
       ศาลเห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้ง 3 ยอมรับกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหุ้นตามฟ้อง โดยเมื่อจำเลยที่ 2 ได้ยกหุ้นให้จำเลยที่ 1 ที่ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว จำเลยที่ 1 ไปแจ้งการถือครองหุ้นเป็นของตน ประเด็นในคดีจึงมีอยู่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องนำมูลค่าหุ้นมาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2540 หรือไม่ อุทธรณ์ในประเด็นข้อกฎหมายเหล่านี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น
      
       ***ส่วนประเด็นที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกันหลีก เลี่ยงภาษี และจำเลยที่ 1-2 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันแจ้งความเท็จฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1)(2) เพราะจำเลยทั้งสามเข้าใจว่า หุ้นของบริษัทที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้น หากจะยกให้ จำเลยที่ 2 ต้องทำเป็นการซื้อขายเท่านั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 เคยโอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้ชื่อ น.ส.ดวงตา และนางบุญชู เหรียญประดับ ถือไว้แทน โอนจากบัญชี น.ส.ดวงตา ไปบัญชีนางบุญชู 5 แสนหุ้น ซึ่งทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จำเลยที่ 2 ก็สั่งจ่ายเช็คชำระราคาที่ซื้อ และรับเช็คค่าหุ้นที่ขายเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่านายหน้าให้บริษัทนายหน้าเองเช่นเดียวกับคดีนี้ กรณีจึงไม่ใช่การซื้อขายหุ้นเพื่ออำพรางหรือหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด และเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำมูลค่าหุ้นที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 มารวมเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภงด.90 ของปีภาษี 2540 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร และเข้าใจว่าหุ้นที่รับมาเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (10) ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
      
       ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่า เมื่อจำเลยที่ 3 มาขอเลขที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โดยแจ้งว่า จำนำไปซื้อขายหุ้นที่จำเลยที่ 2 เคยพูดว่าจะให้ แล้วจำเลยที่ 1 กลับไม่ได้ทักท้วงหรือสอบถามถึงเหตุผลที่ต้องทำเป็นการซื้อขายแทนการให้ จึงผิดวิสัยของผู้กระทำการโดยสุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายภาษีอากร แต่ข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ว่า ขณะนั้น จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ย่อมต้องมีที่ปรึกษากฎหมายให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ดีว่าการโอนหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หากทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จะสามารถใช้เป็นช่องทางในการอำพรางว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินได้พึงประเมินจากการรับหุ้นดังกล่าว และจำเลยที่ 1 จงใจปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการกระทำด้วยวิธีอื่นใดที่มีเจตนาเลี่ยงภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 37 (2) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
      
       ***ส่วนประเด็น จำเลยที่ 2 ที่มีหุ้นในบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ ที่มีชื่อ น.ส.ดวงตาเป็นผู้ถือครองแทน จำนวน 4.5 ล้านหุ้น ให้จำเลยที่ 1 แต่ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 40 ในราคาหุ้นละ 164 บาท รวมเป็นเงิน 738 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระราคาหุ้นทั้งหมด และค่านายหน้า รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาเดือน มี.ค. 2541 จำเลยที่ 1 ไปขอออกใบหุ้น แต่ไม่ได้นำมูลค่าหุ้นนั้นไปแจ้งเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
      
       ศาลเห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 2-3 เบิกความยืนยันว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 เข้าใจว่า ต้องทำเป็นการซื้อขายหุ้นแทนการยกให้ เพราะหุ้นนั้นมีชื่อของ น.ส.ดวงตา ถือครองแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้เคยโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ซึ่งน.ส.ดวงตา ถือครองไว้แทนให้กับนางบุญชู ด้วยวิธีการซื้อขายทางตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับคดีนี้ ก็ไม่มีผู้ใดทักท้วง
      
       ขณะที่ นายสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท หลักทรัพย์ภัทร จำกัด พยานโจทก์ก็เบิกความเจือสมกับจำเลยที่ 2-3 ว่าในตลาดหลักทรัพย์ มีตัวแทนถือหุ้นแทนเจ้าของที่แท้จริงเป็นจำนวนมาก เพราะไม่มีกฎหมายห้าม และเคยมีเจ้าของหุ้นที่แท้จริงต้องการโอนหุ้นที่มีผู้ถือแทนอยู่ในบุคคลอื่น สอบถามว่า ต้องใช้วิธีการอย่างไร ซึ่งพยานให้คำแนะนำว่า ต้องทำการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการได้รับชำระค่าหุ้น และจะได้มีหลักฐานซื้อขายที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนของเงินกำไรที่ได้ จากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
      
       นอกจากนี้ ยังปรากฏด้วยว่าตามคำของเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ก็เห็นว่า ไม่ได้เพิ่งมาเปิดในช่วงปี 2540 เพื่อไว้ใช้ในการซื้อขายอำพรางหุ้นในคดีนี้เป็นการเฉพาะ โดยจำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์มาตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. 2534 และน.ส.ดวงตา เปิดบัญชีมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2537 โดยประเด็นนี้นายสุวิทย์ พยานโจทก์ดังกล่าวได้เบิกความด้วยว่า บัญชีของจำเลยที่ 1 และ น.ส.ดวงตา นั้น มีการเคลื่อนไหวซื้อขายหุ้นมาโดยตลอด
      
       ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของ น.ส.ดวงตา ที่เป็นผู้ขายหุ้นแทนนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงต้องมีหน้าที่ชำระอยู่แล้ว และเมื่อจำเลยที่ 2 ประสงค์ที่จะยกหุ้นให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรม และเคยมีบุญคุณเคยอุปการะช่วยเหลืองานกันมา ซึ่งจำเลยที่ 2มีฐานะร่ำรวย มั่นคง มีทรัพย์สินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่มีฐานะเศรษฐกิจดีกว่าจำเลยที่ 1 มาก โดยมูลค่านายหน้า และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นมีมูลค่าเพียง 3 ล้านบาทเศษ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พี่น้องจะปฏิบัติต่อกัน ไม่ใช่เป็นข้อพิรุธสงสัย
      
       ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังและเป็นที่ยุติว่าจำเลยที่ 2 ต้องการให้หุ้นกับจำเลยที่ 1 แต่ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คชำระค่าซื้อขายหุ้นเอง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขายไม่มีภาระในการชำระภาษีเงินได้ที่เกิดจากการขายหุ้นในตลาดหลัก ทรัพย์ เพราะเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษี เงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17)
      
       ส่วนที่ศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่า เหตุที่มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่ออำพรางการให้ เพราะจำเลยที่ 2 จะต้องเป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นจำนวนมากนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ปรากฏในสำนวน อีกทั้งเป็นเหตุการณ์ในอนาคต จึงไม่อาจนำมาเป็นข้อสันนิฐานเพื่อให้รับฟังเป็นผลร้ายให้กับจำเลยที่ 2 ได้ เพราะในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2540 แต่จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นแบบภายในเดือนมี.ค. 2541
      
       และเมื่อรับฟังได้ด้วยว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คชำระค่าหุ้นและค่านายหน้าให้กับบริษัทหลักทรัพย์นั้นก็มีเงินสด อยู่ในบัญชีอย่างเพียงพอ หากจำเลยที่ 2 มีเจตนาต้องการช่วยจำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงภาษี จำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่โอนเงินที่จะต้องชำระค่าหุ้นให้จำเลยที่ 1 ผ่านบัญชีเงินฝาก แล้วให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งซื้อหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากมากกว่าการใช้วิธีการซื้อขายเพื่ออำพลางที่มีวิธีการ สลับซับซ้อน และยังอาจมีผลไปถึงการยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้ของจำเลยที่ 2 อีกด้วย
      
       ขณะที่จากทางนำสืบของโจทก์ก็ ไม่ปรากฏว่าในขณะหรือหลังจากจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงเสียภาษีแล้ว จำเลยที่ 2-3 ได้กระทำการใดๆ ส่อให้เห็นว่ามีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือปกปิด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2-3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยที่ 2-3 อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวฟังขึ้น
      
       ****ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิด ฐานร่วมกันแจ้งข้อความเท็จฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) หรือไม่
      
       ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อประเมินภาษีไว้แล้ว แต่ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่สมบูรณ์ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินทำหนังสือเชิญจำเลยที่ 1 มาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีแล้วนานกว่า 3 ปีเศษ โดยไมได้ออกหมายเรียกจำเลยที่ 1-2 และไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพกร การกระทำของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ประมวล รัษฎากร มาตรา 19 กำหนด จึงเป็นการไต่สวนโดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1-2 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1)
      
       นอกจากนี้ การให้ถ้อยคำกับเจ้าพนักงานที่จะเป็นการให้การเท็จหรือไม่นั้น ก็จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าถ้อยคำที่ให้นั้น ไม่ได้มีอยู่จริงหรือไม่เคยมีอยู่ โดยผู้ให้ถ้อยคำนั้นเสกสรรปั้นแต่งขึ้นเอง เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้จากทางนำสืบของจำเลยที่ 1-2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นพี่ชายบุญธรรมของจำเลยที่ 2 จริง และได้อยู่อาศัยในครอบครัวเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก โดยช่วยเหลือทั้งเรื่องครอบครัวและธุรกิจการค้ามาโดยตลอด ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้แต่งงานกับน.ส.บุษบา จริง จึงเป็นการให้ถ้อยคำที่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น และมีอยู่จริง ไม่ใช่เป็นการปั้นแต่งสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความเท็จ เพียงแต่มีน้ำหนักเชื่อถือได้น้อยเท่านั้น
        
        เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐาน อื่นมานำสืบยืนยันให้เห็นชัดเจนว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่ 1-2 ให้กับเจ้าพนักงานประเมินนั้นเป็นความเท็จอย่างชัดเจน โดยปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ การกระทำของจำเลยที่ 1-2 จึงไม่เป็นความผิดตามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) อุทธรณ์ของจำเลยประเด็นนี้ฟังขึ้น
      
       ***ส่วนที่สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาในความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) หรือไม่
      
       ศาลเห็นว่า กฎหมายระวางโทษจำคุก 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-200,000 บาทน ที่ศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปีนั้นเหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายที่มีเจตนาเพื่อให้การจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ สรรพกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งหวังให้รัฐได้รับการชำระหนี้ ซึ่งความรับผิดทางอาญาที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ จึงเป็นเพียงมาตรการเสริมการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเท่านั้น
      
       อีกทั้งจำเลยที่ 1 เป็นเพียงนักธุรกิจ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเมื่อถูกตรวจสอบเรื่องการรับโอนหุ้นก็ยอมรับว่าได้มาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีชื่อเสียงเป็นผู้อิทธิพล ผู้ประกอบอาชีพในทางไม่สุจริต โดยจำเลยที่ 1 เคยรับราชการมาก่อน และสร้างคุณงามความดีให้กับสังคมด้วยการบริจาคเงินจำนวนมากให้กับมูลนิธิไทย คม เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับผู้ที่ด้อยโอกาส
      
       ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 หลาบจำจึงเห็นควรให้ลงโทษปรับด้วย โดยปรับเป็นเงิน 1 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 2 - 3 พิพากษายกฟ้อง

เดอะไทมส์ โดยผู้สื่อข่าว ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่โตเกียว ญี่ปุ่น

หนังสือพิมพ์ เดอะไทมส์ โดยผู้สื่อข่าว ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่โตเกียว ญี่ปุ่น เมื่อ 24 สิงหาคมนี้ และสำนักข่าวทีนิวส์ถอดคำต่อคำออกเผยแพร่

ทักษิณ ขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าสเดอะไทมส์ในโตเกียว
ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ (ขวามือ)

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ : ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้วใช่มั้ยครับสำหรับคุณทักษิณ นับตั้งแต่การเลือกตั้งสิ้นสุดลง (ด้วยชัยชนะของน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)

ทักษิณ ชินวัตร : ค่ำคืนนั้นผ่านมาแล้วครับ

(Q)คุณทักษิณคาดหวังอะไรไว้กับประเทศไทย

(A)ผมคิดว่าประชาชนมีทัศนคติในทางด้านบวกมากขึ้น มีส่วนน้อยยังคงมีทัศนติด้านลบ โดยคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา (ในอดีต) ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เป็น 5 ปีที่ไม่ได้อะไรเลย นอกจากการสร้างภาระและปัญหาและความยากลำบากให้กับประชาชน

(Q)ตอนนี้ถ้าจะพูดว่า คุณทักษิณได้กลับมาแล้วในฐานะนักการเมืองและผู้นำ ถูกต้องใช่มั๊ยครับ?

(A)เขากลับมาด้วยการเมือง แต่ไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือว่าผู้นำ แต่กลับมาด้วยการเมือง

(Q)หมายถึงอะไรครับในทางปฏิบัติ

(A)ในทางปฏิบัติหมายถึง(ประชาชนชาวไทย)เข้าใจผมดีขึ้น คนไทยพูดกันว่า ผมถูกรังแกมานาน เป็นการกลั่นแกล้งและความเข้าใจผิด

(Q)ตอนที่คนไปเลือกตั้งกันเขาไปเลือกคุณทักษิณใช่มั้ยครับ

(A)แค่บางส่วนครับ แต่ทั้งนี้ก็เพราะน้องสาวผม เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ(ในช่วงที่ลงเล่นการเมือง)เธอ ต้องยอมรับความนิยมชิมชอบที่มีในตัวผม

(Q)แต่ว่านี่เป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เขาสนับสนุนคุณทักษิณนะ

(A)ใช่ ใช่

(Q)คุณทักษิณคงอดทนรอไม่ไหวที่จะกลับประเทศไทย

(A)แน่นอนครับ ผมอยากจะกลับเมื่อวานนี้ด้วยซ้ำ แต่ผมรอได้ เพราะว่าผมไม่อยากจะเพิ่มความขัดแย้ง มันเป็นสิ่งที่ผมกลัว ผมไม่รู้ว่าทำไม ศัตรูของผมก็กลัว แน่นอน ผมอ่อนแอมากมาก ผมไม่ได้แข็งแกร่ง

(Q)โดยในหลักการแล้ว ตอนนี้ใครเป็นศัตรูคุณทักษิณ

(A)อ่า! บางทีก็อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมอยากจะปรองดองกับเขา

(Q)คุณทักษิณถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี

(A)ใช่ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

(Q)และก็เป็นเหตุผลด้วยใช่มั๊ยว่าคุณยังไม่กลับประเทศไทยตอนนี้

(A)ใช่ ใช่

(Q)คุณทักษิณจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ

(A)ก็ มีหลายวิธี ถ้าเรามีข้อมูลใหม่ เราสามารถที่จะขอศาลอุทธรณ์ได้ นั่นคือวิธีที่หนึ่ง ส่วนวิธีที่สองก็จะเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง ยกตัวอย่าง เช่น อาจจะเป็นการนิรโทษกรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับผลของการปรองดอง (และก็ขึ้นอยู่กับ) ว่าพวกเขาต้องการผมหรือไม่

ถ้าเขายังต้องการผม ผมก็กลับได้ แต่ถ้าเขาไม่ต้องการ ผมก็โอเค ผมก็เลิกอยู่ในต่างประเทศ

(Q)คุณทักษิณหวังการอภัยโทษมั้ยครับ

(A)อ่า! คุณรู้มั้ยว่ามันเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ มันเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ไปคาดเดาอะไรไม่ได้

(Q)เมื่อไรคุณทักษิณจะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

(A)น้องสาวผมเราห่างกัน 18 ปี (ตามอายุ) (และ) กำลังเป็นนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้เป็นคนรุ่นเดียวกัน ผมอายุ 62 ดังนั้นผม(จะ)ไม่กลับไปเป็นนายกฯอีกครั้ง

(Q)แต่ในเอเชีย อายุ 62 นี่ยังเป็นผู้นำที่หนุ่มมากนะครับ

(A)ถ้าน้องสาวผมไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมก็มีโอกาสเป็น แต่ว่าน้องผมอยู่ที่นั่น ดังนั้นผมต้องปูทางให้กลับคนรุ่นใหม่ และผมก็ให้คำปรึกษา แบ่งปันประสบการณ์ให้ ดีกว่าที่ผมจะไปทำด้วยตัวเอง

(Q)แล้วถ้าเกิดว่าน้องสาวคุณพูดว่า “กรุณารับไป” คุณทักษิณจะตกลงมั๊ย

(A)ไม่ ถ้า(มันเป็น)คำร้องขอของน้องสาวผม ไม่เอา...แต่ถ้าเป็นคำร้องขอจากประชาชน ผมต้องรับเพราะผมเป็นหนี้พวกเขา เป็นหนี้จำนวนมาก เพราะว่าเขาไม่เคยลืมผม และยังคงลงคะแนนให้ผม นั่นแหละ(ทำไม)ผมถึงเป็นหนี้พวกเขา ถ้ามันเป็นคำร้องขอจากประชาชน ผมต้องแสดงออกมาซึ่งความกตัญญูด้วยการรับมันไว้

(Q)ถ้าประชาชนขอร้อง คุณทักษิณเป็นนายกอีกครั้งนะ

(A)ใช่ถูกต้อง แต่ผมไม่อยากไง ถ้ามันไม่จำเป็น

(Q)คุณทักษิณรู้ได้ยังไงว่าประชาชนอยากให้คุณเป็นนายกอีกครั้ง

(A)ธรรมดา! มันรู้ได้หลายวิธี ประชาชนอาจจะขอร้องมา คุณเข้าใจมั๊ย ด้วยจำนวนมากๆ หรือไม่ก็ขอให้ผมไปเลือกตั้งอีกครั้ง และเขาก็ลงคะแนน(ให้ผม) บางทีผมอาจจะลองทดสอบลงไปเลือกตั้งเป็นส.ส. ไม่จำเป็นต้องถึงนายกรัฐมนตรี

(Q)เอาตามความเป็นจริง เมื่อไรที่คุณทักษิณจะสามารถกลับประเทศไทยได้

(A)อยู่ที่ข้อพิสูจน์ว่าผมผิด ซึ่งยังไม่ชัดเจน ผมไม่ยอมรับคำพิพากษา นี่ไม่ใช่อาชญากรรม

(Q)ในเดือนธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา และเป็นวันสำคัญมาก ในโอกาสนี้ คุณทักษิณจะเข้าถวายพระพรแบบส่วนตัวหรือไม่

(A)ปกติผมจะถวายพระพรอยู่แล้ว ผมจะส่งดอกไม้และคำถวายพระพร แต่ไม่ได้เป็นการส่วนตัว

(Q)ในเดือนธันวาคมเอาตามความเป็นจริงนะ เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่คุณทักษิณจะกลับประเทศใช่หรือไม่

(A)(หัวเราะ)ผมพูดไม่ได้ ผมพูดไม่ได้ มันอ่อนไหว

(Q)ใครที่คุณทักษิณใกล้ชิดที่สุดในกองทัพ

(A)ส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นเรียนเดียวกับผม(ในสมัยโรงเรียนเตรียมทหาร)แต่ก็ เกษียณไปหมดแล้ว มีอยู่ส่วนน้อยที่ยังรับราชการอยู่ และหลังจากรุ่นผม ผมก็ไม่รู้จักใคร เพราะผมเลือกเรียนตำรวจ ผมจะรู้จักเฉพาะที่เรียนตำรวจ รู้จักมากกว่าคนในกองทัพ แต่ว่าบางคนเขาก็จะรู้จักผมนะ ส่วนใหญ่เคารพผมและยังเรียกผมว่าพี่

(Q)แล้วคนในกองทัพอยู่ตรงข้ามคุณรึป่าว

(A)ถ้ายังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ ก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ถ้าความไม่เข้าใจนั้นจบกันไป เขาก็จะกลับมาเคารพผมอีกครั้ง เพราะว่าผมอาวุโสกว่า แต่ว่า คนในกองทัพมักจะได้รับข้อมูลผิดๆ ว่าผมต้านสถาบัน ซึ่งมันไม่เป็นความจริง นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญ

(Q)ตอนนี้มีใครในกองทัพมั้ยที่เข้าใจในตัวคุณ

(A)มีหลายคนที่เป็นกุญแจสำคัญยังคงพูดคุยถึงเรื่องผม แล้วก็เห็นใจผม และบางครั้งก็ช่วยเคลียร์ความไม่เข้าใจในตัวผม เป็นคนในกองทัพซึ่งมีความกล้า ที่จะเริ่มเคลียร์(ความไม่เข้าใจ)เพราะเขารู้ว่านี่จะส่งผลเสียต่อประเทศหาก ปล่อยไว้อย่างนี้

(Q)คนเหล่านั้นรับใช้ผู้บัญชาการในกองทัพใช่หรือไม่

(A)ใช่ครับ

(Q)แล้วเมื่อครั้งที่คุณทักษิณได้พูดคุยกับพวกเขา คุณพูดเรื่องอะไรกัน

(A)ปกติผมจะพูดคุยเรื่องคำอวยพรที่มีต่อประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ และผมก็จะอธิบายว่าผมไม่ได้เป็นคนประเภทนั้น เราจบมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร เราถูกฝึกทุกวันให้รักประเทศและสถาบัน

(Q)ผู้อาวุโสในกองทัพเขาหนุนให้คุณทักษิณกลับประเทศมั้ย

(A)ก็ถ้าเพราะข้อพิสูจน์ว่าผมผิดออกมาเป็นแบบนั้น คงจะไม่มีใครอยากให้ผมกลับหรอกครับ

(Q)คุณทักษิณบอกได้มั้ยว่าใครในกองทัพที่ใกล้ชิดและติดต่อกันอยู่

(A)(หัวเราะ)กรุณา อย่า เดี๋ยวพวกเขาจะเดือดร้อน

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ (ผู้บัญชาการกองทัพบก) เขาเปิดเผยแล้วว่า ไม่ได้ชอบคุณ นี่จะเป็นปัญหาต่อประเทศไทยมั้ย

(A)อ่า! คุณรู้มั้ยว่าลักษณะนิสัยของคนในกองทัพนี่ เมื่อคุณมีอำนาจในการบังคับบัญชา คุณจะต้องแสดงออกมาซึ่งภาวะผู้นำ แต่ว่าบางครั้งภาวะผู้นำในความหมายของโลกสมัยใหม่จะต้องแตกต่างจากในอดีต ซึ่งคนในกองทัพยังทำแบบอย่างเช่นในอดีต นั่นก็คือผู้นำต้องแสดงความพร้อมในการต่อสู้ ความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจไม่ว่าอะไรก็ตาม แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่แบบอย่างของผู้นำสมัยใหม่

(Q)อย่างนั้นก็แสดงว่าท่านพลเอกประยุทธ์เป็นคนหัวสมัยเก่า มีทัศนคติก้าวร้าว ล่ะสิ

(A)ใช่ครับ แต่ว่าท่านจะดีขึ้นและดีขึ้นมากกว่านี้ จะดีขึ้นเรื่อยๆ จะมีความเข้าใจดีขึ้นเรื่อยๆ ท่านประยุทธ์ถูกสอนมาโดยรัฐบาลก่อนหน้าว่าให้จัดการและใช้อาวุธปราบปรามประชาชน ตอนนี้ท่านเข้าใจดีขึ้นแล้ว

(Q)ท่าน(พลเอกประยุทธ์)ถูกสอนให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนอย่างนั้นน่ะเหรอ
(A)ใช่ ใช่

(Q)อย่างนั้นท่านก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 53

(A)ใช่ครับ คนตายทั้งหมด รัฐบาลชุดก่อนก็ต้องรับผิดชอบในการออกคำสั่งด้วย


(Q)พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบอย่างนั้นเลยเหรอ

(A)ไม่ใช่แค่ท่านเท่านั้น บรรพบุรุษของท่านด้วย

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องถูกนำตัวมาอธิบายเรื่องนี้ให้ได้ ใช่มั๊ยครับ

(A)ตอนนี้เรากำลังรอผลสรุปจากคณะกรรมการตรองสอบหาความจริงและสร้างความ ปรองดอง ซึ่งมีการเก็บรวบรวมบทสัมภาษณ์ การไต่สวน และหลักฐานที่กองทัพมอบให้กับ DSI และตำรวจ นี่แหละจึงเป้นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้กลัวเรื่องแพ้การเลือกตั้ง เพราะต้องการที่จะปกปิดสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไว้กับประชาชน

(Q)คุณทักษิณกำลังหมายความว่า พวกนั้นมีความผิดฐานอาชญากรรม

(A)ใช่ครับ นี่เป็นอาชญากรรมที่รัฐบาลก่อนหน้ากังวลมาก พวกเขาไม่ได้กังวลว่าจะเป็นฝ่ายค้าน แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ได้ก่อไว้

(Q)แล้วประเทศไทยจะสร้างสมดุลระหว่างความยุติธรรมกับความปรองดองได้อย่างไร

(A)นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก

(Q)อย่างไหนสำคัญกว่า

(A)นั่นแหละจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีการเปิดเผยความจริง ซึ่งเมื่อความจริงเปิดเผยออกมาเราก็ต้องการฟังคำให้การ...คำให้การว่าใคร เป็นเหยื่อ...และเราก็จะกลับมาสู่คำว่ายุติธรรมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความ ปรองดอง

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ ควรได้รับโอกาสให้กลับมาทำงานอีกครั้งมั้ย

(A)เราต้องหาคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะหาคนผิด ดังนั้นตอนนี้เราต้องมาดูว่าเรื่องทั้งหมดจะมีการพิสูจน์ออกมาได้มั้ย

(Q)แล้วถ้ามีการพิสูจน์แล้วว่าท่านประยุทธ์สั่งให้ยิงคนเสื้อแดง อะไรจะเกิดขึ้น

(A)ถ้าพิสูจน์ได้แล้ว ประชาชนเองจะเป็นคนบังคับให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติให้เกิดผล (ตามภาวการณ์เมืองไทย)


ถ้าคุณมองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง และเราชนะถึง 5 ครั้ง และเรามี 6 นายกรัฐมนตรี 4 ใน 6 มาจากฟากเรา และ 2 ใน 6 มาจากฟากของทหาร ผมต้องพูดแบบนั้น 1 คนมาจากการรัฐประหาร 1 คนมาจากในค่ายทหาร

(Q)คุณทักษิณจะสร้างองคมนตรีใหม่มั้ย

(A)(หัวเราะ)นั่นเป็นการตัดสินพระทัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครไปคาดเดาได้

(Q)แล้วถ้าคุณทักษิณได้มีโอกาสเข้าใกล้หละ คุณไม่สนใจเหรอ

(A)(หัวเราะ)เราพูดอะไรไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นการตัดสินพระทัยของพระองค์ท่าน

(Q)ใกล้จะถึงวันครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน ในวันนั้นคุณทักษิณจะทำอะไร


(A)ตัวผมเองคงไม่ทำอะไร เพราะว่าผมไม่ได้เป็นนายกรํฐมนตรี แต่ผมเคยบอกหัวหน้าคณะรัฐประหาร ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพ ผมเคยโทรไปหาเขาหลังรัฐประหารว่า “ผม(เชื่อในความ)เป็นนักกีฬา นั่นหมายถึงเมื่อทุกอย่างจบ ทุกสิ่งจบ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น มันก็เสร็จสิ้น แต่อย่ารังแกผมด้วยการเมือง (ถ้าคุณ) รังแกผมด้วยการเมือง ผมก็จะต่อสู้กลับไปด้วยการเมือง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมเชื่อในคำพูดของผม

แต่เขาทำเยอะเหลือเกิน-เขาตั้งศัตรูของผมมาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ (ในข้อหาคอร์รัปชั่น) พวกนั้นใช้ข้อกล่าวหาเท็จทั้งหมดทำร้ายผม

ดังนั้นในวันครบรอบ 5 ปี รัฐประหารไม่มีความจำเป็นสำหรับผม (จะต้องทำสัญลักษณ์อะไร) เพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว แต่ทว่าอาจจะมีประชาชนออกมาเพื่อแสดง (ความประสงค์) ว่าไม่เอารัฐประหาร-เราเจ็บช้ำมา 5 ปีแล้ว คนอาจจะออกมาเพราะต้องการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย

...พวกเขากลัวว่าผมจะสู้ ก็เลยทำบางอย่าง ให้ผมอยู่นอกประเทศ ริบเงิน อายัดเงิน (ทรัพย์สินทักษิณในประเทศไทย) ไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้ผมอยู่นอกประเทศ แต่นี่ไม่ใช่เหตุของปัญหา แต่เป็นผลกระทบ เพราะว่าประชาชน ไม่ใช่ผม-ประชาชนไม่ชอบความอยุติธรรม ไม่ชอบความเป็นสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นกับคดีการเมือง ประชาชนไม่ชอบและเกลียดสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาทำไม่ได้หรอกที่จะมายับยั้ง(ความนิยม)ด้วยการเอาเงินผมไป หรือทำให้ผมอยู่นอกประเทศไทย มันช่วยอะไรไม่ได้เลย

(Q)คุณทักษิณเข้าใกล้(เงินที่ถูกอายัด)ไว้แล้วหรือยัง หลังจากน้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี

(A)คุณรู้มั้ย ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ถ้ามันเป็นเงินผม มันคงกลับมาเอง แต่ถ้าไม่ใช่ มันก็ไม่กลับมา ผมเชื่อในกรรม ถ้าเงินเหล่านั้นเป็นของผมเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง

(Q)มีแผนไปอังกฤษมั๊ย

(A)มีครับ

(Q)ไปเมื่อไร

(A)ตอนนี้ยังไม่รู้ ขึ้นอยู่กับการออกวีซ่า ในหลักการมันแยกกันแต่กระบวนการกำลังเดินหน้าอยู่ ผมสั่งให้ทนายให้ไปพูดคุยที่สำนักงานออกวีซ่า เพื่อให้เข้าใจเรื่องทั้งหมด และในเวลาเดียวกันเราก็ติดต่อกับทางสถานทูตไว้ด้วย ซึ่งในหลักการเขาก็รู้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด เขามีความเข้าใจดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะยอมรับได้ แต่อาจต้องมีกระบวนการ

(Q)มีตารางเวลาออกมาแล้วหรือยัง-อาจจะเป็นไปดูนัดชิง เอฟเอ คัพ ก็ได้

(A)ก็อาจจะก่อนหน้านั้น(หัวเราะ)ผมอยากไปดูแมนเชสเตอร์ ซิตี้

(Q)ถ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง ตอนนี้คุณทักษิณทำธุรกิจอะไร

(A)ผมทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะทอง แพลตตินั่ม ผมมีเหมืองในอูกานดา แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย ซิมบับเว และก็มีอีกในหลายๆประเทศ ตอนนี้ก็ทำแล้วเช่น เอธิโอเปีย ซูดาน แอฟริกากลาง หลายประเทศ มองโกเลียก็มี

(Q)คุณทักษิณมีทรัพย์สินเท่าไรที่อยู่นอกประเทศไทย

(A)ฟอร์บส(แมกกาซีน)บอกว่า-อะไรนะ?- 900 ล้านดอลลาร์ นั่นก็เป็นผลสำรวจฟอร์บสซึ่งเขาก็พยายามมาถามผมนะ ผมก็บอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ ผมยังไม่ยืนยัน เพราะมันเป็นของลูกและภรรยา ทรัพย์สินผมมีน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าผมทำไมถึงต้องทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะอยู่ เพื่อฐานะการเงิน และเพื่อการเดินทาง

(Q)ตอนที่ผมสัมภาษณ์คุณทักษิณในปี 2552 คุณทักษิณบอกว่ามี 100 ล้านดอลลาร์

(A)เงินสด(ตอนนี้)น้อยกว่านั้น เพราะว่าผมเอาไปลงทุน แต่ว่าทรัพย์สินนี่อาจจะมากหน่อย

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เกาะติดทักษิณอินเจแปน ที่เฟซบุ๊ค Thaksin in JAPAN (by Asia Update)

กระบอกเสียงของกลุ่ม ที่อ้างว่าเป็นกลุ่มขบวนการปลดปล่อยสหรัฐปาตานี-Patani United Liberation Organization(PULO-พูโล) ในการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงรายวันชายแดนใต้

กระบอก เสียงของPULOกล่าวหาว่า อดีตรัฐบาลใช้ศอ.บต.หว่านซื้อมวลชนสารพัด แถมยังกวาดซื้อเสียงหัวละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้ เพื่อเอาชนะอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ศอ.บต.ต้องโดนยุบ และสกัดกั้นนโยบายจัดตั้งนครรัฐปัตตานีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

โดย ปาแด งา มูกอ
ที่มา เว็บไซต์PULO

27 สิงหาคม 2554

ขาประจำชายแดนใต้ ครับ.. วันนี้ขอนำบทความใน http://puloinfo.net/ กระบอกเสียงของกลุ่ม ที่อ้างว่าเป็นกลุ่มขบวนการปลดปล่อยสหรัฐปาตานี-Patani United Liberation Organization(PULO-พูโล) ในการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงรายวันชายแดนใต้

แต่หน่วยงานของรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับไม่ให้ความสนใจซักเท่าไหร่

แต่ผมกลับมองว่า นี่คือ “สงครามไซเบอร์” ของฝ่ายตรงข้าม ที่ก้าวล้ำไปกว่าหน่วยงานภาครัฐ จะจริงเท็จอย่างไร ขบวนการนี้มีจริงหรือไม่ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

แต่ที่สำคัญมากๆก็คือ เว็ป puloinfo ดังกล่าว มันได้เพาะเชื้อ “นักรบไซเบอร์” ให้เกิดขึ้นอย่างมากมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ประเด็นนี้แหล่ะครับ ที่ทำให้ หน่วยงานของรัฐจับทางในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ผิดพลาดมาโดยตลอด (หรือแกล้งโง่ก็ไม่รู้)

เว็ปดังกล่าว ได้ลงบทความติดต่อกัน 2 บทความในเดือน สิงหาคม เหมือนกับเป็นการต้อนรับ รัฐบาลชุดใหม่ และไว้อาลัย รัฐบาลชุดเก่า

แต่เท่าที่สังเกตผู้เขียนบทความที่สองเรื่อง สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นคนไทยแบบเต็มร้อย เพราะปรากฏเห็นการใช้เลขไทย ที่ปัจจุบันหาดูและชมได้ยากมาก

รวมถึงการ “อู้คำเมือง” ตบท้าย ก็ขอฝากชมผู้เขียนบทความดังกล่าว ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มอะไรก็ตามก็อุตส่าห์เขียนไทยได้ขนาดนี้ บทความที่นำมาให้อ่านนี้ ไม่ใช่ว่าจะให้เห็นดีเห็นงามไปด้วยนะครับ เข้าตำรารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งบ่มิพ่าย ลองไปทัศนากันดู

ไปดู บทความแรก เรื่อง ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง (สะกดตามต้นฉบับของเวบพูโลครับ) ลงเผยแพร่เมื่อ 16 สิงหาคม ความว่า...

ด้วยภาวะขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม ธรรมเนียมความไม่รับผิดชอบ หมิ่นศักดิ์ศรีหรือวาทะที่ส่อแสดงถึงความไม่รู้เรื่องของผู้นำรัฐไทยต่อ สถานะภาพของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานียังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน บ่งบอกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพี้นฐาน การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการลอบสังหารชนชาวมลายูปาตานีโดยรัฐไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายปรองดองหลังเลือกตั้งที่รัฐไทยได้ตั้งไว้จึงไร้ความหมายสำหรับชนชาว มลายูปาตานี

หากย้อนกลับไปก่อนประกาศวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวันคือวันที่ 3 พ.ค. 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประณามผู้ก่อเหตุว่าทารุณ โหดร้ายไร้มนุษยธรรมที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงยิงร้านน้ำชาบริเวณบ้านกาโสด บันนังสตา จ.ยะลาที่มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชราและผู้หญิง

แต่ในเมื่อครั้งนี้ชาวบ้านมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวตัวถึงอาชญากร ที่แท้ได้ สามวันต่อมานายสุเทพ (พร้อมด้วยนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาฯศอ.บต.) จำต้องฝืนใจเปิดเผยว่านายธีรพล ปานดำ คนไทยพุทธในพื้นที่มามอบตัวและรับสารภาพแล้ว (ว่าเป็นผู้กระทำผิด)

เช่นเดียวกับกรณีนายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ (คนไทยพุทธในพื้นที่และพรรคพวก) กราดยิงชาวบ้านไอร์ปาแยที่กำลังทำการละหมาดที่มัสยิดอัลฟุรกอน เจาะไอร้อง นราธิวาส (8มิ.ย.52)นั้น (อดีต) ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดาปัดความรับผิดชอบทันทีทันใด (เหมือนๆกับการโยนความผิดไปมั่วที่ไร้ความรับผิดชอบของนายสุเทพที่ได้กล่าว มาแล้วข้างต้น) ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่าง ศาสนา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นข้ออ้างลอยๆไร้เหตุผลและพลิกแพลง

ก่อนที่นายสุทธิรักษ์จะปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ(14ม.ค.53) พล.อ. อนุพงศ์เปิดเผยเมื่อวัน 28 ธ.ค.2552 ว่าเขา(นายสุทธิรักษ์)ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว ซึ่งที่แท้จริงก็คือ หลังก่อคดีเขาได้ไปฝากเนื้อฝากตัวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้ารัฐไทย ชาติพันธุ์เดียวกันที่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯนั่นเอง ทั้งสองกรณีอาชญากรรมที่ยกมานี้มาจากหลายร้อยคดีร้ายแรง (ที่ไม่สามารถชี้แจงทุกกรณีในเนื้อที่อันจำกัดนี้ได้) และผู้ก่อคดีทั้งสองคนคืออดีตอาสาสมัครทหารพรานเอง (ตามที่อ้างโดยรัฐไทย) ที่ปลดประจำการแล้ว

แสดงว่ารัฐไทยใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหา ทั้งๆที่มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและไม่ว่าจะปลดประจำการแล้ว หรือไม่ ทางรัฐไทยมีแต่เพิกเฉยต่อการกระทำของไทยพุทธที่ร้ายกาจไม่ว่าคดีนี้และคดี อื่นๆ ก็เท่ากับว่าคนไทยพุทธที่มาตั้งถิ่นฐานแถวนี้ย่อมมีเอกสิทธิ์และได้รับการ คุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอง มิฉะนั้นคงไม่กล้าบังอาจที่จะก่อเหตุการณ์วิสามัญกรรมเสียเอง และใช้กำลังเกินขอบเขต ซึ่งแท้จริงแล้วกฏหมายไทยมีการประกาศใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงชนชาวมลายูและใบ เบิกทางสำหรับเจ้าหน้ารัฐไทยใช้อำนาจเต็มอัตราอาศัยอำนาจสิทธิพิเศษพ.ร.บ. ฉุกเฉินตามอำเภอใจ

ในเมื่อการกระทำของรัฐไทยที่ผ่านๆมาที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัวเอง การปกครองของรัฐไทย ณ ดินแดนแห่งอดีตรัฐมลายูปาตานีจึงเป็นระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ (arbitrary rule) ไร้ชอบธรรมไปโดยปริยาย และเมื่อเหตุการณ์อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แท้จริงแล้วรัฐไทยเองคือผู้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธาของชนชาวมลายูปาตานีซึ่งก็คือรัฐไทยก็ทำลายความชอบธรรม ของตนเองลงเสียเอง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของสถาบันรัฐไทยตามที่ได้โฆษณาให้ชวนเชื่อไว้นั้น ธาตุแท้ก็คือเต็มไปด้วยความอ่อนแอนั่นเอง

ความสงบสุขก็เสื่อมสลายตามไปด้วยเพราะมัวแต่ใช้ "อำนาจที่ผิดพลาด" แล้วยังหวังที่จะเข้ามาแทนที่ "การยอมรับ" อีกเช่นนั้นหรือ? ตรงกันข้าม ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าในส่วนกลางหรือความรุนแรงใน เขต"ปาตานีรายา"ที่ยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ

เหล่านี้คือผลลัพท์ที่รัฐไทยไม่พร้อมที่จะเข้าใจ ในเมื่อตั้งสติไม่ได้ จึงต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองไปก่อคดีอาญาร้ายแรงก็เหมือนที่ทำ ประเด็นข้างต้นที่ว่าทหารพรานปลดประจำการไปแล้วบ้างหรืออะไรบ้างต่างๆนานา

หารู้ไม่ว่า ชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถเจาะลึกถึงกระบวนการทุจริตและคอรัปชั่นของเจ้าที่รัฐ ไทยในพื้นที่ได้เช่นกัน แบบฟอร์มต่างๆรวมทั้งหมายจับที่เพรียบพร้อมด้วยข้อหายาวเหยียดเสร็จสรรพ มีพร้อม แค่กรอบชื่อทหารพรานหรือชื่อชาวบ้านคนไหนด้วยข้อหาหนักหรือเบา แล้วแต่ใจชอบ

ขนาดแม่บทกฏหมายที่ยกร่างกันเองก็ยังทำลายกันได้ในชั่วพริบตา ประสาอะไรกับแค่กฏระเบียบเบี้ยล่าง จะถือปฎิบัติหรือทำเพิกเฉย จะไปกวาดต้อน เหวี่ยงแห่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดก็ย่อมทำได้ ยิ่งมากยิ่งดีเงินทองจะได้สะพัดเข้ากระเป๋าหนายิ่งขึ้นเท่านั้น จะได้คุ้มกับการที่ได้เสียเงินใต้โต็ะเพื่อจะได้มาซึ่งโอกาสรับตำแหน่งไปโกย ทรัพย์สมบัติ ณ ที่ที่มีขนานนามว่า"จังหวัดชายแดนภาคใต้" เพื่อร่วมขบวนรับส่วยส่วนแบ่งปั่นผลจากงบประมาณมหาศาลที่ส่วนกลางจัดให้และ จากธุรกิจนอกระบบในท้องที่

รวมแล้วเสมือนธุรกิจSMEของฝ่ายมั่นคงของรัฐไทยที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งใน หมู่เจ้าหน้าที่รัฐไทยและนี่คือสาเหตุที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐไทยที่แท้ จริงด้วยน้ำมือนักปกครองที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงและไม่เชิงนิติรัฐแม้แต่น้อย

ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนไม่สามารถปฎิ บัติตนเยี่ยง "นิติรัฐ" ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ "รัฐไทย" ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลงโดยไม่รู้ตัว ในทางปฎิบัติจึงมีแต่การบังคับขู่เข็น เกิดการละเมิดสิทธิ์ต่างๆนานา อย่างเช่นการเกิดการจลาจลในเรื่อนจำนราธิวาสถึงสองครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสอง เดือน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เอาไหนของรัฐไทยในทุกกๆด้าน ถึงจะเป็นนักโทษ แต่หาใช่ว่าสิทธิของความเป็นมนุษย์จะถูดริดรอนไปด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรื้อค้นหาของสิ่งต้องห้ามหรือผิดกฏหมายแล้วทำ คัมภีร์อัล-กุรอานหล่นกับพื้น แทนที่จะรีบๆเก็บตั้งที่เดิม กลับเหยียดหยามเขี่ยด้วยรองเท้า จึงเป็นชนวนการจลาจลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา

ส่วนการจลาจลสองวันระลอกสองเมื่อวันที่ 11-12 ส.ค. 2554 นั้น น่าจะเป็นกลอุบายของฝ่ายเรือนจำเองมากกว่าเพื่อจะร้องเรียนไปยังรัฐบาลใหม่ ทางอ้อมในการของบประมาณเพื่อย้ายไปสร้างเรือนจำที่แห่งใหม่ที่ได้คาราคาซัง มาตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ

แต่นักโทษต้องรับกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียบาดเจ็บล้มตายแทน อีกอย่าง ถ้าเพียงแค่การตรวจตราตามปกติ ทำไมถึงขนาดต้องไปเกณท์รปภ.เรือนจำจากสงขลาด้วย และกับชุมชนสังคมเรือนจำขนาดเล็กแค่ประมาณ 1200 คน ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ แถมปล่อยปละละเลยเกิดสาระพัดปัญหา แล้วรัฐไทยจะมีปัญญาที่ไหนที่จะสามารถประกันความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพชนชาวมลายูปาตานีทั้งมวลได้?

และในเมื่อชนชาวมลายูปาตานีลุกฮือต่อสู้ตอบโต้ทุกรูปแบบและทวีคูณที่นำสู่การสูญเสียแก่รัฐไทยไม่น้อย ใน
ขณะเดียวกัน กระบวนการศึกษาสถานการณ์ในภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติแบบ ยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีมากขึ้นและหลากหลาย ประชาพิจารณ์ในหลายๆเวทีทั้งในภาคเอกชน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนพรรคการเมืองต่างๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อพล อ.ชวลิตเสนอความคิดเขตปกครองพิเศษในนาม"นครปัตตานี"เป็นนโยบายของพรรคเพื่อ ไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามพลักดัน พ.ร.บ.กฏหมายว่าด้วยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.ให้ ผ่านทั้งสองสภาของรัฐไทย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งนโยบาย"นครปัตตานี"และพ.ร.บ.ศอ.บต. ก็คือส่วนหนึ่งมาจากการประชาพิจารณ์และผลสะท้อนของคนบางกลุ่ม บวกกับแนวทางของรัฐบาล(อภิสิทธฺ์)ที่สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่พอจะสนองตอบ ความต้องการของคนท้องที่บางกลุ่มซึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้นที่ เป็นประโยชน์แก่รัฐไทยอย่างท้วมท้น

เพราะโดยรวมแล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆมันสิ้นสุดอยู่ที่การขยายอำนาจรัฐไทยใน อีกรูปแบบหนึ่งที่เสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากทฤษฏีล้มเหลวที่รัฐไทยเคยปฎิ บัติมาในอดีต มาเป็นโครงสร้างใหม่เพื่อสร้างปัญหาในอนาคตอันไกลต่อไป เพราะมิได้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชนส่วนใหญ่ของชนชาวมลายูปา ตานีที่รัฐไทยเองยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ ถึงสิทธิและชาติพันธุ์มลายู-อิสลาม และการไม่ให้มีพื้นที่สำหรับแตกต่างหลากหลายอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ด้วยกันนี้

กอปรด้วยความรุนแรงที่รัฐไทยก่อสะสมปัญหาขึ้นเองจนทุกวันนี้นี้เอง ที่จะไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฏาคมที่แล้ว ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่เก้าอี้เดียวในเขตปาตานีรายา "นครแห่งสันติ" ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กลับประสบชัยชนะขาดลอยเพราะอยู่ในช่วงโอกาสที่ดี และเหมาะเจาะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งถือกำเนิด พ.ร.บ. ศอ.บต.และได้ใช้ศอ.บต.เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าอีกทอดหนึ่งในทางอ้อมที่มี กำนันและผู้ใหญ่บ้านตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล/ท้องถิ่น ช่วยเป็นผู้ประสานงานไปยังหัวคะแนน

และการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทุจริตซี้อคะแนนอย่างแนบเนียนในขณะปฎิบัต ิหน้าซึ่งเป็นการยากที่กรรมการการเลือกตั้งจะเอาผิดได้ เพราะในหลายกรณีก็มีการทุจริตทับซ้อนไปในรูปของโครงการพัฒนาตามนโยบายรัฐไทย ที่กุมบังเหียนโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้ว่าราชการใน 5 จังหวัด เป็นอีกแขนงหนึ่งของขบวนการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐไทยที่ผุดขึ้นมาใหม่เพิ่อ ผสมโรงกับฝ่ายความมั่นคงที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ที่คอยแต่จ้องแทะเศษเนื้อ ที่กระจัดกระจายทั่วๆไปมานานนับปี

และเนื่องด้วยพรรคประชาธิปัตย์ชนะขาดลอยในเขตปาตานีรายา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่ากลุ่มชนที่ลงคะแนนด้วยเม็ดเงินที่ หว่านซื้อโดยหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เอาด้วยกับนโยบายเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทย และอีกนัยยะหนึ่งก็อาจจะเป็นข้ออ้างแก่พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ว่า ในเมื่อเขาไม่เลือกเราก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามสัญญาตอนหาเสียงว่า จะประกาศเขตปกครองพิเศษในเขตปาตานีรายา และจะยุบศอ.บต.ด้วย

ทั้งนี้ ในสภาพการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในขณะที่ชนชาวมลายูปาตานีไม่แยแสกับสัญญาประชาคมอันนี้ แต่ฝ่ายที่กลับร้อนเนื้อร้อนตัวแทนกลับเป็น ศอ.บต.ถึงขนาดประชุมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 และตั้งกระทู้ถามความชัดเจนสถานะพวกเขาต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า จะยุบอีกครั้งหรือไม่ หรือว่าที่อยากจะอยู่ทำภารกิจต่อเพราะยังไม่สะใจที่จะทำให้สังคมมลายูปาตานี รายาเละเทะบุสลายไปมากกว่านี้

ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยิ่งชุกชุมทุกซอกทุกมุม ก็มีเจ้าน้าที่สายศอ.บต.หรือท้องถิ่นบางหน่วยนั่นเองที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กับการที่กลุ่มเครือข่าย อบต./ท้องถิ่นลับลอบค้ายาเสพติดเอง ขนาดในย่านตลาดเก่าในต้วเมืองยะลามีผู้ค้ารายย่อยอย่างน้อง 30 ราย (ประมาณการณ์ว่าซอยละ 1 หรือ 2 ราย) บางกลุ่มที่ทนดูไม่ได้กับสภาพสังคมที่เลวร้าย ถึงอยากให้มีการใช้นโยบายปราบปรามขั้นเด็ดขาดเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ

อันนี้ยิ่งไปใหญ่ ยิ่งทำให้อำนาจวิสามัญกรรมแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยเกินไปกว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินเสียอีก ชนชาวมลายูปาตานีจะมิอาจอนุโลมรัฐไทยทำลายล้างอนุชนรุ่นนี้ด้วยประการทั้ง ปวงอีกต่อไป

การที่รัฐไทยประสบความผลสำเร็จในการทำให้สังคมมลายูปาตานียากจนลงและเยาวชน ด้อยการศึกษาในอดีตเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแล แล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้อที่ 13 ความว่า.
"เร่ง นำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากรและปรับปรุง บูรณาการการบริหารจัดการทั้งปวงตามแนวพระราชดำริพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของศาสนาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย พร้อมอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง"
นั้น หรือคือยาขนานแท้ชนิดใหม่ที่จะนำมาปฎิบัติใช้หรือเพียงแค่เหล้าเก่าในขวด ใหม่เพื่อซื้อเวลาซื้อใจเพื่อมอมเมาชนชาวมลายูปาตานีอีกต่อไป?

จริงหรือที่ว่าจะคืนความยุติธรรมให้ เสมือนว่าความอยุติธรรมของรัฐไทยในอดีตต่อชนชาวมลายูปาตานีซึ่งเป็นผู้ ถูกกระทำด้วยวีธีทางรุนแรงต่างๆนานามาตลอดตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณจนถึง รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เพิ่งวางมือลงนั้น ผิดพลาดมาตลอดและเพียงพอแล้ว (หรือยังไม่เพียงพออีกเพราะยังมีแผนการอื่นที่จะสานต่อ) และที่ว่าจะไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข(สิ่งผิดพลาดทั้งปวง)

นั้นหรือคือความพร้อมที่จริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะหันหน้าเข้าหากันในการแก้ป้ญหาแบบถาวร ยั่งยืนและเป็นธรรม

บทความที่สอง เรื่อง สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" เผยแพร่เมื่อ 25 สิงหาคม

ถ้าหากว่ารัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐใน"จังหวัดชายแดนภาคใต้"รู้จักกับนิยามของ คำว่า "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา"ในความหมายที่แคบๆด้วยความเข้าใจอย่างตื้นๆผิวเผิน แค่รู้ว่าที่นั่นพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายู แต่งกายแบบอิสลาม แล้วพยายามเข้าถึงด้วยการเยี่ยมเยียนแสดงไมตรีจิต และอัธยาศัยที่ดี ยื่นมือช่วยเหลือพัฒนาเขาไว้บ้างหากโอกาสอำนวย

แต่ด้วยความหยิ่งและทรนงหลังหลอกของรัฐไทยที่รู้ๆกันนั้น ไม่มีวันเข้าถึงพริกถึงขิงแน่นอน

ประการแรกอันเนื่องมาจากรัฐไทยถูกครอบงำด้วยชาตินิยมจอมปลอมและสุดโต่ง ยึดมั่นอยู่กับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ยอมเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ความคิดแบบนี้เท่านั้นที่ยังไม่หมดไป

หากแต่รัฐไทยก็ยังคาดหวังการยอมรับจากชนชาวมลายูปาตานีเสียด้วยซ้ำ ปาตานีดารุสซาลามที่ยังอยู่ในความปกครองของรัฐไทย ที่จริงๆแล้วหมดความชอบธรรมมาเนิ่นนานแล้วนั้น กลายเป็นแค่สถานที่กำจัดขยะของรัฐไทยเสมอมา ณ จุดนี้ รัฐไทยน่าจะเข้าใจแล้วว่าข้อนี้ชนชาวมลายูปาตานียังตระหนักดีอยู่เสมอ

ชนชาวมลายูปาตานีที่กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากอุ้งมือของทรราชรัฐไทย ในขณะนี้ อยู่ในภาวะการณ์ที่คล้ายๆกับรัฐไทยครั้นในนาม "สยามเทศ"ที่ต้องต่อสู้ปลดแอกจากการอยู่ภายใต้การปกครองของเขมร(ก่อนก่อตั้ง นครรัฐสุโขทัย)

การต่อสู้กอบกู้เอกราชจากพม่าถึง ๒ ครั้ง และขบวนการใต้ดิน"เสรีไทย"ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือเหล่าชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่รัฐไทย(ใหม่)ภูมิใจตนเอง

แต่กับชนชาวมลายูปาตานีกลับปฎิบัติตนเยี่ยงเจ้าอาณานิคมตราบเท่าทุกวันนี้ โดยมีศูนย์บัญชาการอาณานิคมที่ยะลาที่รู้จักกันในนาม "ศอ.บต."

นับตั้งแต่ผนวกดินแดนปาตานีเมื่อปี ๑๙๐๒ รัฐไทยมิได้แค่อ้างเรื่องสิทธิ อำนาจอธิปไตยที่มิชอบเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้อ้างถึงดินแดนยึดครองแถบนี้คุ้มครองโดยพระสยามเทวาธิราชอีกด้วย

ซึ่งท้าทายความเชื่อถือทางศาสนาอิสลามของชนชาวปาตานีอย่างชัดเจน และความเชื่อผิดๆนี้เองที่ผสมผสานกับการหลงไหลในชาตินิยมสุดโต่งที่เป็น เสมือนธรรมเนียมถือปฎิบัติบรรดาข้าราชการที่อนุโลมกระทำตนเป็นขุนศึกขุนนาง และศักดินา ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขมเหงรังแกและดูถูกเหยียดหยามชนชาวมลายูปาตานีและการแสวงหายศฐานะและผล ประโยชน์กันเองอีกทางหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจที่ก้าวสู่ตำแหน่งหน้าที่แบบก้าวกระโดดต่างก็ยึดหากินบนเลือดเนื้อและ ชีวิตของชนชาวมลายูปาตานีเป็นเดิมพัน

ล่าสุดอดีตวีระบุรุษของรัฐไทยอย่าง"จ่าเพียร"ก็เคยป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจ ที่ได้เข่นฆ่าเยาวชนปาตานีถึง ๒๓ คนก่อนที่เขาเองจะถึงจุดจบ

ความเป็นนิติรัฐจึงไม่เกิดขึ้นกับชนชาวปาตานี แต่กับชนชาติพันธุ์เดียวกัน ถึงจะมีคดีติดตัวฐานกบฏหรือผู้ก่อการร้ายก็มีอภิสิทธุ์ได้ดิบได้ดีถึงฝ่าย นิติบัญญัติ และในเมื่อได้มาเจอกับปัญหาปาตานีก็ต่อเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่างๆทั้งข้า ราชการประจำ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ โดยไม่เคยสัมผัสกับความรับผิดชอบผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเสมอภาคและให้ เกียรติ

ไม่ว่าจะมาจากอบรมสั่งสอนจากสถาบันรัฐเอง หรือสังคมตั้งอยู่บนฐานความจริง ชนชาวมลายูปาตานีจึงได้เจอกับนักปกครองที่แปลกหน้าไม่สิ้นสุด

แต่วันนี้ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะประกาศนโยบายต่อรัฐสภารัฐไทย ชนชาวมลายูปาตานีจะสามารถวัดปรอทความเข้าใจของรัฐบาลชุดนี้ว่า ในสายตาพวกเขา ชนชาวมลายูปาตานีอยู่ในสถานะอะไร หรือว่า จะ เหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ดำเนินการตามแผนซ้อนแผนของรัฐไทยที่กวาดซื้อเสียงละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้เพื่อที่จะสกัด กั้นนโยบายของพรรคเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามที่จะประกาศเขตปกครองพิเศษ หรือว่า จะเหมือนรัฐบาลทักษิณ ที่มีทั้งละเมิดสิทธิ์และเคยประกาศที่จะพัฒนาปาตานีดารุสซาลามด้วยงบแสนล้าน หลังประชุมคณะรัฐบาลเคลื่อนที่ที่นราธิวาส ผลสุดท้ายก็แค่สร้างเศรษฐีเงินล้านแก่บริวาร

หรือความเข้าใจแบบ พล.ท.อุดมชัย แม่ทัพภาค 4 ที่อ้างว่า ชนชาวมลายูปาตานีที่ต่อต้านรัฐไทยตอนนี้มีแค่ระหว่าง ๗๐๐๐-๑๐๐๐๐ คน โดยหารู้ไม่ว่าจำนวนนี้คือหน่วยปฎิบัติการที่น่าจะเพียงพอที่จะพิทักษ์คุ้ม ครองชนชาวปาตานี ๒-๓ ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าทหารเกณท์รัฐไทยที่มีแค่ไม่ถึง ๒ แสนต่อประชากร ๖๓ ล้านกว่า

ปัญญารัฐไทยมีเพียงเท่านี้หรือ ที่จะเทียบกับปัญญาชนปาตานีที่รอบรู้อย่างน้อย ๔ ภาษา เพราะฉะนั้นท่านพิจารณาตนเองก็แล้วกันว่าใครน่าจะได้รับการพัฒนาก่อน

แล้วท่านจะเข้าถึงชุมชนมลายูได้อย่างไรในเมื่อท่านรู้แต่ภาษาเงิน บ่ฮู้ภาษาใจ แม้แต่น้อย
******
ครับแม้ว่าข้อความจากบทความข้างต้นของเวบไซต์พูโลจะเป็นข้อความ ทำนองpropaganda หรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่ก็มี"มูล"ที่รัฐบาลชุดใหม่น่าจะลองไปศึกษาดูน่ะครับ เพราะมีข้อคิดอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์.........

โดยเฉพาะที่ว่าพรรคแมงสาบวางยาไว้เพียบ ใช้ทั้งซื้อเสียงทั้งซื้อมวลชนข่มขู่สารพัด เพื่อยึดเสียงไว้ให้ได้หมด จะได้ทำแท้งนโยบายนครรัฐปัตตานี

สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา



ถ้าหากว่ารัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐ ใน"จังหวัดชายแดนภาคใต้"รู้จักกับนิยามของคำว่า"เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา"ในความหมายที่แคบๆด้วยความเข้าใจอย่างตื้นๆผิวเผินแค่รู้ ว่าที่นั่นพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายู แต่งกายแบบอิสลาม แล้วพยายามเข้าถึงด้วยการเยี่ยมเยียนแสดงไมตรีจิตและอัธยาศัยที่ดี ยื่นมือช่วยเหลือพัฒนาเขาไว้บ้างหากโอกาสอำนวย แต่ด้วยความหยิ่งและทรนงหลังหลอกของรัฐไทยที่รู้ๆกันนั้น ไม่มีวันเข้าถึงพริกถึงขิงแน่นอน

ประการแรกอันเนื่องมาจากรั

ฐไทยถูกครอบงำด้วยชาตินิยมจอมปลอมและสุดโต่ง ยึดมั่นอยู่กับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ยอมเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ความคิดแบบนี้เท่านั้นที่ยังไม่หมดไป หากแต่รัฐไทยก็ยังคาดหวังการยอมรับจากชนชาวมลายูปาตานีเสียด้วยซ้ำ ปาตานีดารุสซาลามที่ยังอยู่ในความปกครองของรัฐไทยที่จริงๆแล้วหมดความชอบธรรมมาเนิ่นนานแล้วนั้น กลายเป็นแค่สถานที่กำจัดขยะของรัฐไทยเสมอมา ณ จุดนี้ รัฐไทยน่าจะเข้าใจแล้วว่าข้อนี้ชนชาวมลายูปาตานียังตระหนักดีอยู่เสมอ




ชนชาวมลายูปาตานีที่กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากอุ้งมือของทรราชรัฐไทยในขณะนี้ อยู่ในภาวะการณ์ที่คล้ายๆกับรัฐไทยครั้นในนาม "สยามเทศ"ที่ต้องต่อสู้ปลดแอกจากการอยู่ภายใต้การปกครองของเขมร(ก่อนก่อตั้งนครรัฐสุโขทัย) การต่อสู้กอบกู้เอกราชจากพม่าถึง ๒ ครั้ง และขบวนการใต้ดิน"เสรีไทย"ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือเหล่าชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่รัฐไทย(ใหม่)ภูมิใจตนเอง แต่กับชนชาวมลายูปาตานีกลับปฎิบัติตนเยี่ยงเจ้าอาณานิคมตราบเท่าทุกวันนี้  โดยมีศูนย์บัญชาการอาณานิคมที่ยะลาที่รู้จักกันในนาม "ศอ.บต."




นับตั้งแต่ผนวกดินแดนปาตานีเมื่อปี ๑๙๐๒ รัฐไทยมิได้แค่อ้างเรื่องสิทธิ อำนาจอธิปไตยที่มิชอบเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้อ้างถึงดินแดนยึดครองแถบนี้คุ้มครองโดยพระสยามเทวาธิราชอีกด้วย ซึ่งท้าทายความเชื่อถือทางศาสนาอิสลามของชนชาวปาตานีอย่างชัดเจนและความเชื่อผิดๆนี้เองที่ผสมผสานกับการหลงไหลในชาตินิยมสุดโต่งที่เป็นเสมือนธรรมเนียมถือปฎิบัติบรรดาข้าราชการที่อนุโลมกระทำตนเป็นขุนศึกขุนนางและศักดินา ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขมเหงรังแกและดูถูกเหยียดหยามชนชาวมลายูปาตานีและการแสวงหายศฐานะและผลประโยชน์กันเองอีกทางหนึ่ง




จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจที่ก้าวสู่ตำแหน่งหน้าที่แบบก้าวกระโดดต่างก็ยึดหากินบนเลือดเนื้อและชีวิตของชนชาวมลายูปาตานีเป็นเดิมพัน ล่าสุดอดีตวีระบุรุษของรัฐไทยอย่าง"จ่าเพียร"ก็เคยป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจที่ได้เข่นฆ่าเยาวชนปาตานีถึง ๒๓ คนก่อนที่เขาเองจะถึงจุดจบ ความเป็นนิติรัฐจึงไม่เกิดขึ้นกับชนชาวปาตานี แต่กับชนชาติพันธุ์เดียวกัน ถึงจะมีคดีติดตัวฐานกบฏหรือผู้ก่อการร้ายก็มีอภิสิทธุ์ได้ดิบได้ดีถึงฝ่ายนิติบัญญัติ และในเมื่อได้มาเจอกับปัญหาปาตานีก็ต่อเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่างๆทั้งข้าราชการประจำ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ โดยไม่เคยสัมผัสกับความรับผิดชอบผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเสมอภาคและให้เกียรติไม่ว่าจะมาจากอบรมสั่งสอนจากสถาบันรัฐเองหรือสังคมตั้งอยู่บนฐานความจริง ชนชาวมลายูปาตานีจึงได้เจอกับนักปกครองที่แปลกหน้าไม่สิ้นสุด   




แต่วันนี้ ที่๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะประกาศนโยบายต่อรัฐสภารัฐไทย ชนชาวมลายูปาตานีจะสามารถวัดปรอดความเข้าใจของรัฐบาลชุดนี้ว่าในสายตาพวกเขา ชนชาวมลายูปาตานีอยู่ในสถานะอะไร หรือว่าจะเหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้วที่ดำเนินการตามแผนซ้อนแผนของรัฐไทยที่กวาดซื้อเสียงละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้เพื่อที่จะสกัดกั้นนโยบายของพรรคเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามที่จะประกาศเขตปกครองพิเศษ หรือว่าจะเหมือนรัฐบาลทักษิณ ที่มีทั้งละเมิดสิทธิ์และเคยประกาศที่จะพัฒนาปาตานีดารุสซาลามด้วยงบแสนล้านหลังประชุมคณะรัฐบาลเคลื่อนที่ที่นราธิวาส ผลสุดท้ายก็แค่สร้างเศรษฐีเงินล้านแก่บริวาร  




หรือความเข้าใจแบบพล.ท.อุดมชัยที่อ้างว่าชนชาวมลายูปาตานีที่ต่อต้านรัฐไทยตอนนี้มีแค่ระหว่าง ๗๐๐๐-๑๐๐๐๐ คนโดยหารู้ไม่ว่าจำนวนนี้คือหน่วยปฎิบัติการที่น่าจะเพียงพอที่จะพิทักษ์คุ้มครองชนชาวปาตานี ๒-๓ ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าทหารเกณท์รัฐไทยที่มีแค่ไม่ถึง ๒ แสนต่อประชากร ๖๓ ล้านกว่า




ปัญญารัฐไทยมีเพียงเท่านี้หรือที่จะเทียบกับปัญญาชนปาตานีที่รอบรู้อย่างน้อย ๔ ภาษา เพราะฉะนั้นท่านพิจารณาตนเองก็แล้วกันว่าใครน่าจะได้รับการ พัฒนาก่อน แล้วท่านจะเข้าถึงชุมชนมลายูได้อย่างไรในเมื่อท่านรู้แต่ภาษาเงิน

ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง




ด้วยภาวะขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม ธรรมเนียมความไม่รับผิดชอบ หมิ่นศักดิ์ศรีหรือวาทะที่ส่อแสดงถึงความไม่รู้เรื่องของผู้นำรัฐไทยต่อ สถานะภาพของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานียังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน บ่งบอกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพี้นฐาน การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการลอบสังหารชนชาวมลายูปาตานีโดยรัฐไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายปรองดองหลังเลือกตั้งที่รัฐไทยได้ตั้งไว้จึงไร้ความหมายสำหรับชนชาว มลายูปาตานี

หากย้อนกลับไปก่อนประกาศวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวันคือวันที่ 3 พ.ค. 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประณามผู้ก่

อเหตุว่าทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรมที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงยิงร้านน้ำชาบริเวณบ้านกาโสด บันนังสตา จ.ยะลาที่มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชราและผู้หญิง แต่ในเมื่อครั้งนี้ชาวบ้านมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวตัวถึงอาชญากร ที่แท้ได้ สามวันต่อมานายสุเทพ (พร้อมด้วยนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาฯศอ.บต.) จำต้องฝืนใจเปิดเผยว่านายธีรพล ปานดำ คนไทยพุทธในพื้นที่มามอบตัวและรับสารภาพแล้ว (ว่าเป็นผู้กระทำผิด) เช่นเดียวกับกรณีนายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ (คนไทยพุทธในพื้นที่และพรรคพวก) กราดยิงชาวบ้านไอร์ปาแยที่กำลังทำการละหมาดที่มัสยิดอัลฟุรกอน เจาะไอร้อง นราธิวาส (8มิ.ย.52)นั้น (อดีต) ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดาปัดความรับผิดชอบทันทีทันใด (เหมือนๆกับการโยนความผิดไปมั่วที่ไร้ความรับผิดชอบของนายสุเทพที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่างศาสนาซึ่งแท้จริงแล้วเป็นข้ออ้างลอยๆไร้เหตุผลและพลิกแพลง ก่อนที่นายสุทธิรักษ์จะปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ(14ม.ค.53) พล.อ. อนุพงศ์เปิดเผยเมื่อวัน 28 ธ.ค.2552 ว่าเขา(นายสุทธิรักษ์)ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว ซึ่งที่แท้จริงก็คือ หลังก่อคดีเขาได้ไปฝากเนื้อฝากตัวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้ารัฐไทยชาติพันธุ์เดียวกันที่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯนั่นเอง ทั้งสองกรณีอาชญากรรมที่ยกมานี้มาจากหลายร้อยคดีร้ายแรง (ที่ไม่สามารถชี้แจงทุกกรณีในเนื้อที่อันจำกัดนี้ได้) และผู้ก่อคดีทั้งสองคนคืออดีตอาสาสมัครทหารพรานเอง (ตามที่อ้างโดยรัฐไทย) ที่ปลดประจำการแล้ว แสดงว่ารัฐไทยใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหา ทั้งๆที่มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและไม่ว่าจะปลดประจำการแล้วหรือไม่ ทางรัฐไทยมีแต่เพิกเฉยต่อการกระทำของไทยพุทธที่ร้ายกาจไม่ว่าคดีนี้และคดีอื่นๆ ก็เท่ากับว่าคนไทยพุทธที่มาตั้งถิ่นฐานแถวนี้ย่อมมีเอกสิทธิ์และได้รับการคุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอง มิฉะนั้นคงไม่กล้าบังอาจที่จะก่อเหตุการณ์วิสามัญกรรมเสียเองและใช้กำลังเกินขอบเขต ซึ่งแท้จริงแล้วกฏหมายไทยมีการประกาศใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงชนชาวมลายูและใบเบิกทางสำหรับเจ้าหน้ารัฐไทยใช้อำนาจเต็มอัตราอาศัยอำนาจสิทธิพิเศษพ.ร.บ.ฉุกเฉินตามอำเภอใจ 


ในเมื่อการกระทำของรัฐไทยที่ผ่านๆมาที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัวเอง การปกครองของรัฐไทย ณ ดินแดนแห่งอดีตรัฐมลายูปาตานีจึงเป็นระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ (arbitrary rule) ไร้ชอบธรรมไปโดยปริยาย และเมื่อเหตุการณ์อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แท้จริงแล้วรัฐไทยเองคือผู้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธาของชนชาวมลายูปาตานีซึ่งก็คือรัฐไทยก็ทำลายความชอบธรรมของตนเองลงเสียเอง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของสถาบันรัฐไทยตามที่ได้โฆษณาให้ชวนเชื่อไว้นั้น ธาตุแท้ก็คือเต็มไปด้วยความอ่อนแอนั่นเอง ความสงบสุขก็เสื่อมสลายตามไปด้วยเพราะมัวแต่ใช้ "อำนาจที่ผิดพลาด" แล้วยังหวังที่จะเข้ามาแทนที่ "การยอมรับ" อีกเช่นนั้นหรือ? ตรงกันข้าม ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าในส่วนกลางหรือความรุนแรงในเขต"ปาตานีรายา"ที่ยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ เหล่านี้คือผลลัพท์ที่รัฐไทยไม่พร้อมที่จะเข้าใจ ในเมื่อตั้งสติไม่ได้ จึงต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองไปก่อคดีอาญาร้ายแรงก็เหมือนที่ทำประเด็นข้างต้นที่ว่าทหารพรานปลดประจำการไปแล้วบ้างหรืออะไรบ้างต่างๆนานา หารู้ไม่ว่า ชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถเจาะลึกถึงกระบวนการทุจริตและคอรัปชั่นของเจ้าที่รัฐไทยในพื้นที่ได้เช่นกัน แบบฟอร์มต่างๆรวมทั้งหมายจับที่เพรียบพร้อมด้วยข้อหายาวเหยียดเสร็จสรรพ มีพร้อม แค่กรอบชื่อทหารพรานหรือชื่อชาวบ้านคนไหนด้วยข้อหาหนักหรือเบา แล้วแต่ใจชอบ ขนาดแม่บทกฏหมายที่ยกร่างกันเองก็ยังทำลายกันได้ในชั่วพริบตา ประสาอะไรกับแค่กฏระเบียบเบี้ยล่าง จะถือปฎิบัติหรือทำเพิกเฉย จะไปกวาดต้อน เหวี่ยงแห่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดก็ย่อมทำได้ ยิ่งมากยิ่งดีเงินทองจะได้สะพัดเข้ากระเป๋าหนายิ่งขึ้นเท่านั้น จะได้คุ้มกับการที่ได้เสียเงินใต้โต็ะเพื่อจะได้มาซึ่งโอกาสรับตำแหน่งไปโกยทรัพย์สมบัติ ณ ที่ที่มีขนานนามว่า"จังหวัดชายแดนภาคใต้" เพื่อร่วมขบวนรับส่วยส่วนแบ่งปั่นผลจากงบประมาณมหาศาลที่ส่วนกลางจัดให้และจากธุรกิจนอกระบบในท้องที่ รวมแล้วเสมือนธุรกิจSMEของฝ่ายมั่นคงของรัฐไทยที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐไทยและนี่คือสาเหตุที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐไทยที่แท้จริงด้วยน้ำมือนักปกครองที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงและไม่เชิงนิติรัฐแม้แต่น้อย

ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนไม่สามารถปฎิบัติตนเยี่ยง "นิติรัฐ" ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ "รัฐไทย" ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลงโดยไม่รู้ตัว ในทางปฎิบัติจึงมีแต่การบังคับขู่เข็น เกิดการละเมิดสิทธิ์ต่างๆนานา อย่างเช่นการเกิดการจลาจลในเรื่อนจำนราธิวาสถึงสองครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เอาไหนของรัฐไทยในทุกกๆด้าน ถึงจะเป็นนักโทษ  แต่หาใช่ว่าสิทธิของความเป็นมนุษย์จะถูดริดรอนไปด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรื้อค้นหาของสิ่งต้องห้ามหรือผิดกฏหมายแล้วทำคัมภีร์อัล-กุรอานหล่นกับพื้น แทนที่จะรีบๆเก็บตั้งที่เดิม กลับเหยียดหยามเขี่ยด้วยรองเท้า จึงเป็นชนวนการจลาจลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา ส่วนการจลาจลสองวันระลอกสองเมื่อวันที่ 11-12 ส.ค. 2554 นั้น น่าจะเป็นกลอุบายของฝ่ายเรือนจำเองมากกว่าเพื่อจะร้องเรียนไปยังรัฐบาลใหม่ทางอ้อมในการของบประมาณเพื่อย้ายไปสร้างเรือนจำที่แห่งใหม่ที่ได้คาราคาซังมาตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ แต่นักโทษต้องรับกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียบาดเจ็บล้มตายแทน อีกอย่าง ถ้าเพียงแค่การตรวจตราตามปกติ ทำไมถึงขนาดต้องไปเกณท์รปภ.เรือนจำจากสงขลาด้วย และกับชุมชนสังคมเรือนจำขนาดเล็กแค่ประมาณ 1200 คน ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ แถมปล่อยปละละเลยเกิดสาระพัดปัญหา แล้วรัฐไทยจะมีปัญญาที่ไหนที่จะสามารถประกันความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพชนชาวมลายูปาตานีทั้งมวลได้?     
  
และในเมื่อชนชาวมลายูปาตานีลุกฮือต่อสู้ตอบโต้ทุกรูปแบบและทวีคูณที่นำสู่การสูญเสียแก่รัฐไทยไม่น้อย ในขณะเดียวกัน กระบวนการศึกษาสถานการณ์ในภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติแบบยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีมากขึ้นและหลากหลาย ประชาพิจารณ์ในหลายๆเวทีทั้งในภาคเอกชน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนพรรคการเมืองต่างๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อพล อ.ชวลิตเสนอความคิดเขตปกครองพิเศษในนาม"นครปัตตานี"เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามพลักดัน พ.ร.บ.กฏหมายว่าด้วยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.ให้ผ่านทั้งสองสภาของรัฐไทย ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งนโยบาย"นครปัตตานี"และพ.ร.บ.ศอ.บต. ก็คือส่วนหนึ่งมาจากการประชาพิจารณ์และผลสะท้อนของคนบางกลุ่มบวกกับแนวทางของรัฐบาล(อภิสิทธฺ์)ที่สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่พอจะสนองตอบความต้องการของคนท้องที่บางกลุ่มซึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้นที่เป็นประโยชน์แก่รัฐไทยอย่างท้วมท้นเพราะโดยรวมแล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆมันสิ้นสุดอยู่ที่การขยายอำนาจรัฐไทยในอีกรูปแบบหนึ่งที่เสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากทฤษฏีล้มเหลวที่รัฐไทยเคยปฎิบัติมาในอดีตมาเป็นโครงสร้างใหม่เพื่อสร้างปัญหาในอนาคตอันไกลต่อไปเพราะมิได้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชนส่วนใหญ่ของชนชาวมลายูปาตานีที่รัฐไทยเองยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการถึงสิทธิและชาติพันธุ์มลายู-อิสลาม และการไม่ให้มีพื้นที่สำหรับแตกต่างหลากหลายอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกันนี้ กอปรด้วยความรุนแรงที่รัฐไทยก่อสะสมปัญหาขึ้นเองจนทุกวันนี้นี้เอง ที่จะไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่ายๆ




จึงไม่แปลกที่ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฏาคมที่แล้ว ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่เก้าอี้เดียวในเขตปาตานีรายา "นครแห่งสันติ" ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กลับประสบชัยชนะขาดลอยเพราะอยู่ในช่วงโอกาสที่ดีและเหมาะเจาะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งถือกำเนิด พ.ร.บ. ศอ.บต.และได้ใช้ศอ.บต.เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าอีกทอดหนึ่งในทางอ้อมที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล/ท้องถิ่น ช่วยเป็นผู้ประสานงานไปยังหัวคะแนน และการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทุจริตซี้อคะแนนอย่างแนบเนียนในขณะปฎิบัติหน้าซึ่งเป็นการยากที่กรรมการการเลือกตั้งจะเอาผิดได้เพราะในหลายกรณีก็มีการทุจริตทับซ้อนไปในรูปของโครงการพัฒนาตามนโยบายรัฐไทยที่กุมบังเหียนโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้ว่าราชการใน 5 จังหวัด เป็นอีกแขนงหนึ่งของขบวนการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐไทยที่ผุดขึ้นมาใหม่เพิ่อผสมโรงกับฝ่ายความมั่นคงที่เป็นผู้รักษากฏหมายที่คอยแต่จ้องแทะเศษเนื้อที่กระจัดกระจายทั่วๆไปมานานนับปี และเนื่องด้วยพรรคประชาธิปัตย์ชนะขาดลอยในเขตปาตานีรายา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่ากลุ่มชนที่ลงคะแนนด้วยเม็ดเงินที่หว่านซื้อโดยหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เอาด้วยกับนโยบายเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทย และอีกนัยยะหนึ่งก็อาจจะเป็นข้ออ้างแก่พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ว่า ในเมื่อเขาไม่เลือกเราก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามสัญญาตอนหาเสียงว่าจะประกาศเขตปกครองพิเศษในเขตปาตานีรายาและจะยุบศอ.บต.ด้วย  ทั้งนี้ ในสภาพการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในขณะที่ชนชาวมลายูปาตานีไม่แยแสกับสัญญาประชาคมอันนี้ แต่ฝ่ายที่กลับร้อนเนื้อร้อนตัวแทนกลับเป็นศอ.บต.ถึงขนาดประชุมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 และตั้งกระทู้ถามความชัดเจนสถานะพวกเขาต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าจะยุบอีกครั้งหรือไม่ หรือว่าที่อยากจะอยู่ทำภารกิจต่อเพราะยังไม่สะใจที่จะทำให้สังคมมลายูปาตานีรายาเละเทะบุสลายไปมากกว่านี้ ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยิ่งชุกชุมทุกซอกทุกมุม ก็มีเจ้าน้าที่สายศอ.บต.หรือท้องถิ่นบางหน่วยนั่นเองที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการที่กลุ่มเครือข่ายอบต./ท้องถิ่นลับลอบค้ายาเสพติดเอง ขนาดในย่านตลาดเก่าในต้วเมืองยะลามีผู้ค้ารายย่อยอย่างน้อง 30 ราย (ประมาณการณ์ว่าซอยละ 1 หรือ 2 ราย) บางกลุ่มที่ทนดูไม่ได้กับสภาพสังคมที่เลวร้าย ถึงอยากให้มีการใช้นโยบายปราบปรามขั้นเด็ดขาดเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ อันนี้ยิ่งไปใหญ่ ยิ่งทำให้อำนาจวิสามัญกรรมแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยเกินไปกว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินเสียอีก ชนชาวมลายูปาตานีจะมิอาจอนุโลมรัฐไทยทำลายล้างอนุชนรุ่นนี้ด้วยประการทั้งปวงอีกต่อไป


การที่รัฐไทยประสบความผลสำเร็จในการทำให้สังคมมลายูปาตานียากจนลงและเยาวชนด้อยการศึกษาในอดีตเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแล แล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้อที่ 13 ความว่า. "เร่งนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากรและปรับปรุง บูรณาการการบริหารจัดการทั้งปวงตามแนวพระราชดำริพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของศาสนาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย พร้อมอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง" นั้นหรือคือยาขนานแท้ชนิดใหม่ที่จะนำมาปฎิบัติใช้หรือเพียงแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เพื่อซื้อเวลาซื้อใจเพื่อมอมเมาชนชาวมลายูปาตานีอีกต่อไป? จริงหรือที่ว่าจะคืนความยุติธรรมให้ เสมือนว่าความอยุติธรรมของรัฐไทยในอดีตต่อชนชาวมลายูปาตานีซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำด้วยวีธีทางรุนแรงต่างๆนานามาตลอดตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เพิ่งวางมือลงนั้น ผิดพลาดมาตลอดและเพียงพอแล้ว (หรือยังไม่เพียงพออีกเพราะยังมีแผนการอื่นที่จะสานต่อ) และที่ว่าจะไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข(สิ่งผิดพลาดทั้งปวง)นั้นหรือคือความพร้อมที่จริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะหันหน้าเข้าหากันในการแก้ป้ญหาแบบถาวร ยั่งยืนและเป็นธรรม




รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง