จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Search

กำลังโหลด...
บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เรื่องจริง…แหล่งพลังงานในประเทศไทยที่ยังไม่มีใครรู้

 “สื่อ”พยายามปกปิด”คลิปนี้”แม้แต่”อากู๋”ก้อหาไม่เจอ


เรื่อง จริงในประเทศไทยที่ยังไม่มีใครรู้ และสื่อพยายามปกปิดแม้แต่ใน อากู๋ ก้อหาไม่เจอ…มาฟังกันครับ “หมอแว” แฉเรื่องพลังงานในประเทศไทยที่มีอย่างเหลือเฟือ น้ำมัน และแก๊ส ธรรมชาติ… ทำไมคนไทยที่เป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ต้องซื้อหาพลังงานถึงแพงอย่างนี้… รบกวนพี่น้องช่วยกันเผยแพร่คลิปนี้ไปให้พี่น้องเรารับทราบให้มากที่สุดครับ.

“หมอ แว”ตั้งฉายา “รัฐบาลแมว” ปล่อยคนอื่นกินปลาย่าง อัด “มาร์ค” ละเลยทำคนไทยซื้อน้ำมัน-ก๊าซ แพง แถมยังผสมคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ใส่ในก๊าซธรรมชาติ กระทบมลภาวะ ด้านนายกฯแจง รัฐบาลเป็นคนไล่แมว แต่เจอ “อ๋อย” เหน็บทันควัน “มาร์ค” ถนัดใช้โวหาร-เบี่ยงประเด็น วันที่ 17 มี.ค. 2554 นพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานว่า คนไทยต้องซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในราคาสูง ทั้งที่ประเทศสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับที่ 23ของโลก และผลิตน้ำมันดิบได้ 25 ล้านลิตรต่อวัน ถือได้ว่ามีเหลือเฟือ ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด จึงชี้ให้เห็นว่านายกฯในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ปล่อยปละละเลยในเรื่องดังกล่าว และข้อมูลจากอีไอเอยังระบุว่า ผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากกว่าหลายๆประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศโอเปค ทั้งลิเบีย บรูไน นอกจากนี้สถิติการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าประเทศไทยส่งออก พลังงาน 9,673 ล้านลิตร คิดเป็นเงินไทย 3 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเกือบถึง

ตั้งฉายา “รัฐบาลแมว” ปล่อยคนอื่น “กินปลาย่าง” นพ.แวมาฮาดี กล่าวอีกว่า ตนยังมีข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า น้ำมันที่เอามาจากอ่าวไทยปรากฎว่ามีสารกำมะกันต่ำที่สุดและเป็นน้ำมันที่ดี ที่สุดของโลก แต่ด้วยการกำกับดูแลของนายกฯ ทำให้บริษัทเอกชนเอาน้ำมันดีส่งๆออกไปขายต่างประเทศ และให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากดูไบ ซึ่งถือว่าเป็นน้ำมันที่เลวที่สุด โดยรัฐบาลปล่อยให้มีการผูกขาดและอ้างว่าพื้นที่ของประเทศไทยขุดเจาะลำบาก ทำให้รัฐได้ส่วนแบ่งที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ยังมีการโกงประชาชน โดยการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปผสมในการก๊าซธรรมชาติถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อมลภาวะ “ส่วนเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่ขายให้คนไทยแพงกว่าคนต่างชาติ โดยขายให้คนไทยมีการบวกค่าขนส่งและการปรับปรุงคุณภาพเข้าไป ขณะที่ขายให้ต่างชาติกลับลดค่าขนส่งและค่าปรับปรุงคุณภาพ จึงทำให้คนไทยต้องซื้อน้ำมันแพงกว่าคนต่างชาติ จึงขอตั้งฉายารัฐบาลว่า เป็น ‘รัฐบาลแมว’ ที่ปล่อยให้คนอื่นไปกินปลาย่าง”นพ.แวมาฮาดีกล่าว

นายกฯชี้แจง “รัฐบาลนี้เป็นคนไล่แมว” ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวชี้แจงว่า ปัญหาเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ แต่มีการใช้มาหลายรัฐบาลแล้ว ส่วนที่มีการเปรียบเทียบการใช้น้ำมันของไทยกับประเทศลิเบียที่มีประชากร 6 ล้านคน และบรูไนมีหลักแสนคน คงไม่สามารถเทียบกันได้ ส่วนปัญหาการนำผสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในก๊าซธรรมชาตินั้น ถ้าไม่ให้ผสมลงไป ก็สามารถทำได้ แต่ประชาชนจะต้องจ่ายค่าก๊าซธรรมชาติแพงขึ้นกิโลกรัมละ 3 บาท “วันนี้ต้องยอมรับว่า ปตท.มีสถานะที่แปลก หากไปแตะมากก็อ้างว่าเป็นบริษัทในตลาดหุ้น แต่ก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ โดยรัฐบาลเห็นว่า คนไทยควรซื้อในราคาที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง ขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่ใช่แมว แต่เป็นรัฐบาลชุดก่อน และรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไล่แมวไปหมดแล้ว”นายกรัฐมนตรีกล่าว

“อ๋อย” เหน็บ “มาร์ค” ถนัดใช้โวหาร-เบี่ยงประเด็น ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เขียนทวิตเตอร์แสดงความเห็นทันทีว่า “หมอแวมาแบบจอมยุทธพิศดาร อภิสิทธิ์รับมือไม่ทัน ถึงขั้นบาดเจ็บ…วันนี้เห็นได้ชัดว่าการใช้โวหาร การเลือกเรื่องที่ใช้ตรรกะง่ายๆกับเรื่องที่ตนถนัดที่จะพูด มาเบี่ยงเบนประเด็น ไม่อาจใช้ได้กับคนที่เตรียมมาดีและลึก” นายจาตุรนต์ ระบุต่อว่า “หมอแวได้แสดงให้เห็นว่า คุณอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่ถนัดในการใช้เทคนิคในการโต้วาทีมาเป็นหลักในการชี้ แจงต่อสภา ไม่ได้สู้ในสาระและหลักการ…การโบ้ยไปให้รัฐบาลก่อนหรือไทยรักไทยเวลาที่ส. ส.เพื่อไทยพูดความจริงนายกฯก็ไม่ควรใช้บ่อยอยู่แล้ว กับหมอแวซึ่งไม่ใช่ส.ส.เพื่อไทย จึงยิ่งใช้ไม่ได้” “การโต้วาทีไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี จะพูดขาวเป็นดำหรือเบี่ยงเบนประเด็นก็ไม่มีใครว่าแถมยังชื่นชมได้ด้วย แต่การพูดในสภาทำแบบโต้วาทีไม่ได้…ที่หมอแวพูดไปนั้น แสดงว่าเขาศึกษามาจริงๆ จะถูกผิด ดีหรือไม่ คนฟังย่อมตัดสิน แต่ถ้าไอ้แมงสาป.จะว่าเขามั่ว แค่ให้เหตุผลว่ามั่วอย่างไรก็คงเหนื่อย”นายจาตุรนต์ทวิตฯ

………. ฝากทีมงาน เสียงประชาชน ขอให้ “แฉ” หัวข้อเรื่องนี้ด้วยจะดีมากๆครับ…


ทรัพยากรปิโตรเลียม
ทรัพยากรปิโตรเลียมสามารถแบ่งได้เป็น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทรายน้ำมันและหินน้ำมัน ในประเทศไทยพบว่าแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญเป็นน้ำมันดิบกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งบนแผ่นดินและในทะเล ส่วนทรายน้ำมันมีน้อยมากพบที่แอ่งฝางและหินน้ำมันพบที่อำเภอแม่สอด จ.ตาก และเกิดร่วมกับถ่านหินในแอ่งนาฮ่อง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ แอ่งบ้านป่าคา อ.ลี้ จ.ลำพูน แอ่งเสริมงาม และแม่ทาน จ.ลำปาง และแอ่งเคียนซา จ. สุราษฎร์ธานี ซึ่งหินน้ำมันที่เกิดร่วมกับถ่านหินยังไม่มีการประเมินความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่อย่างใด

ทรัพยากรปิโตรเลียมบนบก
แหล่งน้ำมันดิบฝาง
ในปี พ.ศ. 2461 ชาวบ้านฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พบน้ำมันไหลขึ้นมาบนผิวดิน บริเวณบ่อต้นขาม ต่างเล่าลือกันว่าเป็นน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ นำมาใช้ทาตัวเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ จึงสั่งให้ขุดบ่อกักน้ำมันไว้ เรียกกันว่า “บ่อเจ้าหลวง” หรือ “บ่อหลวง”
ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงทรงทราบถึงการค้นพบน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จึงติดต่อว่าจ้าง “Mr. Wallace Lee” นักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน ให้สำรวจน้ำมันและถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถจักรไอน้ำในกิจการ รถไฟ ระหว่างปี พ.ศ. 2464 – 2465 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้มีการใช้วิธีการทางด้านธรณีวิทยาในการสำรวจ แร่ เชื้อเพลิง และปิโตรเลียมอย่างแท้จริง

แหล่งน้ำมันดิบเพชรจากแหล่งสิริกิติ์
การพบแหล่งน้ำมันดิบเพชรจากแหล่งสิริกิติ์ เป็นการพบจากการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ในที่ราบภาคกลางตอนบน พื้นที่สำรวจประมาณ 20,000 ตารางกิโลเมตร โดยบริษัทไทยเชลส์ เอ็กซพลอเรชั่นแอนโปรดัคชั่นที่ได้รับสัมปทานในแปลง S1 และ S2 จำกัดพบแหล่งน้ำมันดิบจากหลุมแรกขื่อหลุมประดู่เฒ่า –1 ได้ก๊าซธรรมชาติ มีอัตราการไหล 2 ล้านลูกบาสก์ฟุต ต่อวัน และมีน้ำมันดิบเป็นประเภทพาราฟินิก เบสไหลรวม 400 บาร์เรลต่อวัน ต่อมาจากการเจาะหลุม ลานกระบือ A-01 ในอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร มีน้ำมันดิบไหลรวม 700-4000 บาร์เรลต่อวันโดยที่หินต้นกำเนิดนำมันเป็นหินดินดานและหินโคลนหมวดหินชุมแสง และหินกักเก็บน้ำมันเป็นหินทรายในหมวดหินลานกระบือและหินปิดกั้นเป็นหินโคลน และหินดินดานและรอยเลื่อน และต่อมาได้พัฒนาเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยโดยได้รับพระ ราชทานนามว่า “แหล่งสิริกิติ์” มีกำลังการผลิตมากกว่า 20,000 บาร์เรลต่อวัน และได้มีการสำรวจเพิ่มเติมและสามารถพัฒนาผลิตน้ำมันดิบได้ในแหล่งบึงหญ้า อำเภอคิรีมาศ จังหวัดสุโขทัย และแหล่งบึงม่วง อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมันดิบในแหล่งนี้คือ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาด 75 เมกกะวัตต์ ปัจจุบันนี้ มีบริษัทการผลิต ปิโตรเลียม 12 แหล่งคือ แหล่งสิริกิติ์ แหล่งสิริกิติ์ F-1 แหล่งสิริกิติ์ ตอนไต้ แหล่งสิริกิติ์ตะวันตก แหล่งปรือกระเทียม แหล่งวัดแตน แหล่งทับแรด แหล่งประดู่เฒ่า แหล่งหนองตูม แหล่งสิริกิติ์ตะวันออก แหล่งหนองมะขามอี แหล่งสิริกิติ์ที และกำลังของแหล่งหนองมะขาม เอ น้ำมันที่ผลิตได้ จะกักเก็บไว้ในถังขนาดใหญ่ แล้วขนถ่ายโดยรถบรรทุกน้ำมันไปถ่ายลงรถไฟที่สถานีบึงพระ ลำเลียงไปยังโรงกลั่นบางจากและโรงกลั่นไทยออยล์ เพื่อกลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ จำหน่ายต่อไป

แหล่ง วิเชียรบุรีจังหวัดเพชรบูรณ์ และแหล่งอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีและแหล่งกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมในปี พ.ศ. 2525 บริษัทเซาธ์เวสคอนโซลิเดทเตท รีซอร์ส ได้รับสัมปทานสำรวจในแปลงที่ SW1 และ SW2 และได้พบน้ำมันดิบที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรพ์และในปีพ.ศ. 2527 บริษัท บริทออยล์ จำกัด ได้รับสัมปทานสำรวจในแปลง BT ได้พบน้ำมันดิบที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งต่อมาบริษัทปตท. สผ.จำกัด มหาชนได้มีการพัฒนาผลิตน้ำมันดิบ น้ำมันดิบที่ผลิตได้จากสามแหล่งนี้มีจำนวนน้อย รวมกันต่ำกว่า 1000 บาร์เรล ต่อวัน

แหล่งก๊าซธรรมชาติน้ำพอง
ในปี พ.ศ. 2522 บริษัทเอสโซ เอ็กซพลอเรชั่นแอนด์โปรดัคชั่น โคราช อิงค์ ได้รับสัมประทานแปลงสำรวจที่ E1, E2, E3, E4 และ E5 และจากการเจาะสำรวจ 15 หลุม ได้พบก๊าซธรรมชาติในโครงสร้างน้ำพอง 8 หลุม และได้พัฒนามาผลิตกระแสไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่อำเภอน้ำพอง ขนาด 720 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ได้มีการสำรวจพบก๊าซธรรมชาติ ที่โครงสร้างดงมูล มีอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติ 3 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน และพบที่หลุมชนบทและหลุมภูฮ่อม แต่บริเวณเหล่านี้ยังไม่มีการพัฒนานำมาใช้พบบ่อน้ำมันแหล่งใหญ่ที่เพชรบูรณ์ เขต พื้นที่ภูเขาไฟ 1 หมื่นบาร์เรล/วัน รวมตัวเลขผลิตน้ำมันได้เองสูงถึง 2 แสนบาร์เรล/วัน แซงหน้าปริมาณการส่งออกของบรูไนแล้วเผยว่า “จากราคา น้ำมันที่แพงขึ้นและจาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม ทำให้ประเทศไทยผลิตน้ำมันและคอนเดนเสตเพิ่มขึ้น เป็น 200,000 บาร์เรลต่อวัน แซงหน้าปริมาณการส่งออกของบรูไนแล้ว “ทำ ให้ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากแหล่งในประเทศเพิ่มขึ้นล่าสุดได้รับแจ้ง จากบริษัทแพนโอเรียนท์ เจ้าของสัมปทานแหล่งนาสนุ่น อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ว่า ได้ผลิตน้ำมันเพิ่มเป็น 10,000 บาร์เรล/วัน ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยผลิตเพียง 800 บาร์เรลเท่านั้นทั้งนี้ คาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 20,000 บาร์เรล

ทรัพยากรปิโตรเลียมในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
ใน ปี พ.ศ. 2511 รัฐบาลได้ให้สัมปทานแปลงสำรวจในอ่าวไทยแก่ 7 บริษัท ซึ่งในเวลาต่อมา บริษัท ยูเนียนออยล์ ได้พบแหล่งปิโตรเลียม ส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติในบริเวณที่เรียกว่า แอ่งปัตตานี ในอ่าวไทย ซึ่งต่อมาเป็นแหล่งผลิตก๊าชธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และพบน้ำมันดิบในแอ่งชุมพรโดยมีบริษัทต่าง ๆ ถือครองสัมปทานสำรวจจำนวน 18 สัมปทาน 25 แปลง และมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วเป็นก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 7,800 ล้านล้านลูกบาสก์ฟุต ก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 170 ล้านบาร์เรล และน้ำมันดิบ 65 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการสำรวจร่วมกับ ประเทศเวียตนาม และมาเลเซียอีกด้วย ส่วนทางด้านทะเลอันดามันนั้น ถึงแม้จะมีการให้สัมปทานแปลงสำรวจ และทำการสำรวจหลายครั้ง แต่ยังไม่พบแหล่งที่สามารถผลิตในเชิงพานิชย์ได้ การใช้ประโยชน์ ของปิโตรเลียมในอ่าวไทยมีดังนี้

แหล่งก๊าซเอราวัณ
บริษัทยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด ได้ประสบความสำเร็จในการสำรวจแอ่งปัตตานี ในอ่าวไทยและได้ผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซเอราวัณ ที่ถูกสำรวจพบเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516 ในแปลงสัมปทานที่ B12 และ B13 อยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 150 กิโลเมตร แท่นผลิตเอราวัณต่อเชื่อมกับแหล่งก๊าซอื่น ๆ ของบริษัท ฯ ที่สำรวจพบในเวลาต่อมาคือ แหล่งกะพง ปลาทอง ปะการัง ตราด ปลาหมึก ปลาแดง โกมินท์และสุราษฎร์ รวมส่งขายให้ บริษัทปตท. สผ. จำกัด(มหาชน)โดยผ่านท่อ ขนาด 36 นิ้ว เป็นระยะทาง 450 กิโลเมตร ไปขึ้นฝั่งที่จังหวัดระยองผ่านท่อ ขนาด 24 นิ้ว เป็นระยะทาง 161 กิโลเมตร ไปขึ้นฝั่งที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ก๊าซธรรมชาติเหล่านี้จะผ่านกระบวนการแยกก๊าซในโรงงานแยกก๊าซ ส่วนหนึ่งจะถูกใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและทำก๊าซหุงต้ม ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกส่งไปยังเรือกักเก็บนำส่งขายต่อไป

แหล่งน้ำมันดิบในอ่าวไทย
การพบน้ำมันดิบเริ่มแรกพบที่แหล่งนางนวลในแอ่งชุมพร โดยบริษัทไทยเชลส์ เอ็กซพลอเรชั่นแอนโปรดัคชั่น และได้ทำการผลิตอยู่ระยะหนึ่ง และได้หยุดไปเนื่องจากปัญหาทางเทคนิค แต่จากการสำรวจในแอ่งปัตตานีและตอนบนของอ่าวไทยของบริษัทต่าง ๆหลายบริษัท ได้พบแหล่งปิโตรเลียมที่ให้ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แหล่งไพลิน แหล่งมรกต แหล่งดาราตะวันตก แหล่งช้างแดง แหล่งทานตะวัน แหล่งเบญจมาศ แหล่งผกากรอง แหล่งมะลิวัลย์ และแหล่งนวมินทร์ ซึ่งในขณะนี้ ได้มีการผลิตขึ้นมาแล้วเป็น ส่วนใหญ่

แหล่งก๊าซบงกช
แหล่ง ก๊าซบงกชตั้งอยู่ในแปลงสัมปทานที่ B15, B16 และ B17 ห่างจากชายฝั่งจังหวัด สงขลาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 180 กิโลเมตร ปัจจุบันแท่นผลิตก๊าซจากแหล่งบงกชผลิตก๊าซธรรมชาติ และ ก๊าซธรรมชาติเหลว จากแท่นหลุมผลิตจำนวน 10 แท่น สำหรับก๊าซธรรมชาติ จะถูกส่งผ่านท่อ ขนาด 32 นิ้ว เป็นระยะทาง 171 กิโลเมตร ไปยังแท่นผลิตเอราวัณ เพื่อส่งต่อไปยังโรงแยกก๊าซที่ระยองต่อไป เมี่อผ่านกระบวนการแยกก๊าซในโรงงานแยกก๊าซ แล้ว ส่วนหนึ่งจะถูกใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและทำก๊าซหุงต้ม ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวจะถูกส่งไปยังเรือกักเก็บนำส่งขายต่อไป





Image resized to : 72 % of its original size [ 831 x 550 ]


ราคาน้ำมันวันนี้ 14-08-54

กราฟด้านบน โครงสร้างการใช้พลังงานในอนาคตของประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2548 – 2563 (2000 – 2020)

ก๊าซ ธรรมชาติถือเป็นทรัพยากรปิโตรเลียมหลักของประเทศไทยโดยมีปริมาณสำรองก๊าซ ธรรมชาติ ณ สิ้นปี 2548 รวมทั้งหมด เท่ากับ 31.9 ล้านลูกบาศก์ฟุต แบ่งเป็นปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว ( Proved Reserve ) 10.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ปริมาณสำรองที่อาจจะพบ ( Possible Reserve ) 9.6 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต [u]โดยมีการสำรวจก๊าซธธรรมชาติไปแล้วทั้งสิ้น 70 แหล่งโดยมีการดำเนินการผลิตอยู่ 19 แหล่ง

คำเตือนก่อนคุณทักษิณไปญี่ปุ่น: ใครฉลาด? ใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดน?



โดย
 
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายระหว่างประเทศ นิติศาสตรมหาบัณฑิต (รางวัลทุนฟุลไบรท์) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ที่มา facebook.com/verapat.pariyawong
_________________________________________________________
 
 ใครฉลาด?
 
พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี แต่คุณทักษิณเห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่เป็นธรรม จึงปฏิเสธการจับกุมโดยหลีกไปอาศัยอยู่ ณ ต่างประเทศ
 
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าคุณทักษิณได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องเศรษฐกิจที่ประเทศญี่ปุ่น และมีการให้สัมภาษณ์ว่าการเดินทางดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย แม้จะมีรายงานข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ยอมรับว่าได้หารือเรื่องดังกล่าวกับทูตของญี่ปุ่นก็ตาม (http://bit.ly/p91HBp)
 
ล่าสุด (15 สิงหาคม 2554) สำนักข่าว Kyodo ประเทศญี่ปุ่นรายงานการแถลงข่าวโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลญี่ปุ่นว่า กงสุลใหญ่แห่งญี่ปุ่น ณ ดูไบ ได้ออกหนังสือตรวจลงตรา (วีซ่า) เพื่ออนุญาตให้คุณทักษิณสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เป็นกรณีพิเศษ หลังได้รับการร้องขอจากรัฐบาลไทย (“in response to a request from Thailand”  http://bit.ly/qVFL8h)
 
สำนักข่าว AFP รายงานคำแถลงข่าวของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นในทางเดียวกันว่า รัฐบาลไทยได้แจ้งว่าไม่มีนโยบายห้ามคุณทักษิณเดินทางไปประเทศอื่น และขอให้ประเทศญี่ปุ่นออกวีซ่าให้คุณทักษิณ (“The Thai government… takes a policy of not prohibiting former prime minister Thaksin from visiting any country and requested that Japan issue a visa” http://bit.ly/mRPUg2)
 
หากคำพูดของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นพอเชื่อถือได้ สื่อมวลชนไทยสมควรต้องกลับมาถามรัฐบาลไทยที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่กี่วันว่า ที่มีคนบอกว่ารัฐบาลไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกวีซ่าครั้งนี้นั้น ใครพูดจริง ใครโกหก???
 
ความจริงหากจะพูดให้ดูดีหน่อย ก็น่าจะบอกว่า กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (ข้อ 12 แห่งสนธิสัญญา ICCPR ซึ่งทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องเคารพ) ก็รับรองสิทธิเสรีภาพของคุณทักษิณให้สามารถเดินทางได้อย่างเสรีภายในประเทศใดประเทศหนึ่งได้ หากคุณทักษิณเข้าไปในประเทศนั้นโดยถูกกฎหมาย
 
อีกทั้งรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 82  ก็สื่อความให้รัฐบาลไทยต้องเคารพสิทธิมนุษยชนข้อนี้ แน่นอนว่าหากคุณทักษิณเดินทางเข้ามาสู่เขตบังคับของกฎหมายไทย ไทยก็ย่อมต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย
 
ในเมื่อสุดท้ายคุณทักษิณก็ยังคงเป็นมนุษย์ กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งติดตัวคุณทักษิณอยู่แต่เดิมก็มิได้หายไปไหน การที่คุณทักษิณได้รับวีซ่าญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายเพื่อเดินทางไปแสดงความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจ หรือแสดงความห่วงใยต่อผู้ประสบภัยธรรมชาติ จึงมิใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย และก็คงอยู่นอกอำนาจที่รัฐบาลไทยจะไปห้ามญี่ปุ่นได้ ไทยจะไปยุ่มย่ามเรื่องภายในก็จะหาว่าแทรกแซงและผิดกฎบัตรสหประชาชาติ
 
อีกทั้งกฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมืองและผู้ลี้ภัยของประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1953 แก้ไขล่าสุด ค.ศ. 2009 มาตรา 5-2 ได้เปิดช่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถออกวีซ่าพิเศษให้กับผู้ที่ต้องโทษจำคุก เช่น คุณทักษิณ ให้เข้าญี่ปุ่นได้ หากเห็นว่าเป็นกรณีสมควร
 
แต่เมื่อรัฐบาลไทยไม่เคยชินกับการอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน และดันมีคนใจดีไปช่วยขอวีซ่าจนกลายเป็นข่าว จนมีผู้ตั้งประเด็นว่าเป็นการทำให้การจับกุมคุณทักษิณลำบากขึ้นและผิดกฎหมายนั้น เป็นการฉลาดหรือไม่ ก็น่าคิดอยู่!
 
ใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดน?
 
เกิดคำถามตามมาว่า ในเมื่อคุณทักษิณมีความผิดตามกฎหมายไทย ถูกศาลฎีกาไทยพิพากษาจำคุก 2 ปี แล้วหากคุณทักษิณเดินไปญี่ปุ่น ไทยจะขอให้ญี่ปุ่นส่งตัวคุณทักษิณกลับมารับโทษในประเทศไทยในลักษณะการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่?
 
ตอบว่าไทยขอได้ แต่ญี่ปุ่นจะส่งตัวคุณทักษิณมาหรือไม่ เป็นไปได้ยาก หากตอบโดยไม่ต้องนึกถึงข้อกฎหมายใดๆ การที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้คุณทักษิณเข้าเมืองมากล่าวสุนทรพจน์และเยี่ยมผู้ประสบภัยเป็นกรณีพิเศษ แล้วค่อยเข้าจับกุมส่งตัวนั้น คงจะดูแปลกอยู่
 
และหากพิจารณาในข้อกฎหมาย ก็จะพบอุปสรรคหลายด่าน ดังนี้
 
ด่านที่ 1: ไทยและญี่ปุ่นยังไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
 
จริงอยู่ว่าเมื่อปี พ.ศ. 2552 ไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามสนธิสัญญาอีกฉบับ คือสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็นสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
 
ความจริงสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกรณีที่ไทยจับคนญี่ปุ่นที่ทำผิดกฎหมายไทย แล้วอาจส่งตัวคนญี่ปุ่นนั้นกลับไปจำคุกที่ญี่ปุ่นตามโทษกฎหมายไทย ในทางเดียวกัน ญี่ปุ่นก็อาจส่งตัวคนไทยที่ทำผิดกฎหมายญี่ปุ่นกลับมาจำคุกที่ไทย
 
แต่กรณีคดีของคุณทักษิณนั้น เป็นกรณีที่คนไทยต้องโทษจำคุกตามกฎหมายไทย จึงไม่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาดังกล่าว (นอกจากคุณทักษิณเข้าญี่ปุ่นแล้วดันทะลึ่งทำผิดกฎหมายบ้านเขาแล้วถูกจำคุก ไทยก็อาจขอให้ส่งตัวมาได้)
 
ด่านที่ 2: ไม่มีสนธิสัญญาก็ส่งได้ แต่ส่งยาก
 
การที่ไทยและญี่ปุ่นไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ไม่ได้แปลว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะทำไม่ได้ เพียงแต่ทำได้ยาก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างต้องอาศัยกฎหมายภายในประเทศและ “วิถีทางการทูต” (diplomatic channel)” ซึ่งอาศัยดุลพินิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสำคัญ
 
ด่านที่ 3: กฎหมายไทยให้อำนาจนักการเมือง ไม่ใช่อัยการ
 
พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 30 ให้อัยการสูงสุดของไทยมีอำนาจวินิจฉัยว่าจะร้องขอให้ญี่ปุ่นส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ แต่กระนั้น กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้ “คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นอย่างอื่น” ได้ กล่าวคือหากอัยการสูงสุดต้องการขอ แต่คณะรัฐมนตรีไม่ต้องการให้ขอ สุดท้ายก็ขอไม่ได้
 
ด่านที่ 4: กฎหมายญี่ปุ่นไม่ให้ส่งฟรีๆ
 
แม้หากสุดท้ายคณะรัฐมนตรีไทยไม่ขัดข้อง ก็มิได้แปลว่าไทยขอแล้วญี่ปุ่นจะให้ทันที แต่กฎหมายภายในของประเทศญี่ปุ่น คือ กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ค.ศ. 1953 แก้ไขล่าสุด ค.ศ. 2004 กำหนดว่า นอกจากฝ่ายไทยต้องส่งคำขอพร้อมเอกสารรายละเอียดที่เข้าเงื่อนไขต่างๆแล้ว มาตรา 3 ยังบังคับว่า ไทยต้องให้คำมั่นว่าจะส่งตัวผู้ร้ายจากไทยไปที่ญี่ปุ่นในลักษณะต่างตอบแทนอีกด้วย (reciprocity) กล่าวโดยง่ายก็คือ หากไทยไม่มีผู้ร้ายไปสัญญาแลก ญี่ปุ่นก็ไม่ส่งให้
 
ด่านที่ 5: รัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องพอใจ
 
ไทยต้องเอาผู้ร้ายไปสัญญาแลกเท่านั้นไม่พอ กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของญี่ปุ่น มาตรา 4 ยังกำหนดว่า ในกรณีที่ไทยและญี่ปุ่นไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นมีดุลพินิจพิจารณาอย่างกว้างขวางว่า “หากเป็นการไม่เหมาะสม” (deemed to be inappropriate) ญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคำขอของไทย ซึ่งอะไรจะเหมาะสมหรือไม่นั้น ก็คงสุดแท้แต่ที่ท่านรัฐมนตรีของญี่ปุ่นจะคิด
 
ด่านที่ 6: กฎหมายญี่ปุ่นระบุข้อห้ามไม่ให้ส่งตัว
 
แม้ท่านรัฐมนตรีของญี่ปุ่นจะมองว่าเป็นการเหมาะสมที่จะส่งคุณทักษิณกลับมาประเทศไทย ก็มิใช่ว่าจะส่งได้ แต่ต้องผ่านด่านกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของญี่ปุ่น มาตรา 2 ซึ่งกำหนดข้อห้ามไม่ให้ส่งตัวคุณทักษิณไว้อีกหลายกรณี หากเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง ก็ส่งไม่ได้ อาทิ
 
- ห้ามส่งตัวหากเห็นว่าความผิดของคุณทักษิณเป็นความผิดทางการเมือง (political offense) หรือการขอให้ส่งตัวคุณทักษิณเป็นการพยายามนำตัวคุณทักษิณมาลงโทษทางการเมือง
 
(เช่น คุณทักษิณอาจต่อสู้ว่า คดีความทั้งหมดที่มุ่งเล่นงานคุณทักษิณตั้งแต่กระบวนการรัฐประหารโค่นอำนาจทางการเมือง ฯลฯ แต่คุณทักษิณก็ต้องไม่ลืมว่าคดีที่ศาลฎีกาตัดสินนั้นเป็นเรื่องการทุจริตเกี่ยวกับการประมูลที่ดิน ญี่ปุ่นอาจไม่มองว่าเป็นเรื่องการเมือง)
 
- ห้ามส่งตัวหากความผิดคุณทักษิณตามกฎหมายไทยเป็นความผิดที่มีโทษเบา กล่าวคือกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดว่า หากโทษความผิดคุณทักษิณเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ก็ห้ามส่งตัว  
 
(เช่น คุณทักษิณอาจต่อสู้ว่า คุณทักษิณถูกศาลไทยพิพากษาจำคุกเพียง 2 ปี จึงเป็นกรณีโทษเบาที่ไม่ให้ส่งตัว แต่อย่าลืมว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ศาลไทยใช้ลงโทษคุณทักษิณนั้น มาตรา 122  ได้บัญญัติให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ว่าญี่ปุ่นจะตีความกฎหมายอย่างไร)
 
- ห้ามส่งตัวหากความผิดของคุณทักษิณตามกฎหมายไทยเป็นความผิดที่ไม่สามารถเอาผิดหรือลงโทษตามกฎหมายของญี่ปุ่นได้ (double criminality)
 
(เช่น คุณทักษิณอาจต่อสู้ว่า ความผิดเรื่องการทุจริตที่เกิดจากการประมูลที่ดินโดยภรรยานายกรัฐมนตรีนั้น แม้กฎหมายไทยจะมองว่าผิด แต่กฎหมายญี่ปุ่นอาจไม่ถือว่าเป็นความผิด ก็ห้ามส่งตัว)
 
หากจะบอกว่าคุณทักษิณมั่นใจในข้อกฎหมายว่าไม่ถูกส่งตัวกลับไทย ก็พอเข้าใจอยู่ แต่ที่น้องคุณทักษิณต้องมานั่งตอบคำถามว่า ทำไมถึงไม่ขอส่งตัว หรือทำไมขอแล้วส่งมาไม่ได้ ก็อาจเข้าใจยากหน่อย
 
หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง สุดท้ายใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ข้อนี้ตอบง่าย แต่งานนี้ใครฉลาดหรือไม่ ข้อนี้ตอบยาก!
 

---

ภาพประกอบจาก http://bit.ly/oqEiSr และไทยรัฐ
 
 

English Interview on ASEAN TV at http://www.youtube.com/watch?v=osjICv0xB6g
 

แฉกลับ"สรรพากร" คลังโวย! เคยให้เก็บภาษี"แม้ว"

จากคุณ กนิษฐ์ นำมาจาก นสพ.แนวหน้าครับ ซึ่งผมตามลิงค์ไปที่แนวหน้า ถ้าไม่บกพร่องที่เครื่องผม ข่าวนี้น่าจะหายไปจาก แนวหน้า เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

แฉกลับ"สรรพากร"
คลังโวย!
เคยให้เก็บภาษี"แม้ว"
มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
งง!เบี้ยวกันหน้าตาเฉย
ย้ำทักษิณต้องรับผิดชอบ

นางสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมว่า ที่ผ่านมาได้ลงนามในหนังสือของกระทรวงว่าเห็นชอบตามที่กรมสรรพากร เสนอไม่อุทธรณ์เรียกเก็บภาษีหุ้นจาก นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุไว้ชัดเจนว่าเจ้าของหุ้นตัวจริงเป็นของอดีตนายกรัฐมนตรี

กระนั้นก็ตาม ในท้ายหนังสือของกระทรวง ยังได้ระบุไว้ว่า ให้กรมสรรพากรไปประเมินเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของตัวจริง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเห็นควรว่าให้ดำเนินการให้ถึงที่สิ้นสุดโดยให้ศาลภาษีเป็น คนชี้ขาดไม่ใช่กรมสรรพากรรีบออกมาด่วนสรุปว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเสียภาษี โดยใช้ดุลพินิจว่าอดีตนายกรัฐมนตรีขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุน เทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี

นางสุภากล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพากรประเมินภาษีจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปนอกตลาด หลักทรัพย์ในราคาถูกทำให้มีกำไร และมีภาระต้อง เสียภาษี ก่อนที่ทั้งสองคนจะขายหุ้ยชินคอร์ปให้กองทุน เทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี

ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุว่า การดำเนินการ ของทั้งสองคนเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นการทำแทน เจ้าของหุ้นตัวจริง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ซื้อชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช ทำให้มีภาระต้องเสียภาษีเหมือนที่ลูกเคยถูกกรมสรรพากรประเมินต้องเสีย 1.2 หมื่นล้านบาท เช่นกัน

"การที่สรรพากรเหมาว่านิติกรรมอำพรางแล้วการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปในช่วงรอยต่อของบริษัทแอมเพิลริชเป็นโมฆะไม่มีเกิดขึ้นจริงและให้เหลือแค่ช่วงอดีตนายกฯทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปให้ กับกองทุนเทมาเส็กเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหาทางการเมืองและข้อกฎหมายตามมาอีกมาก" น.ส.สุภา กล่าว

น.ส.สุภากล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีที่กรมสรรพากรตีความว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดทรัพย์ไปแล้วก็ไม่ควรไปเก็บภาษี เพราะจะเป็นการดำเนินการซ้ำซ้อนก็เป็นเรื่องที่ตีความไม่ถูกต้อง เช่นกัน เพราะการยึดทรัพย์เป็นการดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 101 ส่วนการ เก็บภาษีเป็นเรื่องของกฎหมายประมวลรัษฎากร ที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องก่อนที่จะหมดอายุความ

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมายืนยันว่า ไม่ยื่นอุทธรณ์ เก็บภาษีหุ้นจากนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา และไม่เก็บภาษีหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถือว่า เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี

ผ่า แผน แม้วแดง อิน เจแปน !!

ผ่า แผน แม้วแดง อิน เจแปน !!! จากปมพาสปอร์ตโจรของ..หัวล้านดิ่งพสุธา ถึง ปฏิบัติการ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ..ใครหว่า..งาบน้ำมัน ?..ของโคลนนิ่งดื้อตาใส...ปูแดง กามิกาเซ่ !!!..
  by vincentoldbook
 
.. ขอบคุณภาพจาก เนชั่น มติชน ผู้จัดการ facebook และ อื่นๆในอินเตอร์เน็ต ..


.........................................


ผ่า แผน แม้วแดง อิน เจแปน !!! จากปมพาสปอร์ตโจรของ..หัวล้านดิ่งพสุธา ถึง ปฏิบัติการ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ..ใครหว่า..งาบน้ำมัน ?..ของโคลนนิ่งดื้อตาใส...ปูแดง กามิกาเซ่ !!!..







โบราณท่านว่า..
หัวล้านได้หวี หมายถึง ..
การได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ..
ประเทศไทยของเราจะว่าไปแล้วตอนนี้ก็เหมือนกับ ..คนหัวล้านได้หวี เฉกเช่นกัน..
คือ..มี รัฐบาลปูแดงที่ไม่เป็นประโยชน์ มีรัฐมนตรีที่ทำงานไม่ก่อประโยชน์ และ มีแนวโน้มว่าจะก่อเรื่องไร้สาระอันเป็นโทษต่อประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆทุก วันๆมากกว่า ..
นี่แค่..ผ่านมาไม่กี่วัน..ลางหายนะก็มีวี่แววให้เห็นมากมายหลายประเด็นร้อน !! ..
ไม่ แก้แค้น แต่จะแก้ไขไม่เท่าไรหรอก ..แต่ไอ้ที่จะกลับมาซ้ำรอยโกง ซ้ำรอยคอรัปชั่นขายชาติต่ออีกเนี่ยน่ะดิ ..มันเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารจนยากเกินกว่าที่คนไทยผู้รักชาติบ้านเมืองเขาจะ ไว้วางใจรัฐบาลปูแดงให้ทำงานได้อย่างราบรื่น..
โดยไม่มีอุปสรรคขวากหนามของคำว่าการตรวจสอบอันเข้มข้น..เข้ามาขัดขวาง !!!..
รัฐบาล ปูแดง ที่ว่าไม่มีประโยชน์ และ ไร้สาระนั้น ก็เพราะว่า ..การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีที่ผ่านมานั้น มันกลายเป็นเรื่องโศกนาฏกรรมทางอารมณ์ ความรู้สึก ของผู้คนครึ่งค่อนประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..
จากที่คาดหวังว่าจะ ไม่เจอพวกแกนนำไพร่แดงนรกเผาเมืองทั้งหลายในบทบาทขุนพลอำมาตย์ กลับกลายเป็นว่าคนไทยทั้งชาติต้องมาเจอวาระอุบาทว์ของเหล่าเกรียนสภาบ่าวรับ ใช้ใกล้ชิดทักษิณแทน..
ที่หากนับในเรื่องของความดันทุรัง ตะแบงแถเถือกแล้ว พวกแกนนำแดงเถือกทั้งแผ่นดินทั้งหลายเนี่ย ..ต้องยกนิ้วโป้ง แถมนิ้วกลางเบอร์ ๑ ให้เลยจริงๆ ..มันซู๊ดดดยอดด ทู๊กกคน !! ..
แม้วมันช่างจัดสรรมาได้แบบสุดเขตสเลดเป็ดเหลือหลาย..
กลายเป็นมหกรรมตำมั่ว ผสม ตำซั่ว ..แซ่บนัว อ้วกแตก..อย่าบอกใคร !!..
เอา เซียนหุ้นไปคุมการเงินคลังเพื่อนั่งทางในหาทางแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจนี่ก็หนัก หนาพอแล้ว ยังเอาพวกซิกแซก ติ๊กผิดพ่อแม้วไม่ผิดไปคุมกระทรวงพาณิชย์ให้ราคาสินค้ามันพุ่งปรี๊ดด พุ่งปรี๊ดดอีก เฮ้อ..เจ๋งคร๊าบบ..
แถมยังเอาพวกวิปริตโรคจิต ซาดิสต์ชอบเล่นเลือด ฉีดเลือดใส่หน้าคน..ไปเพิ่มองศาเดือดๆของความขัดแย้งที่กระทรวงการต่าง ประเทศอีก ..เลยดูท่าจะกู่ไม่กลับ !!!
เอามนุษย์ประเภทตะแบง โยนบาปใส่ร้ายชาวบ้านเขาแบบเก่งๆหน้าทนทานไปสุมหัวรับประทานหากินอยู่กับการ ศึกษาของลูกหลานอนาคตของชาติ ส่วนกระทรวงสาธารณสุขนั้นก็เอาพวกมนุษย์ไม่อยู่สุขไปนั่งทำลายความสุขคนใน องค์กรหมอ องค์กรยา ..
ในขณะที่กระทรวงอื่นๆนั้น ก็หาคนมาทำยาดีๆไม่ได้เลยสักคน ??!!..
เอา คนไร้จินตนากาลผ่านงานยิงหัวตะเข้หลุดบ่อไปนั่งคุมคลังสมองของเด็กเยาวชน ทั้งประเทศ ในขณะที่คนไทยก็ดูคล้ายจะเหมือนหนีตะเข้ปะเสือโคร่ง คนที่ได้เข้าไปคุมกระทรวงทรัพยฯแทนพี่ป๊อดของเรา กลับหลุดไอเดียที่สุดแสนจะน่าสมเพชจนพี่ป๊อดยิงตะเข้ต้องหลบไปอายม้วน..
เริ่มงานมาก็เริ่มรับลูกนายทุนรุกป่า เริ่มเกมทำลายธรรมชาติกันเลยทันที แปลงสินทรัพย์เป็นทุนหนนี้ของพ่อแม้ว รับประกันได้ว่าหากแม้วทำสำเร็จ..
น้ำตาเล็ดกันทั้งประเทศแน่นอน !! ..
หาก ปล่อยไปโดยไม่มีการคัดค้านทักท้วงตรวจสอบอย่างเกาะติดไม่ให้คลาดสายตา รับรองได้ว่าประเทศไทยจะเหลือแต่กองแห้วกระป๋องกับภูเขาหัวโล้นอยู่เต็ม ประเทศแน่ๆ !!..
หันไปดู กลาโหม มหาดไทย ยุติธรรม ..คนที่มานั่งรับผิดชอบก็เดินหน้าทำงานรับใช้แม้วทั้งนั้น แต่ละคนแนวความคิดเห็นชัดเจนว่าไม่มาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ประเด็นแม้วกลายเป็นประเด็นใหญ่กลายเป็นงานสำคัญแรกๆที่คนเหล่านี้จะลงไป ดูแลช่วยเหลือ..
ข้อพิพาทเขาพระวิหารก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผล ประโยชน์ของทักษิณ โยกย้ายข้าราชการก็เป็นอะไรที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของทักษิณ ในขณะที่เรื่องถวิลหวังเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมนั้นกลายเป็นงานสำคัญงานเดียว จริงๆของเจ้ากระทรวงยุติธรรมที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ..เพื่อผลประโยชน์ของ ทักษิณ !! ..
ดังนั้น เมื่อขึ้นต้นกันมามั่วซั่วกันขนาดนี้แล้วอนาคตก็คงจะเดินไปได้ลำบากมากขึ้นแน่นอนไม่ต้องไปลุ้นผลไปติดตามทำนายกันให้ปวดหัว ..
ดู ตัวอย่างเจ้ากระทรวงการต่างประเทศ..หัวหน้าทีมหน่วยอาสาสมัครดิ่งพสุธาเฉพาะ กิจคนล่าสุดก็พอ ที่พยายามอย่างเหลือหลายที่จะดันทุรังทำงานอวดนายใหญ่ตั้งแต่วันแรกๆ..
โดยการขอให้ทางญี่ปุ่น ยอมเปิดประตูบ้านให้ ทักษิณ ชินวัตร เข้าประเทศ !!!..
กลายเป็นประเด็นร้อนถล่มรัฐบาลปูแดงยับเยิน..
ก่อนที่ปูแดงชิมิจะได้เริ่มงานวันแรก..
ในทำเนียบรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ !!!..
............................................

พักเบรคเรื่องของ..
คณะรัฐมนตรีชวนขำ ชวนฮา ชุดนี้ไว้ตรงนี้ก่อน..
เดี๋ยวค่อยย้อนกลับมาขำก๊ากกันทั้งน้ำตาอีกทีตอนท้ายบทความ..
เรา หันไปพักผ่อนหย่อนใจกันด้วยปาหี่การเรียกเสียงฮาดังๆของพวกแกนนำไพร่แดงอก หักกันสักเล็กน้อย พอให้เห็นเค้าลางหายนะของรัฐบาลปูแดงกลายๆในอนาคตกันบ้าง ..
ที่ว่ากันว่ารัฐบาลปูแดงนั้นจะอายุสั้น..มันจะอายุสั้นอย่างไร ? ..
ลองมาวิเคราะห์อารมณ์ห้าวของพวกแดงตกกระป๋องดูครับ !!!..
เริ่ม ต้นกันที่ ธิดาซ้าย เมียหมอเหวง ก่อนล่ะกัน กับการออกมานั่งพ่นวาทกรรมเชือดเฉือนหัวจิตหัวใจนายหญิงน้อย ซึ่งเปรียบเสมือนนายเงินของผัวเหวงของธิดาซ้ายแบบไม่เกรงใจเสียแม้วเลยสัก นิด ..
 ธิดาซ้าย ยังย้ำเตือนความจำในกะโหลกหนาๆของพวก ส.ส.พรรคเผาไทยทั้งหลาย ที่ต่างได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้าด้วยการเอาวาทกรรม ๙๑ ศพ ออกไปโพนทะนาหาแหลกกันอย่างสนุกปากในช่วงของการรหาเสียงนั้น ได้โปรดพึงระลึกคิดถึงคนเสื้อแดงที่ยังเดือดร้อนบ้าง ..
ธิดาซ้าย พูดถึงตัวเลข ๑๐ ล้านบาทต่อศพว่าเป็นตัวเลขที่พูดคุยกันมานานแล้วในช่วงหาเสียง มันเป็นข้อตกลงของการ "เยียวยาความยุติธรรม" ที่แต่ละศพต้องได้ ..
ธิดา ซ้ายยังเน้นย้ำในเรื่องของการให้ปล่อยตัวนักโทษคดีอาญาเผาบ้านเผาเมืองอีก ๑๐๐ คนที่อยู่ในคุก ซึ่งธิดาซ้ายคงอยากจะฝากเตือนใจพวก ส.ส.เผาไทยว่าจะเสวยสุขกันได้อย่างไรหากพี่น้องประชาชนหลายคนยังต้องทุกข์ ทรมานอยู่ในคุก อะไรประมาณนี้..
โดยที่ ธิดาซ้าย เมียหมอเหวง พยายามจะดันทุรังตะแบงชนิดไม่แหกตาดูว่า ไพร่แดงแต่ละคนที่ยังอยู่ในคุกนั้น ติดคุกเพราะอะไร ??..
เพราะโดนใส่ร้าย หรือ ทำผิดเต็มๆหลักฐานมัดจนดิ้นไม่หลุด ??..
จาก ธิดาซ้าย ..ก็มาถึงคิว ตู่ จตุพร แกนนำไพร่แดงจอมตะแบงอีกคน ก็ออกมาเรียกร้องต่อโดยเน้นย้ำไปที่ตัวเลขเงินเยียวยา ๙๑ ศพ ศพละ ๑๐ ล้าน เหมือนๆกับธิดาซ้ายเป๊ะ ..
ตู่ จตุพร อ้างว่าเป็นสัญญาใจที่ให้ไว้กับประชาชนเหมือนกัน ที่สำคัญ ตู่ จตุพร บอกว่า คนอย่าง  จตุพร พรหมพันธุ์ ไม่พูดอะไรลอยๆ ประมาณว่า..พูดคำไหนคำนั้นไม่รับปากอะไรมั่วๆแน่ๆ ขอให้ญาติผู้เสียชีวิตมั่นใจได้ว่าจะได้ตัวเลขเงินประมาณนี้แน่นอน !! ..
ดังนั้น เราจะพบว่าข้อเรียกร้องที่ส่งผ่านมาจากปากแกนนำตัวดีของพวกไพร่แดง ๒ คนนี้ ..
มันมีนัยยะแอบแฝงเล่ห์กลลวงอะไรบางอย่าง ??..
ที่ไม่น่าไว้วางใจในหลายๆประเด็นด้วยกัน !!!..
ประเด็นแรก ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสายสัมพันธ์อันหละหลวม และ เริ่มที่จะง่อนแง่นของพรรคเผาไทย และ มวลชนไพร่แดง โดยเฉพาะกับกลุ่มแกนนำไพร่แดงเนี่ยแหละ ที่เริ่มจะมีออกมาแสดงบทบาทเรียกร้องความต้องการที่สวนทางกับผลประโยชน์ของ ตระกูลชินวัตรอย่างต่อเนื่อง..
ประเด็นที่สอง คนในตระกูลชินวัตรเอง โดยเฉพาะ ทักษิณ ชินวัตร นั้นก็ไม่ต้องการให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับไปสู่ความตึงเครียดรุนแรงกันอีก เพราะทักษิณกำลังมองไปที่ขุมทรัพย์แถวๆอ่าวไทย ขุมทรัพย์แถวๆเกาะกงอาณาจักรแห่งสวรรค์วิมานเก่าก่อนของทักษิณก่อนโดนรัฐ ประหาร ทักษิณกำลังมองไปถึงกฎหมายนิรโทษกรรม และ ทักษิณกำลังมองไปถึง เม็ดเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทที่โดนศาลสั่งยึด !!..
ดังนั้น ทุกย่างก้าวของทักษิณ จึงอยู่ด้วยการก้าวเดินอย่างระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะกับการที่ทักษิณพยายามที่จะไม่ไปแตะต้องอะไรที่จะทำให้ฝ่ายทหารเกิด ความหวาดระแวงและไม่พึงพอใจ ยิ่งเรื่องของพวกแกนนำไพร่แดงเผาเมืองหมิ่นสถาบันฯพวกนี้ด้วยแล้ว เป็นคำขอและข้อเรียกร้องแรกๆของฝ่ายทหารเลยว่า..
ขอคนพวกนี้ไว้ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม !!!..
ประเด็นที่สาม ทางรอดง่ายๆอันดับแรกของทักษิณในช่วงจัดสรรเก้่าอี้รัฐมนตรีที่ผ่าน นั้น  ทักษิณจะต้องไม่เอาพวกกระทำชำเราเผาบ้านเผาเมืองสร้างความเสียหายให้ กับประเทศชาติพวกนี้ขึ้นมามีที่นั่งเสวยสุขในตำแหน่งรัฐมนตรีเด็ดขาด เพราะพวกแกนนไพร่แดงทุกคนประดุจดั่งเป็นตัวเรียกเกือกคอมแบตทั้งนั้น..
ดังนั่้น ครม.ชุดที่ ๑ ของปูแดง และ ชุดต่อไป..
จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีแกนนำไพร่แดงมาเป็นรัฐมนตรีแน่นอน !!!..
ประเด็นสุดท้าย ในความคิดของทักษิณในตอนนี้หากแกนนำไพร่แดงติดคุกกันจนหมด หรือ พวกญาติวีรชนไพร่แดงอาจจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างสมน้ำสมเนื้อตามที่ขอมา ..
ทักษิณ ชินวัตร กับ คนในตระกูล ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วยอยู่แล้ว แต่ว่าทักษิณจะทำอย่างไร ? จะไม่ให้เสียมวลชน แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น และ ไม่ทำให้มวลชนไพร่แดงออกมากดดันรัฐบาลปูแดงอย่างต่อเนื่องจนเสียเรื่องเสีย แผนหมด ..
นี่เป็นเรื่องที่ทักษิณ รวมถึงญาติโกโหติกา ..
และ บ่าวรับใช้คนสนิทอื่นๆที่ได้ดิบได้ดีต่างกำลังใช้เคล็ดวิชา..
นิ่งสงบ สยบ การเคลื่อนไหว..ของพวกไพร่แดงอยู่ !!!  ..
ดัง นั้น การรับปากใดๆของ น้องปูแดงของพี่แม้วแดงในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับมวลชนไพร่แดงในตอนนี้นั้น จึงเป็นการรับปากรับคำกันแบบลอยๆ คือรับปากไปก่อนแต่การจะทำ หรือ ไม่ทำนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง ..
ตอนนี้ปูแดงก็ได้แต่ขอให้มวลชนไพร่แดงทั้งแผ่นดิน..
นอนหลับฝันดี..กันให้สบายๆไปก่อน..สักชาติครึ่ง !!!..
หลัง จากตื่นขึ้นมาพบกับความจริงวันนั้น..แล้วค่อยมานั่งแยกแยะความฝันกันต่อว่า อะไรเป็นอะไร ? อะไรคือฝันร้าย ? อะไรคือฝันลวง ? อะไรคือฝันที่ไม่อาจเป็นจริงได้ ?? ..
ช่วงเวลานับจากนี้ไป..นายใหญ่ ก็คงจะส่งคนของนายใหญ่ไปหาเรื่องถีบ ธิดาซ้าย เมียหมอเหวง ให้กระเด็นกระดอนตกเก้าอี้รักษาการณ์ นปช. ให้ได้เสียก่อน จากนั้นก็ค่อยๆกลับมาป้อนคำลวงโลกใหม่ๆเพื่อไปเติมความฝันให้กับมวลชนไพร่ แดงทั้งแผ่นดินคนรักทักษิณอีกที ..
ความจริงวันนี้ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าพวกไพร่แดงร้อยละ ๖๐  เป็นอย่างน้อย..รักทักษิณ เชื่อทักษิณ แม้ทักษิณจะผายลมออกมาให้ได้ดอมดมแค่กลิ่นก็ยังคงถวิลหากันไม่รู้จักเบื่อ หน่าย ..
ตายห่าจากกันโน่นแหละถึงจะสำนึกถึงความดักดานทางปัญญาของตนได้ !!! ..
แต่ พวกไปๆมาๆไม่แน่ไม่นอน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนี่แหละสำคัญ หากหันหนีไปตามอุดมการณ์ของพวกแกนนำไพร่แดงทั่วประเทศแล้วล่ะก็..ทักษิณหนาว แน่ๆ !!..
ดังนั้น แรงขู่ แรงวาจาสามหาวใดๆของเหล่าแกนนำไพร่แดงอกหัก รักคุด ชะตากุด ที่เร่งสปีชเห่าใบตองแห้งกันออกมาถี่ยิบในช่วงหลังๆนี้นั้น มันจึงเปรียบเสมือนกับเสียงยุงรำคาญ ที่ทักษิณเองก็ไม่อยากจะได้ยินเหมือนกัน..
ดังนั้่น ..งานงาบประเทศก็เป็นงานสำคัญงานหนึ่งของทักษิณ งานรักษารอยร้าวระหว่างรัฐบาลกับทหารก็เป็นอีกงานหนึ่งของทักษิณ และ งานถีบทิ้งพวกแกนนำไพร่แดงหัวรุนแรงที่จะนำพาหายนะมาสู่รัฐบาลน้องปูแดงของ พี่แม้วแดง โดยที่บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทักษิณจะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อต่ออายุรัฐบาลปูแดงออกไปให้ได้นานที่สุด ..
เพื่อทักษิณจะได้บรรลุเป้าหมายแผนการอันแท้จริงของตนที่วางไว้อย่างแยบยล !!!..
นั่นก็คือ ..ทนยอมทุกอย่างเพื่อจะได้มาซึ่งขุมทรัพย์ฝั่งเขมร ..
บนอาณาจักรเกาะกง..แดนสวรรค์แห่งใหม่ของเอเชีย !!!..
..........................................
ดังนั้น..
การจะได้มาซึ่งความฝัน..
และ ไปให้ถึงความปรารถนาอันอันสูงสุดของตนนั้น..
ทักษิณ จะต้องไม่ทำให้รัฐบาลปูแดงนั้นล้มเหลวเหมือนสมัยที่ตัวเองเคยเรืองอำนาจแล้ว ก็พลาดท่าถูกส้นคอมแบตของเพื่อนๆที่ไว้วางใจกันมา ถีบร่วงตกบัลลังก์อำนาจอย่างไม่เป็นท่าอย่างเด็ดขาด ..
ทักษิณรู้ดี ว่า ระหว่างการล้มลุกคลุกคลานเสียเงินเสียทองอยู่กับวาทกรรมตามหาประชาธิปไตยที่ สำรากออกมาจากปากของพวกไพร่แดงหัวรุนแรงปัญญาอ่อนทั้งหลาย กับ การเจรจาสงบศึกกับฝ่ายทหารที่เคยฝากรอยเท้าเอาไว้เต็มๆบนใบหน้าของทักษิณ นั้น..
อย่างไหนจะให้คุณให้โทษมากกว่ากัน ??..
อย่างไหน ?..มันง่ายกว่ากันในทางปฏิบัติ ???..
ดัง นั้น ในระหว่างนี้ทักษิณ จึงให้น้องสาวคนดีของตนนั้น ทำหน้าเนียนๆ ยิ้มหวานๆ แล้วก็ออกไปปฏิบัติการ..ทำหน้าใสไร้เดียงสา ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ และ ยังไม่มีคำตอบใดๆให้กับใครทั้งนั้นไปพลางๆก่อน ..
ใน ขณะที่พี่แม้วแดงนั้นก็ใช้ความกะล่อนสุดแรงถีบเพื่อที่จะนำเอาสิทธิทาง การทูตรระหว่างประเทศอื่นๆของตนกลับคืนมา โดยมีประเทศที่เป็นเสมือนกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน คอยสร้างภาพแหกตาช่วยเหลือ ด้วยการยอมรับนักโทษหลบหนีคดีอาญาของไทยเข้าประเทศ !!..
เพื่อเดินหมากเกมโลกล้อมประเทศอีกครั้งในอนาคต !!..
การ ที่ ทักษิณ ชินวัตร เลือกใช้งาน สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มาเดินเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่ นพดล ปัทมะ เคยทำมานั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ ..
แต่มันเป็นเพราะว่างานสานฝันของนายใหญ่ หน้าเหลี่ยมนั้น นอกจากว่ามันจะต้องใช้ คนที่กล้าบ้าบิ่นพอแล้ว คนๆนั้นก็ต้องเป็นคนที่หน้าทนทานต่อเสียงคัดค้าน ต่อแรงต่อต้าน และ คำด่าประจานในเรื่องของการขายชาติบ้านเมืองได้ด้วย..
รมว.กระทรวงการ ต่างประเทศ คือ ตำแหน่งสำคัญที่สุดในงานสานฝันของทักษิณในหนนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำงานนี้ ไม่จำเป็นต้องเก่งภาษา ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์งานการต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนประเภทไอคิวเยี่ยมสมองดีไหวพริบดีมากมายขอแค่เป็นคนที่ นายใหญ่เชื่อใจได้ว่า มันคนนั้นรักนายใหญ่จริง พร้อมจะเข้าปิ้งเข้าซังเตแทนนายใหญ่ได้ นายใหญ่ก็จะจัดเก้าอี้ที่สุดแสนจะมากมายข้อครหาแต่มั่งมีรายได้นี้ให้ใน ทันที ..
หัวล้านได้หวีของเราคนนี้ก็เฉกเช่นกัน ..ประสบการณ์ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการต่างประเทศนั้นไม่มี ดีแต่อวยกันมาว่าเก่งเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่เคยจะได้เห็นผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หนักไปทางป่วนสภาไปวันๆในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ..
ดังนั้น การงานการต่างประเทศในยุคสมัยของ หัวล้านได้หวี จึงประเดิมด้วยเรื่องราวข่าวคราวเฮงซวยวุ่นๆ เกี่ยวกับรัฐมนตรีตัวดีเอาอำนาจหน้าที่การงานของฝ่ายรัฐบาลที่ตนนั้นได้รับ มอบหมาย ..
ไปทำเรื่องขายขี้หน้าเหลือหลายกับทางการญี่ปุ่นด้วยการขอในสิ่งที่ เอื้อเฟื้อต่อผลประโยชน์ของทักษิณชัดเจน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ต่างตอบแทน..
อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม !!!..
................................................
สุดท้าย..
รัฐบาลปูแดงจะสานฝัน..
ให้พี่แม้วแดงของน้องปูแดงได้หรือไม่ได้นั้นมันเป็นเรื่องของอนาคต ??..
มันไม่มีอะไรที่จะได้ไปง่ายๆ และ มันไม่มีอะไรที่จะได้ไปฟรีๆโดยไม่ออกเรี่ยวแรง..
ดัง นั้น ยังไงๆมันยังมีเรื่องให้คนไทยต้องต่อสู้ขัดแย้งกันไปมาอย่างรุนแรงอีกหลายยก และ ระยะของการฟักตัวความรุนแรงในรอบใหม่นั้น ตอนนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้ว ..
ผ่านการออกมาทำในสิ่งที่ไม่ควรทำของคนในรัฐบาลปูแดง..
เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์และคดีความของทักษิณ !!..
การ ป่วนเมืองกดดันกันเองของพวกแกนนำไพร่แดงที่ไม่ได้ลาภยศถาตำแหน่งอำนาจ อำมาตย์ตามคาดหวังนั้น ก็เป็นอีกระเบิดเวลาหนึ่งที่จะทำให้คนไทยในแต่ละข้างฝ่ายขับเคลื่อนมวลชนออก ไปชนกันกลางถนน ในประเด็นข้อขัดแย้งเรื่องของออกกฎหมายนิรโทษกรรม และ การคืนทรัพย์ทักษิณ ในอนาคต!!! ..
การเสี่ยงตายเพื่อช่วยเหลืองานนาย ใหญ่แบบดิ่งพสุธาของบ่าวรับใช้เบอร์ ๑ คนใหม่ในหนนี้นั้น มันทำเอา สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ออกอาการขนหัวลุกอยู่พอสมควรเหมือนกัน เหตุเพราะว่าโดยปกตินั้น สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ดีแต่ชอบเที่ยวเอาปากระรานหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีชาวบ้านเขา ..
พอตัวเองโดนชาวบ้านเขาประจานประณามสาปแช่งด่าหนักเข้าๆ ..
ก็ส่อท่าว่าผมจะร่วง..หมดหัวกบาล..ในงานนี้เหมือนกัน !!!..
ยัง ไม่ทันได้เริ่มงานการอันใดให้เป็นที่ประจักษ์ในฝีมือ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็กลายเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนรู้สึกผิดหวัง และ ไม่เชื่อน้ำยามากที่สุด ..
พูดง่ายๆก็คือ เป็นรัฐมนตรีที่ประชาชน ยี้และแหยงมากที่สุดจากรัฐมนตรีทั้งหมด !!! ..
เล่นเอาหมดสภาพ หมดราคา ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ห่า เอ๊ย ได้หางานอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน !!..
แรง ยี้มากมายขนาดนี้นั้น ยังไงๆซะ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็คงจะดันทุรังต่อไปไม่รอดแน่ๆ และ หากจะพยายามหมกเม็ดเพื่อเล็ดลอดออกไปทำอะไรที่มันผิดต่อผลประโยชน์ของประเทศ ชาติ ชะตาชีวิตบนเก้าอี้ รมว.กระทรวงการต่างประเทศของ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ก็อาจจะขาดง่ายๆได้ทุกเมื่อ ชนิดวันต่อวัน ช็อตต่อช็อต !!!..
การที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ไปเดินเรื่องขอให้ทางการญี่ปุ่นช่วยเปิดทางให้ทักษิณเข้าประเทศได้เนี่ย มันชัดเจนว่าเป็นการเอาผลประโยชน์ต่างตอบแทนไปแลกกันมา ..
มันไม่ใช่ เรื่องของการที่ทางการญี่ปุ่น หรือ รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นความรู้ความสามารถของทักษิณแล้วก็อยากจะให้ทักษิณไปแสดง ปาฐกโชว์วิสัยเหลี่ยมๆอะไรตามที่แอบอ้างกันมาหรอก..
มุกปาฐก มุกทูตการค้า มุกหาเงินล้านล้านบาทเข้าประเทศเนี่ย ..
เก็บไว้หลอกไพร่แดงบ้าพลังจิตตกเถอะ !!!..
คนไทยสติดีๆเขาไม่เชื่อกันหรอก !!!..

อย่าลืมว่า ..รัฐบาลเผาไทยนั้น มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ ๒ เรื่อง นั่นก็คือ ..
เรื่อง ของนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตระหว่างการชุมนุมของพวกเสื้อแดง ที่พวกเสื้อแดงโยนบาปว่าเป็นความผิดพลาดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้า ท่ี่ทหาร และ อีกเรื่องก็คือ ..เรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับสัมปทานแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยตรง พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-เขมร !!!..
ที่ญี่ปุ่นเองก็มีหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง..มิตซุย ออยล์..
เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทยเขมรเหมือนกัน !!!..
ดัง นั้น การที่รัฐบาลปูแดงมีอำนาจในวันนี้ และ ทางการญี่ปุ่นก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังฝ่าเท้าในบัดดล สร้างความขัดแย้งความสับสนให้กับคนในสังคมไทย โดยการไปเปิดบ้านต้อนรับนักโทษชายหลบหนีคดีอาญาของประเทศไทยนั้น มันก็เท่ากับว่า..ญี่ปุ่นให้ท้ายและสนับสนุนทักษิณทางอ้อม..
ใน เชิงสัญลักษณ์มันเป็นการร่วมมือกับทักษิณ ในการใช้แผนโลกล้อมประเทศกดดันกระบวนการยุติธรรมของไทย เป็นการไม่ให้ราคาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทย ..
เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศของไทยอย่างชัดเจน !!!..
บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติต่างๆที่เราควรจะจำให้แม่นๆอย่าง เชฟรอน ของ อเมริกา  โททัล  ของ  ฝรั่งเศส (ลูกครึ่งมะกัน)  และ มิตซุย ออยล์ ของ ญี่ปุ่น หุ้นส่วน เชฟรอน !!!..
จาก นี้ต่อไปพวกประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก และ พวกบริษัทน้ำมันสัญชาติต่างๆเหล่านี้นี่แหละ ที่จะเข้ามาพัวพันและแทรกแซงในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นในทุกๆเรื่อง และ จะเข้าไปแทรกแซงในเกมการเมืองระหว่างประเทศในข้อพิพาทเขตแดนไทยเขมรด้วย..
บ่อ น้ำมันในอ่าวไทยตรงพื้นที่ข้อพิพาทนี้เป็นบ่อน้ำมันที่มีจำนวนมหาศาลแห่ง ใหม่ของโลก เคยมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะมี น้ำมันสำรองถึง ๒๐๐๐ ล้านบาร์เรล และ มีก๊าซธรรมชาติมากถึง ๑๐ ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ..ผลประโยชน์มากมายมหาศาลขนาดนี้ ..
เอาช้าง ม้า วัว ควาย มาหยุด ไอ้แม้ว ..ไอ้แม้วมันก็ไม่มีทางหยุด เอาสงครามกลางเมือง สงครามไทยเขมร ..มาหยุดพวกบริษัทน้ำมันข้ามชาติ..พวกมันก็ไม่มีทาง..หยุด !!!..
มหา กาพย์งาบน้ำมัน ..มันจึงมีเรื่องพิสดารอยู่ที่ว่ามันมาเริ่มจากเขมรฮุนเซนโดยการสนับสนุนของ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และ อเมริกา ผลักดันให้เกิดข้อพิพาทไทยเขมรขึ้นที่เขาพระวิหาร อย่างมีเลศนัยแอบแฝงมากมายถึงขั้นหาเรื่องให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงขึ้น มาได้ ..
เพื่อเรียกหาโต๊ะเจรจาในระดับพหุภาคี คือ มีมือที่สาม และ มือที่สี่มาสอดแทรก ..
แทนที่จะเป็นการเจรจากันสอง่ต่อสองระหว่างเขมรและไทย !!..
ทั้งๆ ที่เขาพระวิหารนั้น มันร้างและก็พรุนไปด้วยรูกระสุนหากำไรจากการท่องเที่ยวต่อปีก็ได้ไม่กี่ ตังค์หรอก แต่ดันกลายเป็นที่พิศวาสของฮุนเซนนักเก็งกำไรสมองใส (ทั้งๆที่มันปัญญาอ่อนจะตาย) ขึ้นมาทันทีทันใด..ภายใต้การสนับสนุนอย่างสุดตัวของพวกมหาอำนาจบ้าน้ำมัน อย่างลับๆ  ..
โดยมีหัวใจสำคัญหลักๆของปัญหาข้อพิพาทเขาพระ วิหารนั้น อยู่ที่มหาอำนาจบ้าน้ำมันพวกนี้นั้น ต้องการจะให้เขมรได้เขาพระวิหารไปตามคำสั่งศาลโลก โดยอ้างอิงตามแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ อย่างเดียวเท่านั้น..
ซึ่งรัฐบาลปูแดงนั้นได้รับมอบหมายงานสำคัญชิ้นนี้มาจากทักษิณ..
ให้เตรียมตัวไปประเคนเขาพระวิหารทั้งลูกให้กับฮุนเซน..
ภายในอนาคตอันใกล้นี้ !!!..

แฉ7ข้อด้อยปท.ไทยชี้เก่งแต่ในบ้าน

komchadluek

เปิดมุมมอง 'พูลทรัพย์ ปิยะอนันต์' อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ผ่านบทความ 'ประเทศไทยที่ผมอยากเห็น' ระบุ ไทยเก่งแต่ในบ้าน เผย 7 ข้อด้อยคนไทย-ปท.ไทย


ในฐานะที่เป็นคนไทยและเคยรับผิดชอบด้านงบประมาณและโครงการของแผ่นดินในการพัฒนาชาติไทยและคนไทย ผมรู้สึกผิดหวังมากและใกล้ถึงจุดหมดหวังเข้าไปทุกทีในการสร้างชาติไทยให้โดดเด่นในเวทีโลกตามที่เคยคิดเคยฝันไว้ เพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับที่เสื่อมถอยในเกือบทุกด้าน


โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การศึกษา ขีดความสามารถในการแข่งขัน การแก้ไขปัญหาความยากจน และจริยธรรม เป็นต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเครื่องประเทศไทยอย่างจริงจังในเชิงบูรณาการโดยมิชักช้า


การปฏิรูปประเทศไทยจะเป็นไปไม่ได้เลย หากพูดแต่ขาดความจริงใจ โดยผู้พูดไม่ได้แสดงพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย ผิดกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเทศมาเลเซียได้ประกาศว่า ในปี ค.ศ.2020 (พ.ศ. 2563) ประเทศมาเลเซียจะเป็นประเทศพัฒนา (2020 Developed Country) คืออีก 9 ปีข้างหน้า


และเมื่อต้นปีนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ประกาศแล้วว่า ในปี ค.ศ. 2020 ประเทศมาเลเซียจะบรรลุการเป็นประเทศพัฒนาได้อย่างแน่นอน และผมเชื่อว่าประเทศมาเลเซียจะประสบความสำเร็จได้ เพราะในขณะนี้ประเทศมาเลเซียได้พัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศไทยในเกือบทุกด้าน ทั้งๆที่ 20 ปี ที่แล้วประเทศมาเลเซียล้าหลังกว่าประเทศไทยในเกือบทุกด้าน


คนไทยโดยเฉพาะนักการเมืองไทย มักแสดงว่า ตนฉลาดและเก่งเสมือน เสือ เมื่ออยู่ในประเทศ แต่เมื่อไปอยู่ในเวทีโลกกลับไม่ได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศนำในการเป็นตัวอย่างการพัฒนาได้ พูดอย่างไทยๆ คือ เก่งแต่ในบ้าน


ในการที่เป็นเช่นนี้เพราะคนไทย โง่ กว่าเขาหรือ มีความรู้น้อยกว่าเขาหรือ มิใช่เลยคนไทยที่ฉลาดและมีความรู้มากก็มีมาก แต่สิ่งที่คนไทยมีจุดด้อยที่สำคัญ คือ


1. ขาดจินตนาการ (Imagination) ดังเช่นที่ไอสไตน์ กล่าวว่า “Imagination is more important than knowledge” (จินตนาการมีความสำคัญกว่าความรู้) คนไทยไม่ชอบ “คนคิดนอกกรอบ” มักชอบแต่คนที่คิดเหมือนตนเอง โดยขาดความคิดในเชิง “บูรณาการ” และ “นอกกรอบ” (Out-of-the box)


2. ผู้นำและคนไทยไม่เสาะแสวงหาคนเก่งคนดีที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยเป็นนักคิดและช่วยพัฒนาประเทศ มักจะเน้นการใช้แต่พรรคพวกของตัวเองเท่านั้น ทั้งๆที่มิได้เก่งจริง อีกทั้งขาดประสบการณ์ คนดีและคนเก่งจึงไม่มีโอกาสรับใช้ชาติ


3. นักการเมืองและผู้นำของไทยขาดวิสัยทัศน์และมักคิดแต่ระยะสั้นๆ ดังเช่นที่นักคิดชาวตะวันตกกล่าวไว้ว่า “Politician thinks of today while stateman thinks of tomorrow” (นักการเมืองคิดแต่ปัจจุบัน ในขณะที่รัฐบุรุษคิดถึงวันข้างหน้า) จึงมักมีคำเปรียบเปรยพฤติกรรมของนักการเมืองไทยเสมอๆว่า เป็นพวก “คอรัปชั่น” “จานด่วน” และ “ซื้อเสียง” เป็นต้น


4. ขาดนักการเมืองที่เก่งจริง นักการเมืองที่ไม่เก่ง และขาดประสบการณ์ เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีทำให้มีอำนาจก็มักคิดและทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เข้าท่า เพื่อแสดงว่าตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ แต่กลายเป็นการทำลายสิ่งที่ดีที่มีอยู่เดิม


อีกทั้งสร้างภาระด้านงบประมาณมากมายอย่างน่าเสียดาย ดังตัวอย่าง การคิด ครูพันธุ์ใหม่ เรียน 6 ปี หรือการจะเปลี่ยนสนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์กระจายสินค้า เนื่องจากผู้คิดขาดการคำนึงถึงหลักการด้านความคุ้มค่า (Benefit – Cost Concept) เนื่องจากเราได้มีการลงทุนมากกว่าหมื่นล้านในการสร้างสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินนานาชาติ แต่กลับจะเอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น แล้วจะไปลงทุนอีก 3 – 4 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายสนามบินสุวรรณภูมิ


ประเทศไทยมีเงินงบประมาณมากมาย เพื่อมาใช้เงินนี้หรือ อีกทั้งยังขาดการคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในยุคที่ประเทศในโลกต้องเสี่ยงกับภัยธรรมชาติร้ายแรงและภัยการก่อการร้าย ซึ่งหากสนามบินแห่งหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ ประเทศก็ยังไม่เป็นอัมพาต เพราะมีสนามบินที่สองช่วยได้


การมีสนามบินแห่งเดียวในเมืองหลวง จึงไม่แตกต่างจากสุภาษิตของฝรั่งที่ว่า Put all the eggs in one basket หรือ การเอาไข่ทั้งหมดไว้ในตระกร้าใบเดียวพอไข่แตกก็แตกหมด


5. การปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญของไทย มักได้นักวิชาการที่ขาดอุดมการณ์และเป็นพรรคพวกของนักการเมืองมาดำเนินการการปฏิรูปหรือการแก้ไข จึงเป็นการไปสนองตัณหาของนักการเมืองมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน


6. การปฏิรูปการศึกษา แต่ละครั้งก็มีแต่ความล้มเหลวทำให้การสร้างและพัฒนาคนขาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง และผู้ที่ทำให้ปฏิรูปการศึกษาล้มเหลวก็ลอยหน้าลอยตา และลอยนวล โดยปราศจากการถูกลงโทษแต่ประการใด


องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่มาก และมีเงินรายได้มากมาย เพียงแค่โรงเรียนชั้นประถมและมัธยมยังไม่สามารถบริหารจัดการให้มีคุณภาพดีได้ทำให้ผู้ปกครองต้องขวนขวายหาโรงเรียนนอกเขตให้บุตรหลานของตน ซึ่งสร้างปัญหาการจราจรติดขัด และภาระอื่นๆเป็นอย่างมาก


แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นกลับตั้งมหาวิทยาลัยของตนเองขึ้นมาโดยไม่น่าจะมีความจำเป็น อันจะเป็นภาระต้องใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มจำนวนมาก ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องมารีดภาษีจากประชาชนเพิ่ม


7. หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่พัฒนาและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินขาดความรู้ความสามารถและประสบการณ์อย่างแท้จริง อีกทั้งมักรับใช้นักการเมือง ข้าราชการไทยจึงอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ ขาดกำลังใจ และขาดเกียรติภูมิ คนดีและคนเก่งจำนวนมาก จึงไม่อยากรับราชการ ข้าราชการที่ดีและเก่งจะถูก กดหัว และ กดดัน โดยนักการเมือง จึงมักขาดกำลังใจในการปฏิบัติงาน


ผิดกับประเทศสิงคโปร์ ข้าราชการจะเป็นคนเก่ง และได้รับเงินเดือนกับค่าตอบแทนที่สูง เพราะสิงคโปร์เห็นว่า ข้าราชการที่เก่งและดีเท่านั้นที่จะช่วยสร้างชาติ และช่วยรักษากติกาของบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม กับช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง และการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเอกชน


ในฐานะที่เป็นคนไทย ผมอยากเห็นประเทศไทยมีหน้ามีตา และมีเสียงดังในเวทีโลกอย่างประเทศอื่นๆ คนไทยโดยเฉพาะปัญญาชนของประเทศจะต้องเลือกอนาคตของชาติว่า เราจะอยู่อย่างแมว หรืออยู่อย่างเสือ ในวันข้างหน้า


ถ้าเราอยากจะอยู่อย่างเสือ เราก็ต้องทำการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ซึ่งผมขอย้ำว่าเรามีคนเก่งจริงและทำได้จริง ถ้าหากได้มีโอกาสรับใช้ชาติ


แต่ถ้าหากเราคิดว่า ปัจจุบันนี้ดีอยู่แล้ว ก็จงอยู่อย่างแมวกันต่อไปเถิด

เปิดนโยบายรัฐฉบับแอบทำ-เผยวาทกรรมปู




พท.ถกเครียด ร่างนโยบายรัฐกว่า 5 ชม. เสนอที่ประชุม ครม. เผย ใส่นโยบายหาเสียงเกือบครบ เว้นรถไฟฟ้า 20 บาท ไม่เร่งด่วน 'ปู' ยก "วิกฤติการเงินโลก" กล่อม ด้าน พท. ป่วน ลูกพรรคซัด ร่างนโยบาย 'ฉบับแอบทำ'

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อสภาว่า กำลังดำเนินการร่างนโยบาย ซึ่งยังไม่เสร็จสิ้นดี แต่น่าจะเสร็จทันประชุมครม. ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ทั้งนี้ เมื่อถามว่า มีนโยบายที่หาเสียงไว้ครบถ้วนหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า "เดี๋ยวรอของจริงเลยดีไหม"
เมื่อถามถึงนโยบายเรื่องปรองดอง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า มีอยู่ ส่วนเรื่องค่าแรง 300 บาท เป็นนโยบายต้องคุยกับไตรภาคีอีก
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมยกร่างนโยบายกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อเตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม. ก่อนที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภานั้น ปรากฏว่า นโยบายที่อภิปรายกันมากที่สุด เป็นเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยเฉพาะการพิจารณาถ้อยคำว่า จะเขียนอย่างไร ไม่ให้ผูกพันรัฐบาล เพราะเกรงว่า จะทำไม่ได้ แต่ต้องทำให้เห็นว่า รัฐบาลทำจริง
          ทั้งนี้ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวในที่ประชุมว่า นโยบายเรื่องนี้มีความหนักใจ ถ้าหากรัฐบาลทำไม่ได้ และมีแรงต้านจากผู้ประกอบการจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ ทำให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่มาร่วมงานยกร่างนโยบายของรัฐบาลทั้งหมด ได้พยายามบอกว่า เป็นเรื่องที่หาเสียงเอาไว้แล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญ และจริง ๆ แล้วแรงงานมีฝีมือหลายจังหวัด มีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทอยู่แล้ว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เป็นที่น่าสังเกตว่า มีนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ แต่ไม่ได้นำมาบรรจุในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยระบุไว้เพียงว่า เป็นนโยบายในแต่ละด้านแทน อาทิ โครงการก่อสร้างระบบรถไฟรางคู่ โครงการศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ- เชียงใหม่ สายกรุงเพทฯ- นครราชสีมา และสายกรุงเทพฯ- หัวหิน รวมทั้งเส้นทางที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน โครงการการขยายเส้นทางรถไฟแอร์พอร์ทลิงก์จากสุวรรณภูมิไปถึงพัทยา การเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า 10 สายทั้งในกทม.และปริมณฑล โดยให้ก่อสร้างได้ครบทั้งหมดภายใน 4 ปี และเก็บค่าบริการ 20 บาทตลอดสายทั้งระบบ

เผยวาทกรรม "ยิ่งลักษณ์" แถลงนโยบายต่อสภา ยก "วิกฤติการเงินโลก" กล่อม

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (ร่าง)คำแถลงนโยบายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในวันจันทร์ที่ 22 ส.ค.54 มีเนื้อหาตามร่าง ดังนี้
          "ท่านประธานสภาที่เคารพ ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 9 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 นั้น
          บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
          คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และการเมืองการปกครองของไทยให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน
          ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในทศวรรษการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก และวิกฤติการณ์ศรัทธาต่อเงินสกุลที่โลกใช้เป็นทุนสำรองที่สำคัญ  ดังนั้นเราจะต้องพึ่งพาการปรับภูมิคุ้มกันอย่างเร่งด่วน สองประการ ประการที่หนึ่งคือ การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจทางการเงิน และค่าของเงินจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจเดิมเข้าสู่ขั้วประเทศมหาอำนาจ เศรษฐกิจใหม่ที่มีอำนาจการซื้อสูงขึ้น อย่างเช่น ประเทศจีน อินเดีย
          ประการที่สองคือการขาดความเชื่อมั่นในบทบาทและค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินยูโร อันสืบเนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงมาก ซึ่งสะท้อนต่อภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างรุนแรง และกระทบต่อความมั่นคงและมั่งคั่งในทรัพย์สินและฐานะเงินสำรองของทุกประเทศ อย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโลกในอนาคต ในขณะที่ศูนย์กลางการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดพลังความคิดสร้าง สรรค์ยังดำรงอยู่กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม
          รัฐบาลจึงมีภารกิจหลักเร่งด่วนในการสร้างความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพของ เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการปรับโครงสร้างการผลิตทุกด้านจากการส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนควบคู่ ไปกับการปรับทักษะการผลิตให้สามารถสร้างงานและรายได้จากการผลิตสินค้าและ บริการที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีมูลค่าสูง
          การสร้างระบบการขนส่งให้สามารถรองรับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมี ศักยภาพ ทั้งยังเป็นการกระจายผลประโยชน์ ยกระดับอาชีพและระดับรายได้สำหรับเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งที่มาจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจใน ประเทศในระยะยาวอย่างมีคุณภาพ มั่นคงและยั่งยืนตามหลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง
          ในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลจะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างมีวินัย โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ไม่สร้างภาระหนี้ให้แก่ชนรุ่นหลัง โดยการลงทุนใหม่ของรัฐบาลนั้นจะยึดกรอบการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มทุนและสามารถ ชำระหนี้คืนให้ตัวเองเป็นสำคัญ ในการนี้รัฐบาลจะดำเนินการใช้ทรัพยากรเงินทุนและสินทรัพย์ในประเทศ และการประสานการใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาดและรอบคอบ
          การสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะวางรากฐานการพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ โดยการอนุรักษ์ส่งเสริมทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง การพัฒนาคุณภาพของคนส สร้างครอบครัวที่อบอุ่น การแก้ไขปัญหายาเสพติด และพฤติกรรมบั่นทอนคุณภาพของเยาวชนไทย
          การปรับปรุงระบบการศึกษาตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญเพื่อสร้างสังคมแห่งการ เรียนรู้และสามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้อย่างเท่าทัน  รวมทั้งการเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่มั่นคง มีมาตรฐานให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างกำลังการผลิตที่มีคุณภาพแต่ยังสร้างสังคมที่มีความ สุข
          ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวข้างต้น จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยและประชาชนชาวไทยมีความปรองดองสมานฉันท์ทาง การเมืองและทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มีการยึดหลักนิติธรรม ภายใต้กรอบกติกาของระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการรักษากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนทุกคน ได้รับการปฏิบัติภายใต้กฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค"

เปิดเนื้อหานโยบายรัฐ 8 หัวข้อ 34 หน้า

          สำหรับนโยบายที่จะแถลงต่อสภาซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้จัดทำเป็นเอกสารจำนวน 34 หน้า โดยทุกหน้าประทับคำว่า “ร่างนโยบายรัฐบาล ยังไม่เปิดเผย” โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 8 หัวข้อคือ
          1.นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มทำในปีแรก แบ่งเป็น
1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
          1.1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมาน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
          1.1.2 เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิด ทางการเมืองและความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540
          1.1.3 สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่ง ชาติ(คอป.) ดำเนินการอย่างอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการตรวจ สอบหาความจริงกรณีความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ความเสียหายทางทรัพย์สิน
1.2 กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ
1.3 ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง
1.4 เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว
1.5 เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ
1.6 แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
1.7 ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
          1.7.1 พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาท
          1.7.2 เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท
          1.7.3 จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ
          1.7.4 ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่บ้านหลังแรก
1.8 ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ขยายฐานภาษีและรองรับเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
1.9 ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อรายย่อย
          1.9.1 เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 1 ล้านบาท
          1.9.2จัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพสตรีเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท
          1.9.3จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงินประมาณ 1 พันล้านต่อสถาบันอุดมศึกษา
1.10 ยกระดับสินค้าการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยให้มีการประกันภัยพืชผลและนำระบบรับจำนำสินค้าการเกษตรมาใช้ รวมถึงการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร
1.11 ส่งเสริมให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการด้วยการสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก
1.12 เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยได้ปี 2554 - 2555 เป็นปีมหัศจรรย์ไทยแลนด์ (มิลาเคิลไทยแลนด์ เยียร์) และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองในพระราชพิธีมหามงคลในช่วงปี 2554-2555
1.13 สนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างเอกลักษณ์และผลิตสินค้าในท้องถิ่น
          1.13.1 สนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
          1.13.2บริหารโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพ
1.14 พัฒนาระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
1.15จัด หาเครื่องคอมพิวเตอร์แทปเล็ตให้โรงเรียน โดยเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในแทปเล็ต รวมถึงทำอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริหารและในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสถานศึกษาที่กำหนดฟรี
1.16 เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขว้าง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนเห็นชอบโดยการออกเสียงประชามติ
          2. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เช่น เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์, พัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง
          3.นโยบายเศรษฐกิจ
          4.นโยบายคุณภาพชีวิต
          5.นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          6.นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
          7.นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
          8.นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
          ทั้งนี้ ที่น่าสนใจคือ นโยบายของรัฐบาล ยังระบุด้วยว่า ในส่วนนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ มีเรื่องการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งมหากษัตริย์ โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยการเชิดชู ปกป้อง มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
          รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการนำเอาสถาบันมาใช้อ้างเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือเพื่อแบ่งแยกความจงรักภักดีของประชาชน อีกทั้งส่งเสริม เผยแพร่โครงการพระราชดำริเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้สามัคคี และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง
          นอกจากนี้ต้องพัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง รวมถึงเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนชาติ

ลูกพรรค พท. ป่วน ไม่มีส่วนร่วม ซัด นโยบายรัฐ "ฉบับแอบทำ"

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.54 .ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคน ได้รับข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสจากพรรคว่า ขอให้มาร่วมประชุมเพื่อพิจารณาร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ทำให้มีส.ส.ของพรรคเดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยพอสมควร
          ทั้งนี้ เมื่อเริ่มการประชุม ได้มีการนำสไลด์เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ มาฉายทีละหน้า รวมทั้งยังมีการระบุด้วยว่า นโยบายรัฐบาลฉบับจริง ขณะนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค และนางฐิติมา ฉายแสง ผู้สมัครส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่บรรยายสรุปแต่ละหน้าให้กับส.ส.ฟังแต่ไม่มีรัฐมนตรีของพรรคเข้าร่วม รับฟังด้วยแต่อย่างใด
          ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทันทีที่ฉายสไลด์นโยบายของรัฐบาล ส.ส.ของพรรคส่วนใหญ่ ต่างรู้สึกไม่พอใจ โดยมองว่าส.ส.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม หรือรับรู้ขั้นตอนในการร่างนโยบายของรัฐบาลเลย ทั้ง ๆ ที่นโยบายของรัฐบาล ส.ส.มีหน้าที่ที่จะต้องนำไปชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่
          นายประเสริฐ เด่นกิจนภาลัย ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมช่วงหนึ่งว่า เขาขอเรียกนโยบายดังกล่าวว่า “ฉบับแอบทำ” เพราะนโยบายดังกล่าว ไม่สามารถที่จะนำไปอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ เช่น การถมที่กลางทะเลเพื่อทำเมืองใหม่ มีการเขียนไว้อย่างกว้างๆ เท่านั้น ซึ่งหากเป็นแบบนี้ไม่ใช่แค่จะถูกพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายถล่มในสภาเท่านั้น แต่กลุ่มเอ็นจีโอหรือประชาชนในพื้นที่ก็จะสอบถามรายละเอียดต่างๆ ด้วย แต่เราก็ตอบไม่ได้
          ด้านนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นถามในเรื่องนโยบายการให้เงินกองทุนสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท ที่ไม่มีรายละเอียดในนโยบายว่า จะนำเงินจำนวนดังกล่าวนั้นมาจากไหน และจะให้ใครเป็นผู้ดูแลเงินจำนวนดังกล่าว
          "อยากให้ระบุให้ชัดเจนว่า จะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อบต. หรือจังหวัด"
          รายงานระบุด้วยว่า ในที่ประชุมได้พูดถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนด้วยว่า ไม่มีการระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่า เด็กที่จะได้รับแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต้องเรียนอยู่ชั้นไหนหรือต้องอายุเท่าไหร่ด้วย
          ทั้งนี้ นายจารุพงศ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ร่างนโยบายของรัฐบาลฉบับที่นำมาฉายสไลด์ให้ดู ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นที่สิ้นสุด ยังเป็นเพียงแค่ฉบับร่างเท่านั้น และยังจะเปิดโอกาสให้ส.ส.ได้พิจารณาร่วมกันอีกครั้ง ในการประชุมส.ส.พรรคในวันที่ 16 ส.ค.นี้

พท.ถกเครียด ร่างนโยบายรัฐกว่า 5 ชม. เสนอที่ประชุม ครม. เผย ใส่นโยบายหาเสียงเกือบครบ เว้นรถไฟฟ้า 20 บาท ไม่เร่งด่วน 'ปู' ยก "วิกฤติการเงินโลก" กล่อม ด้าน พท. ป่วน ลูกพรรคซัด ร่างนโยบาย 'ฉบับแอบทำ'

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อสภาว่า กำลังดำเนินการร่างนโยบาย ซึ่งยังไม่เสร็จสิ้นดี แต่น่าจะเสร็จทันประชุมครม. ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ทั้งนี้ เมื่อถามว่า มีนโยบายที่หาเสียงไว้ครบถ้วนหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า "เดี๋ยวรอของจริงเลยดีไหม"
          เมื่อถามถึงนโยบายเรื่องปรองดอง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า มีอยู่ ส่วนเรื่องค่าแรง 300 บาท เป็นนโยบายต้องคุยกับไตรภาคีอีก
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมยกร่างนโยบายกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อเตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม. ก่อนที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภานั้น ปรากฏว่า นโยบายที่อภิปรายกันมากที่สุด เป็นเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยเฉพาะการพิจารณาถ้อยคำว่า จะเขียนอย่างไร ไม่ให้ผูกพันรัฐบาล เพราะเกรงว่า จะทำไม่ได้ แต่ต้องทำให้เห็นว่า รัฐบาลทำจริง
          ทั้งนี้ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวในที่ประชุมว่า นโยบายเรื่องนี้มีความหนักใจ ถ้าหากรัฐบาลทำไม่ได้ และมีแรงต้านจากผู้ประกอบการจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ ทำให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง ที่มาร่วมงานยกร่างนโยบายของรัฐบาลทั้งหมด ได้พยายามบอกว่า เป็นเรื่องที่หาเสียงเอาไว้แล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญ และจริง ๆ แล้วแรงงานมีฝีมือหลายจังหวัด มีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทอยู่แล้ว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เป็นที่น่าสังเกตว่า มีนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ แต่ไม่ได้นำมาบรรจุในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยระบุไว้เพียงว่า เป็นนโยบายในแต่ละด้านแทน อาทิ โครงการก่อสร้างระบบรถไฟรางคู่ โครงการศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ- เชียงใหม่ สายกรุงเพทฯ- นครราชสีมา และสายกรุงเทพฯ- หัวหิน รวมทั้งเส้นทางที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน โครงการการขยายเส้นทางรถไฟแอร์พอร์ทลิงก์จากสุวรรณภูมิไปถึงพัทยา การเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า 10 สายทั้งในกทม.และปริมณฑล โดยให้ก่อสร้างได้ครบทั้งหมดภายใน 4 ปี และเก็บค่าบริการ 20 บาทตลอดสายทั้งระบบ

เผยวาทกรรม "ยิ่งลักษณ์" แถลงนโยบายต่อสภา ยก "วิกฤติการเงินโลก" กล่อม

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (ร่าง)คำแถลงนโยบายของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในวันจันทร์ที่ 22 ส.ค.54 มีเนื้อหาตามร่าง ดังนี้
          "ท่านประธานสภาที่เคารพ ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 9 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 นั้น
          บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
          คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และการเมืองการปกครองของไทยให้ก้าวหน้า เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน
          ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในทศวรรษการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก และวิกฤติการณ์ศรัทธาต่อเงินสกุลที่โลกใช้เป็นทุนสำรองที่สำคัญ  ดังนั้นเราจะต้องพึ่งพาการปรับภูมิคุ้มกันอย่างเร่งด่วน สองประการ ประการที่หนึ่งคือ การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจทางการเงิน และค่าของเงินจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจเดิมเข้าสู่ขั้วประเทศมหาอำนาจ เศรษฐกิจใหม่ที่มีอำนาจการซื้อสูงขึ้น อย่างเช่น ประเทศจีน อินเดีย
          ประการที่สองคือการขาดความเชื่อมั่นในบทบาทและค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินยูโร อันสืบเนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงมาก ซึ่งสะท้อนต่อภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างรุนแรง และกระทบต่อความมั่นคงและมั่งคั่งในทรัพย์สินและฐานะเงินสำรองของทุกประเทศ อย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโลกในอนาคต ในขณะที่ศูนย์กลางการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดพลังความคิดสร้าง สรรค์ยังดำรงอยู่กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม
          รัฐบาลจึงมีภารกิจหลักเร่งด่วนในการสร้างความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพของ เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการปรับโครงสร้างการผลิตทุกด้านจากการส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชนควบคู่ ไปกับการปรับทักษะการผลิตให้สามารถสร้างงานและรายได้จากการผลิตสินค้าและ บริการที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีมูลค่าสูง
          การสร้างระบบการขนส่งให้สามารถรองรับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมี ศักยภาพ ทั้งยังเป็นการกระจายผลประโยชน์ ยกระดับอาชีพและระดับรายได้สำหรับเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งที่มาจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจใน ประเทศในระยะยาวอย่างมีคุณภาพ มั่นคงและยั่งยืนตามหลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง
          ในการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลจะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างมีวินัย โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ไม่สร้างภาระหนี้ให้แก่ชนรุ่นหลัง โดยการลงทุนใหม่ของรัฐบาลนั้นจะยึดกรอบการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มทุนและสามารถ ชำระหนี้คืนให้ตัวเองเป็นสำคัญ ในการนี้รัฐบาลจะดำเนินการใช้ทรัพยากรเงินทุนและสินทรัพย์ในประเทศ และการประสานการใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาดและรอบคอบ
          การสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะวางรากฐานการพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ โดยการอนุรักษ์ส่งเสริมทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง การพัฒนาคุณภาพของคนส สร้างครอบครัวที่อบอุ่น การแก้ไขปัญหายาเสพติด และพฤติกรรมบั่นทอนคุณภาพของเยาวชนไทย
          การปรับปรุงระบบการศึกษาตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญเพื่อสร้างสังคมแห่งการ เรียนรู้และสามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้อย่างเท่าทัน  รวมทั้งการเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่มั่นคง มีมาตรฐานให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างกำลังการผลิตที่มีคุณภาพแต่ยังสร้างสังคมที่มีความ สุข
          ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวข้างต้น จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยและประชาชนชาวไทยมีความปรองดองสมานฉันท์ทาง การเมืองและทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มีการยึดหลักนิติธรรม ภายใต้กรอบกติกาของระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการรักษากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนทุกคน ได้รับการปฏิบัติภายใต้กฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค"

เปิดเนื้อหานโยบายรัฐ 8 หัวข้อ 34 หน้า

          สำหรับนโยบายที่จะแถลงต่อสภาซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้จัดทำเป็นเอกสารจำนวน 34 หน้า โดยทุกหน้าประทับคำว่า “ร่างนโยบายรัฐบาล ยังไม่เปิดเผย” โดยแบ่งเป็นทั้งหมด 8 หัวข้อคือ
          1.นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มทำในปีแรก แบ่งเป็น
1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
          1.1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมาน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
          1.1.2 เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิด ทางการเมืองและความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540
          1.1.3 สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่ง ชาติ(คอป.) ดำเนินการอย่างอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการตรวจ สอบหาความจริงกรณีความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ความเสียหายทางทรัพย์สิน
1.2 กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ
1.3 ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง
1.4 เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว
1.5 เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ
1.6 แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
1.7 ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
          1.7.1 พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาท
          1.7.2 เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท
          1.7.3 จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ
          1.7.4 ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่บ้านหลังแรก
1.8 ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ขยายฐานภาษีและรองรับเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
1.9 ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อรายย่อย
          1.9.1 เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 1 ล้านบาท
          1.9.2จัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพสตรีเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท
          1.9.3จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงินประมาณ 1 พันล้านต่อสถาบันอุดมศึกษา
1.10 ยกระดับสินค้าการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยให้มีการประกันภัยพืชผลและนำระบบรับจำนำสินค้าการเกษตรมาใช้ รวมถึงการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร
1.11 ส่งเสริมให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการด้วยการสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก
1.12 เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยได้ปี 2554 - 2555 เป็นปีมหัศจรรย์ไทยแลนด์ (มิลาเคิลไทยแลนด์ เยียร์) และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองในพระราชพิธีมหามงคลในช่วงปี 2554-2555
1.13 สนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างเอกลักษณ์และผลิตสินค้าในท้องถิ่น
          1.13.1 สนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ
          1.13.2บริหารโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพ
1.14 พัฒนาระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค
1.15จัด หาเครื่องคอมพิวเตอร์แทปเล็ตให้โรงเรียน โดยเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในแทปเล็ต รวมถึงทำอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริหารและในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสถานศึกษาที่กำหนดฟรี
1.16 เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขว้าง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนเห็นชอบโดยการออกเสียงประชามติ
          2. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เช่น เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์, พัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง
          3.นโยบายเศรษฐกิจ
          4.นโยบายคุณภาพชีวิต
          5.นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          6.นโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
          7.นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
          8.นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
          ทั้งนี้ ที่น่าสนใจคือ นโยบายของรัฐบาล ยังระบุด้วยว่า ในส่วนนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ มีเรื่องการเทิดทูนและพิทักษ์รักษาซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งมหากษัตริย์ โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยการเชิดชู ปกป้อง มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
          รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการนำเอาสถาบันมาใช้อ้างเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือเพื่อแบ่งแยกความจงรักภักดีของประชาชน อีกทั้งส่งเสริม เผยแพร่โครงการพระราชดำริเพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้สามัคคี และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง
          นอกจากนี้ต้องพัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง รวมถึงเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนชาติ

ลูกพรรค พท. ป่วน ไม่มีส่วนร่วม ซัด นโยบายรัฐ "ฉบับแอบทำ"

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.54 .ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคน ได้รับข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสจากพรรคว่า ขอให้มาร่วมประชุมเพื่อพิจารณาร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ทำให้มีส.ส.ของพรรคเดินทางมาเข้าร่วมประชุมด้วยพอสมควร
          ทั้งนี้ เมื่อเริ่มการประชุม ได้มีการนำสไลด์เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ มาฉายทีละหน้า รวมทั้งยังมีการระบุด้วยว่า นโยบายรัฐบาลฉบับจริง ขณะนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค และนางฐิติมา ฉายแสง ผู้สมัครส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่บรรยายสรุปแต่ละหน้าให้กับส.ส.ฟังแต่ไม่มีรัฐมนตรีของพรรคเข้าร่วม รับฟังด้วยแต่อย่างใด
          ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทันทีที่ฉายสไลด์นโยบายของรัฐบาล ส.ส.ของพรรคส่วนใหญ่ ต่างรู้สึกไม่พอใจ โดยมองว่าส.ส.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม หรือรับรู้ขั้นตอนในการร่างนโยบายของรัฐบาลเลย ทั้ง ๆ ที่นโยบายของรัฐบาล ส.ส.มีหน้าที่ที่จะต้องนำไปชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่
          นายประเสริฐ เด่นกิจนภาลัย ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมช่วงหนึ่งว่า เขาขอเรียกนโยบายดังกล่าวว่า “ฉบับแอบทำ” เพราะนโยบายดังกล่าว ไม่สามารถที่จะนำไปอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ เช่น การถมที่กลางทะเลเพื่อทำเมืองใหม่ มีการเขียนไว้อย่างกว้างๆ เท่านั้น ซึ่งหากเป็นแบบนี้ไม่ใช่แค่จะถูกพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายถล่มในสภาเท่านั้น แต่กลุ่มเอ็นจีโอหรือประชาชนในพื้นที่ก็จะสอบถามรายละเอียดต่างๆ ด้วย แต่เราก็ตอบไม่ได้
          ด้านนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นถามในเรื่องนโยบายการให้เงินกองทุนสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท ที่ไม่มีรายละเอียดในนโยบายว่า จะนำเงินจำนวนดังกล่าวนั้นมาจากไหน และจะให้ใครเป็นผู้ดูแลเงินจำนวนดังกล่าว
          "อยากให้ระบุให้ชัดเจนว่า จะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อบต. หรือจังหวัด"
          รายงานระบุด้วยว่า ในที่ประชุมได้พูดถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนด้วยว่า ไม่มีการระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่า เด็กที่จะได้รับแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต้องเรียนอยู่ชั้นไหนหรือต้องอายุเท่าไหร่ด้วย
          ทั้งนี้ นายจารุพงศ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ร่างนโยบายของรัฐบาลฉบับที่นำมาฉายสไลด์ให้ดู ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่เป็นที่สิ้นสุด ยังเป็นเพียงแค่ฉบับร่างเท่านั้น และยังจะเปิดโอกาสให้ส.ส.ได้พิจารณาร่วมกันอีกครั้ง ในการประชุมส.ส.พรรคในวันที่ 16 ส.ค.นี้
รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง