บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

วรเจตน์ ปะทะ สมเกียรติ ว่ากันเรื่อง นิติราษฎร์


















Tan Rasana
นิติราษฎร์"เกิดขึ้นมา ทำให้ต้องกลับไปค้นคว้าวิธีคิดของหัวหน้าคณะนิติราษฎร์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ยิ่งได้อาจารย์สมเกียรติที่ผมเชื่อมั่นท่านมานานมาอธิบาย ก็เลยถึงบางอ้อได้ง่ายๆว่า หัวหน้าคณะนิติราษฎร์ท่านนี้หากเป็นทนายก็คงจะเป็น"ทนายโจร"แบบที่ชาวบ้านเค้าเรียก เพราะตัดตอนประวัติศาสตร์ของปัญหา เอาประเด็นย่อยมาเป็นประเด็นใหญ่ เอาสีข้างเข้าถูในเรื่องกระบวนการอย่างเดียว ไม่พิจารณาเจตนาของการกระทำ ทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นครับในเจตนาของการก่อตั้ง"คณะ(นิติ)ราษฎร์ ๒"
  หัวหน้า"คณะ(นิติ)ราษฎร์ ๒"นี้คงไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์มากระมังครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ นั้นได้มาจากปากกระบอกปืนของกองทัพครับ ท่านปรีดี พนมยงศ์ซึ่งถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในการวางรากฐานประชาธิปไตยไทยก็เคยใช้กำลังทหารเรือพยายามแย่งยึดอำนาจกลับคืนด้วยความช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหลผ่านสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มาวางรากฐานสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ไทย นายกโจว เอินไหลได้ให้กำลังทหารส่วนหนึ่งมาช่วย
ดร.ไก่ Tanond  
ผมพูดมาหลายวันแล้ว มันก็อีแค่ devil's advocate! ที่คิดและทำตามแบบอย่างของ ..ทำเช่นไรก้ได้เพื่อให้ได้มา หรือ the end justified the means นั่นแหละขอรับ

ต้องนำบทสัมภาษณ์ล่าสุดของท่านปรีดี มาฟังกัน จะเข้าใจอะไรๆได้มากเลย โดยฌแพาะยิ่ง..เมื่อตอนนั้นได้ทำไปเพราะความหนุ่ม.. ท่านเองก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าเน้นย้ำไปที่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราจึงได้เห็นสภาพของท่านกับจอมพลป. ว่ารักกันในตอนต้น..หมางกันในตอนกลาง ..และอยู้ร่วมโลกกันไม่ได้ในตอนท้าย ..ท่านจึงตกเป็นเหยื่อ ของดาบสุดท้ายจากอริ ด้วยข้อหาที่ตนไม่ได้ทำ..










สภาทนายความออกแถลงการณ์ ค้านกลุ่มนิติราษฎร์ ยัน ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจบริหา
รครอบงำองค์กรอิสระ


อ.นิติฯ มธ.อัด “นิติราษฎร์” ยกศาลยุคนาซีเปรียบศาลไทย ชี้คนละเรื่อง


ASTV manager online

“กิตติศักดิ์” อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ตอกกลับกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอลบล้างผลพวงรัฐประหารปี 49 ชี้แม้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แต่ก็จำกัดโดยกฎหมายเสมอ ซัดหยิบกรณีศาลประชาชนยุคนาซีในเยอรมันคนละเรื่อง เหตุศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมืองไม่ได้แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร แถมยังสู้คดีได้เต็มที่ เลือกทนายความได้เอง เตือนเอาเรื่องที่ไม่ควรเทียบกันมาเทียบทำคนหมู่มากสับสน อย่าปักธงคำตอบล่วงหน้าแล้วค่อยหาเหตุผลตามหลัง
       
       วันนี้ (27 ก.ย.) รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบันทึกในเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน” โดยกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นกลุ่มอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่นำโดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ออกแถลงการณ์โดยมีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
       
       โดยกล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมที่กลุ่มนิติราษฎร์กล้าคิดและแถลงความคิดเห็นของตนต่อสาธารณชนเพื่อชักชวนให้มาคิดคล้อยและคิดค้านกันบนฐานแห่งเหตุผล โดยไม่จมอยู่ในอคติ หรือผลัดกันเขียนเวียนกันอ่านวานกันชมเฉพาะหมู่พวกของตัว แต่การนำเสนอความเห็นโดยนำสิ่งที่ไม่ควรเทียบกันมาเทียบกัน หรือแสดงความเห็นโดยไม่ชี้แจงให้ชัดว่าเป็นความเห็น แต่ทำให้คนเชื่อได้ว่าเป็นความรู้โดยมิได้ตั้งแง่คิดให้ผู้อ่านได้ไตร่ตรองอาจชวนให้เกิดความหลงทาง หรือเกิดไขว้เขวทางความคิดแก่คนหมู่มากจนยากจะแก้ไข เป็นสิ่งที่นักวิชาการพึงระวัง
       
       ทั้งนี้การลบล้างผลคำพิพากษาที่อ้างว่าขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างร้ายแรงโดยอ้างอำนาจประชาชนนั้น ก่อนอื่นต้องพิเคราะห์กันเสียก่อนว่าสิ่งที่เรียกว่า การอ้างอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนขึ้นลบล้างคำพิพากษานั้น ในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ ซึ่งหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะตั้งอยู่บนฐานของเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเป็นเสียงข้างมากที่ยืนยันหลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าหลักนิติธรรมซึ่งข้อพิพาททั้งปวงต้องได้รับการวินิจฉัยจากศาลยุติธรรมที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย
       
       กล่าวอีกอย่างหนึ่ง อำนาจสูงสุดแม้จะเป็นของประชาชน แต่ก็จำกัดโดยกฎหมายเสมอ และกฎหมายที่ว่านี้มีอยู่อย่างไรก็ต้องตัดสินโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นอิสระ คือต้องเป็นคนกลาง ที่เข้าสู่ตำแหน่งเพราะมีคุณสมบัติเป็นที่ประจักษ์ทั้งในทางคุณวุฒิ และทางคุณธรรม ไม่ใช่ตั้งกันตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ แต่ตั้งขึ้นจากบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่พอจะทำให้น่าเชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านี้ล้วนมีคุณวุฒิเป็นผู้รู้กฎหมาย รู้ผิดชอบชั่วดี และเป็นผู้ทรงคุณธรรมคือวินิจฉัยตัดสินคดีไปตามความรู้และความสำนักผิดถูกของตน โดยตั้งตนอยู่ในความปราศจากอคติ และมีหลักเกณฑ์ทางจรรยาบรรณคอยควบคุม ด้วยเหตุนี้แม้ประชาชนจะลงประชามติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม หากประชามติซึ่งเป็นการใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้นขัดต่อกฎหมาย ศาลซึ่งเป็นคนกลางที่เป็นอิสระก็มีอำนาจชี้ขาดว่าประชามตินั้นขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลบังคับ
       
       รศ.ดร.กิตติศักดิ์ได้ยกกรณีเพอร์รี่ วี ชวาร์เซเน็กเกอร์ ซึ่งศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาพิพากษาว่า ผลการลงประชามติของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีมติให้แก้รัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนียเสียใหม่ เพื่อหวงห้ามมิให้คนเพศเดียวกันทำการสมรสกันได้นั้นขัดต่อหลักความเสมอภาคและขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา โดยเสียงข้างมากต้องการให้กำหนดตายตัวลงในรัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนียทีเดียวว่า การสมรสจะทำได้เฉพาะหญิงกับชายเท่านั้นคำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐอเมริกาในคดีนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ศาลตัดสินไปในทางที่ขัดต่อมติมหาชน แต่ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับว่า เมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่แสนจะน้อยก็มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดให้เสียงข้างมากรับรู้ไว้
       
       อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคำพิพากษาจะเป็นธรรมเสมอไป และวงการตุลาการไทยไม่ได้เป็นสถาบันที่แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่ก็ยังต้องถือเป็นหลักว่าคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมย่อมต้องได้รับการแก้ไขจากอำนาจตุลาการด้วยกัน การปล่อยให้อำนาจนิติบัญญัติอ้างอำนาจประชาชนเข้าแทรกแซง ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างคำพิพากษานั้น ย่อมขัดต่อหลักความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ เว้นแต่สิ่งที่อ้างว่าควรลบล้างไปนั้น แท้จริงมิได้มีฐานะหรือมีค่าเป็นคำพิพากษา ซึ่งการจะลบล้างโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติย่อมพอจะฟังได้ ไม่ต่างอะไรกับการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม
       
       “ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะอาศัยเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่า สิ่งนั้นๆ เป็นคำพิพากษาที่ควรเคารพหรือไม่ ซึ่งแน่นอนไม่อาจใช้เพียงเกณฑ์เสียงข้างมากเป็นเป็นเครื่องตัดสินได้ มิฉะนั้นเสียงข้างมากในวันข้างหน้าก็อาจกลับเสียงข้างมากของวันนี้ได้เสมอ แต่ต้องว่ากันตามหลักเหตุผล ผิด-ถูกที่ได้รับการใคร่ครวญอย่างรอบคอบจนประจักษ์แน่แก่ใจแล้วเท่านั้น” รศ.ดร.กิตติศักดิ์ระบุ
       
       รศ.ดร.กิตติศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีคำพิพากษาของศาลประชาชนในยุคนาซี ที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ยกตัวอย่าง ซึ่งรัฐสภาเยอรมันได้ตรากฎหมายลบล้าง ระบุว่าไม่ใช่เป็นเพราะคำพิพากษาที่ขัดต่อความยุติธรรมธรรมดา แต่เป็นเพราะกรณีดังกล่าวไม่อาจนับเป็นคำพิพากษาได้เลยต่างหาก เพราะองค์กรนาซีที่ใช้ชื่อว่าศาลประชาชน โดยแฝงอยู่ในรูปของศาล และอ้างศาลเป็นเครื่องมือก่อการร้ายและก่ออาชญากรรม ซึ่งการที่กลุ่มนิติราษฎร์นำกรณีนี้มากล่าวถึงในการสนับสนุนข้อเสนอให้ลบล้างคำพิพากษาของศาลไทยนั้น ทำให้น่าคิดว่ากรณีองค์การก่อการร้ายของนาซีเยอรมันจะเทียบกันกับกรณีของศาลไทยได้หรือไม่
       
       โดยอธิบายว่า ศาลประชาชนยุคนาซี เป็นศาลพิเศษที่ฮิตเลอร์ตรากฎหมายตั้งขึ้นเพราะศาลยุติธรรมเยอรมันในเวลานั้นไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจการชี้นำของฮิตเลอร์ จึงอ้างอำนาจประชาชนใช้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความเสียใหม่ แล้วตั้งศาลประชาชนขึ้นมา โดยโอนคดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งหมดมาไว้ ซึ่งประกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษา 5 นาย เป็นผู้พิพากษาอาชีพ 2 นาย แต่อีก 3 นายเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีซึ่งฮิตเลอร์เป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเอง โดยจะต้องปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรคที่จงรักภักดีต่อฮิตเลอร์อย่างเห็นประจักษ์เท่านั้น ทำให้เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาไม่ได้เป็นอิสระ แต่เป็นสาวกของฮิตเลอร์ที่ตั้งขึ้นตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ โดยไม่อาจเรียกศาลประชาชนของฮิตเลอร์ได้ว่าเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ เพราะที่จริงเป็นแต่องค์กรพรรคนาซีที่แฝงอยู่ในชื่อของศาลเท่านั้น
       
       “เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นได้ว่า กรณีที่เยอรมันตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้น ยากที่จะนำมาเทียบกับกรณีของไทย เพราะตุลาการในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้นไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร แต่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาอาชีพที่มีที่มาจากผู้พิพากษาอาชีพเท่านั้น คณะปฏิวัติรัฐประหารไม่มีอำนาจคัดเลือกหรือแต่งตั้งแต่อย่างใด” รศ.ดร.กิตติศักดิ์ระบุ
       
       นอกจากนี้ ในศาลประชาชนของนาซีนอกจากผู้ใช้อำนาจตัดสินจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของนาซีเป็นเสียงข้างมากแล้ว ยังไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาเลือกทนายความได้อย่างอิสระอีกด้วย ซึ่งจากตัวเลขทางการเยอรมัน ในปี 1944 ศาลประชาชนของฮิตเลอร์มีผู้พิพากษาอาชีพราว 1 ใน 4 ของผู้พิพากษาที่ได้รับแต่งตั้งมาจากเจ้าหน้าที่พรรคนาซี และนับแต่มีการตั้งศาลแห่งนี้ขึ้นจนสิ้นสุดสงครามโลกนั้น ศาลนี้ได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตคนไปราว 7,000 คน ประสบการณ์อันเลวร้ายของฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีนี้เป็นสิ่งที่คับข้องใจประชาชนเยอรมันมานาน ดังนั้นจึงพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดรัฐสภาเยอรมันจึงตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาของศาลประชาชนนาซีเป็นการทั่วไป เห็นได้ชัดว่าการเพิกถอนคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้นแท้จริงเป็นการเพิกถอนคำตัดสินขององค์กรก่อการร้ายสำคัญในอดีต ไม่ได้ยกเลิกคำพิพากษาคดีอาญาทั่วไปของศาลยุติธรรมเยอรมันแต่อย่างใด
       
       รศ.ดร.กิตติศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองของไทย ซึ่งมีผู้พิพากษาอาชีพทั้งหมด และมีกระบวนการพิจารณาที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ได้เต็มที่ตามกฎหมาย เลือกทนายความของตนเองได้อย่างอิสระ จะไปเทียบกับการตัดสินขององค์การก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในรูปของศาลนาซีได้อย่างไร บางทีอาจต้องคอยเตือนตัวเองไว้บ้างว่า ยามที่เราคอยเตือนผู้อื่นไม่ให้ตกหลุมทางความคิด โดยระวังอย่าปักธงคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยหาเหตุผลตามหลังนั้น เรากำลังตกอยู่ในหลุมนั้นเช่นกันหรือไม่
       
       สำหรับรายละเอียดบันทึกของ รศ.ดร.กิตติศักดิ์ มีดังต่อไปนี้
       
       สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน
       by Kittisak Prokati on Tuesday, September 27, 2011 at 4:32am
       
       ผมจากเมืองไทยมาประชุมสมาคมนักกฎหมายเปรียบเทียบที่เมืองเยอรมันเสียหลายวัน ระหว่างนี้ได้รับจดหมายแสดงความตะขิดตะขวงใจกับแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์จากมิตรสหายและลูกศิษย์ลูกหาหลายราย จึงตอบไปในเบื้องต้นว่า ก่อนอื่นควรแสดงความคารวะต่อชาวคณะนิติราษฎร์ซึ่งเป็นผู้ที่กล้าคิดและแถลงความคิดเห็นของตนต่อสาธารณชนเพื่อชักชวนให้มาคิดคล้อยและคิดค้านกันบนฐานแห่งเหตุผล เพราะท่านเหล่านี้กำลังชักชวนให้เรามาร่วมกันสร้างโลกและสร้างสังคมด้วยเหตุด้วยผล ไม่จมอยู่ในอคติ หรือผลัดกันเขียนเวียนกันอ่านวานกันชมเฉพาะหมู่พวกของตัว
       
       ในขณะเดียวกันก็ควรยินดีว่าการที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่เตือนให้เราสำรวจ และการสำรวจความบกพร่องในเชิงหลักการของข้อคิดความเห็นของเราเองเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างสม่ำเสมอ ทำนองดียวกันการสำรวจข้อคิดของคนที่เรารักและนับถือ ไปจนกระทั่งการเตือนให้เขามองเห็นความบกพร่องบางข้อ หรือเตือนให้มองเห็นในมุมมองอื่นบ้าง ตามมาตรฐานเยอรมันถือว่าพึงกระทำเป็นนิตย์ และอันที่จริงเป็นหน้าที่ของมิตรอย่างหนึ่ง
       
       โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่นักวิชาการนำเสนอความเห็นต่อสาธารณชน โดยนำสิ่งที่ไม่ควรเทียบกันมาเทียบกันประหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่เทียบกันได้ หรือแสดงความเห็นโดยไม่ชี้แจงให้ชัดว่าเป็นความเห็น แต่ทำให้คนเชื่อไปว่าเป็นความรู้โดยมิได้ตั้งแง่คิดให้ผู้อ่านได้ไตร่ตรองอย่างแจ่มชัดนั้น อาจชวนให้เกิดความหลงทาง หรือเกิดไขว้เขวทางความคิดแก่คนหมู่มากจนยากจะแก้ไข เป็นสิ่งที่นักวิชาการพึงระวัง
       
       เรื่องการลบล้างผลคำพิพากษาที่อ้างว่าขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างร้ายแรงโดยอ้างอำนาจประชาชนนั้น ก่อนอื่นต้องพิเคราะห์กันเสียก่อนว่าสิ่งที่เรียกว่า การอ้างอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนขึ้นลบล้างคำพิพากษานั้น ในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่
       
       หลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพราะตั้งอยู่บนฐานของเสียงข้างมากเฉย ๆ แต่เพราะเป็นเสียงข้างมากที่ยืนยันหลักการถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าหลักนิติธรรม นั่นคือนับถือว่า ข้อพิพาททั้งปวงต้องได้รับการวินิจฉัยจากศาลยุติธรรมที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวอีกอย่างก็คือ อำนาจสูงสุดแม้จะเป็นของประชาชน แต่ก็จำกัดโดยกฎหมายเสมอ และกฎหมายที่ว่านี้มีอยู่อย่างไรก็ต้องตัดสินโดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นอิสระ
       
       ที่ว่าเป็นอิสระในที่นี้ก็คือต้องเป็นคนกลาง ที่เข้าสู่ตำแหน่งเพราะมีคุณสมบัติเป็นที่ประจักษ์ทั้งในทางคุณวุฒิ และทางคุณธรรม ไม่ใช่ตั้งกันตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ แต่ตั้งขึ้นจากบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่พอจะทำให้น่าเชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านี้ล้วนมีคุณวุฒิเป็นผู้รู้กฎหมาย รู้ผิดชอบชั่วดี และเป็นผู้ทรงคุณธรรมคือวินิจฉัยตัดสินคดีไปตามความรู้และความสำนักผิดถูกของตน โดยตั้งตนอยู่ในความปราศจากอคติ และมีหลักเกณฑ์ทางจรรยาบรรณคอยควบคุม
       
       ด้วยเหตุนี้แม้ประชาชนจะลงประชามติไว้ว่าอย่างไรก็ตาม หากประชามติซึ่งเป็นการใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้นขัดต่อกฎหมาย ศาลซึ่งเป็นคนกลางที่เป็นอิสระก็มีอำนาจชี้ขาดว่าประชามตินั้นขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลบังคับ
       
       ตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี้เห็นได้จากคดี Perry v. Schwarzenegger ซึ่งศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาพิพากษาไปเมื่อ ๔ สิงหาคม ปี ๒๑๑๐ นี้เองว่า ผลการลงประชามติของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ ๘ พฤศจิกายน ๒๐๐๘ ที่มีมติให้แก้รัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนียเสียใหม่ เพื่อหวงห้ามมิให้คนเพศเดียวกันทำการสมรสกันได้นั้นขัดต่อหลักความเสมอภาคและขัดต่อรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ตามประชามตินั้น ประชาชนเสียงข้างมากในแคลิฟอร์เนียต้องการให้กำหนดตายตัวลงในรัฐธรรมนูญของแคลิฟอร์เนียทีเดียวว่า การสมรสจะทำได้เฉพาะหญิงกับชายเท่านั้น
       
       คำพิพากษาของศาลสูงสหรัฐอเมริกาในคดีนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ศาลตัดสินไปในทางที่ขัดต่อมติมหาชน จัดเป็น Anti-Majoritarian Decision แต่ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้ยอมรับว่า เมื่อเสียงส่วนมากใช้ไปในทางที่ผิด ศาลซึ่งแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่แสนจะน้อยก็มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดให้เสียงข้างมากรับรู้ไว้
       
       อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าคำพิพากษาจะเป็นธรรมเสมอไป และใช่ว่าวงการตุลาการไทยเป็นสถาบันที่แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่กระนั้น เราก็ยังต้องถือเป็นหลักว่า คำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมย่อมต้องได้รับการแก้ไขจากอำนาจตุลาการด้วยกัน การปล่อยให้อำนาจนิติบัญญัติอ้างอำนาจประชาชนเข้าแทรกแซง ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างคำพิพากษานั้น ย่อมขัดต่อหลักความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ เว้นแต่สิ่งที่อ้างว่าควรลบล้างไปนั้น แท้จริงมิได้มีฐานะหรือมีค่าเป็นคำพิพากษาแต่อย่างใด เมื่อไม่มีค่าพอที่จะนับถือเป็นคำพิพากษาแล้ว การจะลบล้างโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติย่อมพอจะฟังได้ ไม่ต่างอะไรกับการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง
       
       ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะอาศัยเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่า สิ่งนั้น ๆ เป็นคำพิพากษาที่ควรเคารพหรือไม่ ซึ่งแน่นอนไม่อาจใช้เพียงเกณฑ์เสียงข้างมากเป็นเป็นเครื่องตัดสินได้ มิฉะนั้นเสียงข้างมากในวันข้างหน้าก็อาจกลับเสียงข้างมากของวันนี้ได้เสมอ แต่ต้องว่ากันตามหลักเหตุผล ผิด-ถูกที่ได้รับการใคร่ครวญอย่างรอบคอบจนประจักษ์แน่แก่ใจแล้วเท่านั้น
       
       กรณีคำพิพากษาของ "ศาลประชาชนในยุคนาซี" ที่รัฐสภาเยอรมันได้ตรากฎหมายลบล้างไปเมื่อปี ๒๐๐๒ นั้น อันที่จริงไม่ใช่เป็นเพราะนั่นเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อความยุติธรรมธรรมดา แต่เป็นเพราะกรณีดังกล่าวไม่อาจนับเป็นคำพิพากษาได้เลยต่างหาก เพราะนั่นคือองค์กรนาซีที่ใช้ชื่อว่า "ศาลประชาชน" โดยแฝงอยู่ในรูปของศาล และอ้างศาลเป็นเครื่องมือก่อการร้ายและก่ออาชญากรรม ดังนั้นการนำกรณีนี้มากล่าวถึงในการสนับสนุนข้อเสนอให้ลบล้างคำพิพากษาของศาลไทยนั้น ทำให้น่าคิดว่ากรณีองค์การก่อการร้ายของนาซีเยอรมันจะเทียบกันกับกรณีของศาลไทยได้ละหรือ?
       
       ผู้ที่สนใจประวัติของนาซีเยอรมันย่อมรู้ดีว่า "ศาลประชาชนยุคนาซี" นั้นไม่ใช่ศาลยุติธรรมตามความหมายที่เราเข้าใจกันในประเทศไทย แต่เป็นศาลพิเศษที่ฮิตเล่อร์ตรากฎหมายตั้งขึ้น และเหตุที่ตั้งศาลพิเศษนี้ขึ้นก็เพราะศาลยุติธรรมเยอรมันในเวลานั้นไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจการชี้นำของฮิตเล่อร์ โดยได้พิพากษาปล่อยตัวกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันที่ฮิตเล่อร์กล่าวหาว่าเป็นตัวการวางเพลิงเผารัฐสภาเยอรมันเป็นอิสระ ฮิตเล่อร์ไม่พอใจที่ตนควบคุมตุลาการในศาลยุติธรรมไม่ได้ ก็เลยอ้างอำนาจประชาชนใช้รัฐสภาแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความเสียใหม่ แล้วตั้ง "ศาลประชาชน" ขึ้นมา โดยโอนคดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐทั้งหมดมาไว้กับศาลประชาชนนี้ แล้วจำกัดเขตอำนาจศาลยุติธรรมพิจารณาคดีอาญาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น
       
       ศาลประชาชนของฮิตเล่อร์นี้ปรกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษา ๕ นาย ในจำนวนนี้เป็นผู้พิพากษาอาชีพ ๒ นาย แต่อีก ๓ นายเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีซึ่งฮิตเล่อร์เป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเอง โดยจะต้องปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรคที่จงรักภักดีต่อฮิตเล่อร์อย่างเห็นประจักษ์เท่านั้น เพียงแค่องค์ประกอบเช่นนี้ก็ทำให้เห็นได้ชัดแล้วว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาไม่ได้เป็นอิสระ แต่เป็นสาวกของฮิตเล่อร์ที่ตั้งขึ้นตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจนั่นเอง ทำให้เราไม่อาจเรียกศาลประชาชนของฮิตเล่อร์ได้ว่าเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ เพราะที่จริงเป็นแต่องค์กรพรรคนาซีที่แฝงอยู่ในชื่อของศาลเท่านั้น
       
       เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นได้ว่า กรณีที่เยอรมันตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้น ยากที่จะนำมาเทียบกับกรณีของไทย เพราะตุลาการในศาลแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้นไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร แต่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาอาชีพที่มีที่มาจากผู้พิพากษาอาชีพเท่านั้น คณะปฏิวัติรัฐประหารไม่มีอำนาจคัดเลือกหรือแต่งตั้งแต่อย่างใด
       
       นอกจากนี้เราควรทราบต่อไปได้ว่าในศาลประชาชนของนาซีนั้น นอกจากผู้ใช้อำนาจตัดสินจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของนาซีเป็นเสียงข้างมากแล้ว ศาลประชาชนนาซียังไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาเลือกทนายความได้อย่างอิสระอีกด้วย ผู้ต้องหามีสิทธิแค่เสนอชื่อผู้ที่ตนเห็นควรเป็นทนาย และบุคคลดังกล่าวจะเป็นทนายให้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากศาลนาซีเสียก่อนเท่านั้น โดยทั่วไปทนายความที่ได้รับความเห็นชอบจากศาลจะรู้ตัวว่าตนได้ว่าคดีใดล่วงหน้าเพียง ๑ วัน หรือไม่กี่ชั่วโมงก่อนเริ่มการพิจารณา โดยมากทนายความมักไม่รู้จัก หรือไม่มีโอกาสติดต่อกับผู้ต้องหามาก่อนล่วงหน้ามาก่อน และศาลจะพิจารณาคดีอย่างรวบรัด โดยไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา
       
       จากตัวเลขทางการเยอรมัน ในปี ๑๙๔๔ ศาลประชาชนของฮิตเล่อร์มีผู้พิพากษาอาชีพราว ๑ ใน ๔ ของผู้พิพากษาที่ได้รับแต่งตั้งมาจากเจ้าหน้าที่พรรคนาซี และนับแต่มีการตั้งศาลแห่งนี้ขึ้นจนสิ้นสุดสงครามโลกนั้น ศาลนี้ได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตคนไปราว ๗,๐๐๐ คน
       
       ประสบการณ์อันเลวร้ายของฮิตเล่อร์และพลพรรคนาซีนี้เป็นสิ่งที่คับข้องใจประชาชนเยอรมันมานาน ดังนั้นจึงพอเข้าใจได้ว่า เหตุใดรัฐสภาเยอรมันจึงตรากฎหมายลบล้างคำพิพากษาของศาลประชาชนนาซีเป็นการทั่วไป ซึ่งก็คือลบล้างคำพิพากษาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือคดีการเมืองในยุคนาซี หรือคดีที่อ้างอิงกฎหมายที่นาซีตราขึ้นเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าการเพิกถอนคำพิพากษาศาลประชาชนนาซีนั้นแท้จริงเป็นการเพิกถอนคำตัดสินขององค์กรก่อการร้ายสำคัญในอดีต ไม่ได้ยกเลิกคำพิพากษาคดีอาญาทั่วไปของศาลยุติธรรมเยอรมันแต่อย่างใด
       
       ข้อที่น่าคิดต่อไปอยู่ที่ว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองของไทยเรา ซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นผู้พิพากษาอาชีพทั้งหมด และมีกระบวนการพิจารณาที่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ได้เต็มที่ตามกฎหมาย เลือกทนายความของตนเองได้อย่างอิสระ จะไปเทียบกับการตัดสินขององค์การก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในรูปของศาลนาซีได้อย่างไร?
       
       บางทีเราอาจต้องคอยเตือนตัวเองไว้บ้างว่า ยามที่เราคอยเตือนผู้อื่นไม่ให้ตกหลุมทางความคิด โดยระวังอย่าปักธงคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยหาเหตุผลตามหลังนั้น เรากำลังตกอยู่ในหลุมนั้นเช่นกันหรือเปล่า?

คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต"

                                          
                                             คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต"
จากหนังสือจุลสาร " 1999 โลกพินาศ 2542 แผนอยู่รอด "

รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์



ใน หนังสือ "ปัญญาไทย 1" ที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับประวัติ ผลงานอภินิหาร และ เกียรติคุณ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ของ มหาอำมาตย์ ตรีพระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ซึ่งเป็นฉบับที่ ม.ล.พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ รวบรวมในปี พ.ศ.2493 โดยไม่มีการแก้ไขข้อความเดิม ในหน้า 27 มีการพยากรณ์ ถึงชะตาเมือง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้




หลัง จากที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ได้มรณภาพลง เมื่อวันเสาร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415

ตอน เที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น นายอาญาราช ( อิ่ม ) ศิษย์ก้นกุฏิ ของเจ้าประคุณสมเด็จ เข้าไปเก็บกวาด ในกุฏิของท่าน ขณะทำความสะอาดพื้นกุฏิ นายอาญาราชได้พบ เศษกระดาษชิ้นหนึ่งซุก อยู่ใต้เสื่อเป็นลายมือของเจ้าประคุณสมเด็จ เขียนสั้นๆ โดยสังเขป เป็นคำทำนายชะตาเมือง มีความว่า

“มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สินทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”

ห ม า ย เ ห ตุ คำทำนายของสมเด็จข้างต้นนี้หาอ่านได้จากหนังสือ " NOSTRADAMUS นอสตราดามุส"

คำพยากรณ์ที่ว่าเป็นปริศนา คือ พูดให้คิดกันไปเอง มีด้วยกัน ๑๐ ข้อ ดังนี้

๑. มหากาฬ ๒.พาลยักษ์ ๓.รักมิตร (รักบัณฑิต) ๔. สนิทธรรม ๕. จำแขนขาด ๖.ราษฎร์โจร (ราชโจร) ๗.ชนร้องทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙. ถิ่นตาขาว(ถิ่นกาขาว) ๑๐.ชาวศิวิไลซ์

ทีนี้เราจะมาว่าคำขยาย หรือความหมาย ความเป็นไป ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วถึง ๙ ยุค ๙ สมัย หรือ ๙ รัชกาล กันบ้างว่าเป็นอย่างไร ส่วนรัชกาลที่ ๑๐ นั้น ยังไม่เกิด ดังนั้น คำขยายความหมาย หรือเหตุการณ์ จึงเป็นเรื่องของคำพยากรณ์ ทัศนคติ หรือข้อวิจารณ์ของแต่ละคน รวมถึงข้อวิจารณ์ของผมด้วยซึ่งต้องอาศัยกาลเวลาเท่าน ั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้ วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ไม่ยอมรับว่างั้นเถอะ จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกไม่เห็นด้วย หรือพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ครัวเรือน มีการประกาศใช้กฎปราบกบถ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเรื่องหวาดเสียว น่ากลัวมาก เพราะบ้านเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ (คือสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่) ยังระส่ำระสาย หาความเป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด จึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคมหากาฬ" หรือ"ยุคดำมืด" เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า "บ้านเมืองใหม่จะอยู่หรือจะไป" ยิ่งมีสงคราม ๙ ทัพ จากพวกคุณหม่องมาสั่นประสาทชาวบ้านด้วยแล้ว ใครเกิดยุคนี้ล่ะก็ ร้องได้คำเดียวว่า "กลัวแล้วจ้า" (เพราะคนไทยยังไม่หายเข็ดกลัวพม่ายังไม่เชื่อมั่นในต ัวผู้นำและขุนนาง เพราะสร้างความเหลวแหลกไว้เยอะในตอนก่อนเสียกรุงศรีอ ยุธยา)

๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรค ได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายลงวันละมากๆ เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ ตามสุสานวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองก็ยังมีซากศพลอยขึ้นอืดกันให้เกลื่อน เป็นที่อุจาดตาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ถนนหนทางมีแต่ความเงียบสงัดวังเวง ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวก็อพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน (เป็นความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร นั่นแหละครับ) ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่และปลอบขวัญพลเมือง ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ แต่กว่าจะสงบราบคาบประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึงสาม หมื่นคนทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยครับในสมัยนั้น

๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมา กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า"เจ้าสัว") ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันไ ด้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใ จทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ

๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยก็ว่าได้ จะเรียกว่าบวชลี้ภัยการเมืองก็ได้ เพราะขนาดออกบวชแล้ว ยังไม่วายูกใส่ร้ายป้ายสี ว่าจะก่อการกบถเลยครับ(ดีนะครับที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ท่านทรงมีน้ำพระทัยหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หูเบา) ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกร าบบังคมทูลเชิญของข้าราชบริพารจึงทรงฝักใฝ่ใธรรม สนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะจึงเรียกยุคนี้ว่า"ยุคสนิทธรรม


๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังแข่งขันกรีฑาทัพเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น หรือที่เรียกกันว่า "ยุคล่าอาณานิคม" เมืองสยามของไทยเรานั้น เป็นเมืองรักสงบ เปรียบเสมือนลูกแกะ ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรที่จะไปต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่า งกับอังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ก็โดนเขากวาดเรียบไปหมดแล้ว เหลือพี่ไทยอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้เพื่อ นเอาไว้เป็นไม้กันหมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนให ญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ให้มันไปแล้ว (ขออนุญาตใช้คำว่ามัน เพราะพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาล)

ต่อมามันก็หา เรื่องอีก ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมมันอีก โดยยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้เจ้าเศษฝรั่งไปครอบครอง ให้ไปร้องไห้ไปล่ะครับ ให้จนกว่ามันจะพอใจหรือไม่สามารถหาเรื่องเราได้อีกแล ้ว ต้องจำแขนขาดเพื่อรักษาชีวิต หรือผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้ (เรื่องของไอ้เศษฝรั่งนี่มันยังทำแสบ โดยวางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสบ้านเมืองของมันอย่างแยบยล เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านในตอน "คำพยากรณ์หลวงปู่เอี่ยม กับ ร.๕"

ส่วนอังกฤษ นั้น ค่อยยังชั่วน้อยหน่อย ไม่ถึงกับพาลหาเรื่องนัก โดยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล

๖. ราษฏร์โจร (ราชโจร) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่าง เลียนแบบ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตาม มาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือน กัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐)

๗. ชนร้องทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ "ข้าวยากหมากแพง" ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยที่เริ่มให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงร้องทุกข์ แสดงความคิดเห็นจนกระทั่งมีการกระทำที่รุนแรงถึงขั้น ปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นประชาธิปไตย จนในที่สุดพระองค์ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ

๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึก ไว้ไม่มีวันลืม เพราะองค์ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ คดีก็ยังคลุมเครือ เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ เป็นที่กินแหนงแคลงใจของคนทั่วไปถึงสาเหตุแห่งการลอบ ปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองจัดได้ว่าเป็น "ยุคทมิฬ" ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีและศีลธรรมอย่างแท้จริง

๙. ถิ่นตาขาว (ถิ่นกาขาว) ในยุคสมัยปัจจุบันแห่งองค์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราชเจ้า มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" ซึ่งคงจะหมายถึงพวกฝรั่งตาน้ำข้าวละกระมัง เพราะเป็นยุคที่องค์พระประมุขของเรา พร้อมด้วยองค์พระราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะซีกโลกทางด้านตะวันตก นอกจากนั้นแล้วยังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเท ศต่าง ๆ ที่มาเยือนอย่างมากมายเช่นกัน ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็ "อะเมซิ่งไทยแลนด์" ไม่น้อย พากันมาเที่ยวเยี่ยมเยียน ไอ้ที่ติดใจสาวไทย รสอาหารแบบไทยๆ บรรยากาศแบบไทยๆ ก็ตั้งรกรากอยู่เมืองไทยซะเลย กลายเป็นถิ่นฐานของพวกเขาไปซะแล้ว เหตุนี้กระมังจึงเรียกยุคนี้ว่า "ถิ่นตาขาว" และอีกคำหนึ่งที่เพี้ยนเสียงไปเป็น "กาขาว" ล่ะ หมายความว่าอย่างไรดี ตอนแรกนะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่า "ตา" จะเป็น "กา" ไปได้อย่างไร แต่พอมาระยะ ๕-๖ ปีให้หลังมานี้ผมึง "บางอ้อ" ไม่ใช่พี่ไทยเลี้ยงอีกาสีขาวหรอกครับ เพราะกายังไงเสีย กาขนมันก็ดำวันยังค่ำ แต่ คนไทยเราไม่เจียมบอดี้ หรือไม่เจียมตนน่ะซิครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ผิดเพี้ยนเลยคือมีการนิยมของนอก มีการใช้จ่ายที่เกินตัว ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ขนาดลงทุนเป็นหนี้เป็นสินเขาดอกเบี้ยสูงขนาดไหนก็เอา เห็นผิดเป็นชอบ เห็นดำเป็นขาว เหมือนอีกาที่ขนดำก็อยากจะทำให้มันขาว คราวนี้แจ่มชัดหรือยังว่า ทำไมเมืองไทยถึงเป็น "ถิ่นกาขาว" หรือ"ถิ่นตาขาว" ไม่รู้ลองไปถามไอ้พวกฝรั่ง " IMF " ดู แล้วจะรู้ไปถึงก้นบี้งหัวใจ

๑๐. ชาวศิวิไลซ์ หมายถึงยุคที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินกันได้เลยว่า ในรัชสมัยต่อไป ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องเจริญรุ่งเรื องก้าวหน้า มั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข หน้าชื่นตาบานกันทุกถ้วนหน้า จริงเท็จประการใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่องปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาลนี้ ในบรรดาสานุศิษย์ของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อยุธยา ซึ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว สรีระไม่เน่าเปื่อย บรรจุอยู่ในโลงแก้ว ณ พระวิหารวัดท่าซุงจ.อุทัยธานี คงจะได้ยินได้ฟังมาอีกแบบหนึ่งถึงที่มาของคำปริศนาพย ากรณ์ กล่าวคือในสมัยที่พระคุณท่านยังดำรงสังขารอยู่ได้เล่ าให้ศิษยานุศิษย์ฟังดังนี้

"ในสมัยที่อาตมา (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อยู่กับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ปีนั้นจำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้นแล้วก็คว้าด้วย ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว เป็นลิงนี่จะให้มันเรียบร้อยได้อย่างไร ค้นไปค้นมาในกุฏิหลวงพ่อปานแล้วก็พบสมุดข่อย เป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพยังไม่ปรากฏ แต่สมุดข่อยนั้นเก่า ขาดกระรุ่งกระริ่ง ข้อความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า เดิมหนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย แต่ทว่ามันเก่าเต็มทีก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อย อีกเล่มหนึ่ง แล้วหลวงพ่อปานก็สั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏ ิของท่านซึ่งซุกไว้ใต้ตู้นาฬิกา เอาผ้าสีแดงห่อไว้อย่างดีเหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้ าลิงอ่าน เมื่อเปิดผ้าออกดูแล้วปรากฎว่าหนังสือเล่มนั้นดูราวก ับว่าจะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้พยากรณ์กรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า และกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานครไว้ด้วยดั งนี้

๑.มหากาฬ ผ่านมหายักษ์ ๒.รู้จักธรรม ๓.จำต้องคิด ๔.สนิทธรรม ๕.จำแขนขาด ๖.ราษฏร์ราชาโจร ๗.นั่งทนทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙.ถิ่นกาขาว ๑๐.ชาววิไล

รัชกาล ที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ หมายถึง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินไม่ใช่ฆ ่า ตามประวัติศาสตร์บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกรัชกาลที่ ๑ สั่งปลงพระชนม์ โดยใส่กระสอบแล้วเอาท่อนจันทน์ทุบให้ตายนั้น อันนี้อาตมาเห็นทีจะต้องยอมรับ อาตมานะรับรองว่าคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่งจริง ๆ ประหารก็ต้องประหารจริง ๆ แต่ว่าคนที่ตายนั้นไม่ใช่พระเจ้าตากสิน เป็นคนอื่นเขาตายแทน แล้วพระเจ้าตากสินไปทางไหน ทำไมจึงต้องทำกันอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องของการเมือง พระเจ้าตากสินทรงกู้ชาติสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกในคร าวนั้นได้ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา จะเอาเงินที่ไหนออกมาแล้วในระหว่างกู้ชาติ จะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศต้องใช้เงิน นั่งคิดดูซิความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงใด

เรื่องนี้มันต้องมี การกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละ แต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย ขอให้นักประวัติศาสตร์สืบค้นกันให้ดี แล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีเป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วข ึ้นเถลิงราชย์ไม่ได้ เพราะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าตากสินเอง เพื่อหวังจะให้ชาติไทยอยู่รอด ทรงความเป็นชาติไทยต่อไป และเพราะอะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉย ๆ นั่นเป็นเรื่องของการเมือง ทำไม่ได้ พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่เป็นกษัตริย์ที่มีความโง่ไ ม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่ไม่รู้เท่าทันคนแล้ว จะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว ขอให้ท่านพุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญา ที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกับความจริง แล้วจะทราบความจริงต่อไปในวันข้างหน้า เอากันแค่นี้ก็พอ

รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม ให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัยกันใหญ่ รัชกาลที่ ๓จำต้องคิด พระองค์ทรงคิดหนัก ก่อนจะสวรรคตทรงมีลายพระหัตถ์ ถึงรัชกาลที่ ๔ ว่า ถ้าฉันตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉันถ้าไม่ให้รับราชการ ก็ให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าให้ถึง กับต้องฆ่าแกงกันเลย รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษาและทรงเชี่ยวชาญด้านธรรมะ รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด เสียดินแดนให้แก่พวกฝรั่งเศสและอังกฤษ

รัชกาลที่ ๖ ราษฏรราชาโจร ชาวบ้านหาว่าพระองค์เป็นโจร เอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด (สร้างเมืองจำลอง ดุสิตธานี, สร้างพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม) ความจริงพระองค์ทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย โดยพระองค์ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้คนทั้งหลายเห็นว่าก ษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์เล่นโขนเล่นละครกับคนทั่ว ไปก็ได้ รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ ทรงเถลิงราชสมบัติในช่วงของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ต้องให้ข้าราชการออก เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงสละราชสมบัติ รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาว คนไทยเห่อตามพวกฝรั่ง ทั้งแฟชั่น เครื่องแต่งกายเพลงร้อง อะไร ๆ ก็ฝรั่งทั้งนั้น ถึงจะดี รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล คือยุคที่บ้านเมืองของไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ยังมาไม่ถึง

เป็นไงครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองใช้ปัญญาพิจารณาเปรียบเทียบหาเหตุผลกันเอาเอง ผมมีหน้าที่นำเสนอ จากตำรับตำรา หนังสือวารสารต่างๆ ที่มีอยู่เท่านั้น ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้เราท่านทั้งหลายยังมองไม่ เห็นทางเลยนะครับ ว่าอนาคตข้างหน้าของไทยเรานั้นจะเจริญรุ่งเรืองได้อย ่างไร ตราบใดที่ยังเป็น "ทาสเศรษฐกิจ" ของฝรั่งตาน้ำข้าว IMF อยู่ แม้เราท่านจะไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ในอนาคต แต่ท่านฤาษีลิงดำ ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า

"ในราวปลายรัชกาลที่ ๙ หรือรัชกาลที่ ๑๐ นี้ ประเทศไทยจะขุดพบแร่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำลังคล้ายแร่ยูเรเนียมแต่ทว่ามีกำลังสูงกว่า ถ้าใช้ทางด้านสันติจะมีความเย็นสามารถเผาโรคได้ด้วยอ ำนาจของความเย็น ถ้าใช้ทางด้านพลังงาน ก็จะมีพลังงานสูงมาก ถ้าใช้ฆ่าฟันกันก็จะมีพลังงานมากยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช ้กันในปัจจุบัน เวลานี้ขุดมาได้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันจะปรากฎเอง และเมืองไทยจะมีทรัพยากรต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และจะค่อยๆ มีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ต่อไป ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศชาติจะร่ำรวยมาก "

คอยดูกันนะจะถูกอีกรึป่าว ถูกมาเก้ารัชกาลแล้ว

ราษฎรชาตินิยม


เวลานี้มีการปลุกกระแสชาตินิยมกันมาก เราจึงควรทำความเข้าใจวิวัฒนาการของความคิดนี้ให้ดี เท่าทันและรู้ด้วยว่าชาตินิยมนั้นมีหลายประเภท
และไม่ควรไปกล่าวหาใครว่า “คลั่งชาติ” “ขายชาติ” หรือ “ไม่รักชาติ” อย่างเลื่อนลอย ผมขอย้อนรอยแนวคิดชาตินิยมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โดยที่มีแนวคิดเป็นแกนอุดมการณ์สำคัญในการปลุกเร้าให้เกิดการอภิวัฒน์หลายประเทศออกจากแอกของประเทศเจ้าอาณานิคม
โดยผมไล่เรียงพูดถึง ราษฎรชาตินิยมหรือชาตินิยมแบบสามัญชน ก่อน เพราะอุดมการณ์นี้นำมาสู่การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงชาตินิยมของชนชั้นนำ
นักวิชาการบางท่านอย่าง อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ใช้คำว่า “ชาตินิยมแบบประชาสังคม” ชาตินิยมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อเอกราช บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นพวกชาตินิยมที่รักชาติจริงๆ เพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อประเทศชาติ ซึ่งมีทั้งบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการต่อสู้แล้วได้เอกราช บางท่านถูกประหารชีวิต บางท่านเสียชีวิตในระหว่างการต่อสู้ บางท่านนั้นงานยังไม่สำเร็จ แต่มาเสียชีวิตไปก่อน ก็คือยังรวมชาติไม่สำเร็จ อย่างกรณีของ ดร.ซุนยัตเซ็น หรืออีกท่านหนึ่ง มุสตาฟา เคมาล อตาเตอก์ เป็นนักชาตินิยมของตุรกี โจวเอินไหล เหมาเจ๋อตงของประเทศจีนใหม่ โฮจิมินห์แห่งเวียดนาม หรือซูการ์โนบิดาผู้ก่อตั้งประเทศอินโดนีเซีย
เมื่อพูดถึงนักชาตินิยมของเมืองไทยก็มีหลายท่าน ตั้งแต่สามัญชนไปจนถึงพระมหากษัตริย์ อย่างสามัญชนก็มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่าน อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย
กระบวนการสร้างชาติต่อสู้เพื่อเอกราช หากได้สืบค้นแล้วจะพบว่าเริ่มต้นครั้งแรกที่ยุโรป ซึ่งอุดมการณ์ชาตินิยมในยุโรปเข้ามาแทนที่อุดมการณ์ของศาสนจักรกับราชาธิปไตย เป็นการปลดพันธนาการจากศาสนจักรกับระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ระบบเทวราช หรือ ลัทธิเทวสิทธิ์ ซึ่งเป็นลัทธิที่มีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้า
คำว่า “ชาตินิยม” หมายถึง องค์รวม ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติในอังกฤษ ปี ค.ศ. 1688 การประกาศอิสรภาพของอเมริกาหรือการปฏิวัติของอเมริกา ปี ค.ศ. 1788 และช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีการปฏิวัติในฝรั่งเศสด้วย เหตุการณ์เหล่านี้มีความคิดที่เป็นแก่นแกนของลัทธิชาตินิยม แต่เป็นลัทธิชาตินิยมที่ได้รับอิทธิพลในเรื่องหลักของสิทธิเสรีภาพและลัทธิของประชาธิปไตย อย่างเช่น จอห์น ล็อค จัง จาร์ค รูสโซ แม้กระทั่ง โทมัส ฮอป ที่มองว่ามนุษย์มีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกผู้ปกครองของตัวเอง มีสิทธิที่จะสร้างองค์กรหรือสร้างชาติของตัวเองขึ้นมาได้ คือว่า ไม่ได้เชื่ออำนาจที่อยู่นอกตัวเองนั่นเอง
ความคิดแบบนี้มีรากฐานที่สอดคล้องกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม และความเชื่อของลัทธิเหตุผลนิยม เชื่อในเรื่องกระบวนการของเหตุผลมากกว่าเชื่อถือศรัทธาโดยไม่ลืมหูลืมตา ในแง่ของสิทธิเสรีภาพได้สะท้อนความเป็นปัจเจกชน จึงมีบางอย่างไปขัดต่อความคิดชาตินิยม เพราะชาตินิยมจะเป็นองค์รวม ผลประโยชน์ส่วนรวม จิตวิญญาณส่วนรวม หรือสิ่งที่เป็นลักษณะของทุกคน แต่นักคิดหรือปัญญาชนคนสำคัญอย่าง จัง จาร์ค รูสโซ แม้เขาจะพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ลัทธิปัจเจกชนนิยม แต่เขาได้พูดถึงคำหนึ่งที่เป็นฐานความคิดของชาตินิยมได้ระดับหนึ่ง ก็คือ คำว่า “General Will” นั่นก็หมายถึงว่า สิทธิเสรีภาพของมนุษย์ต้องขึ้นอยู่กับ General Will คำนี้นักวิชาการของไทยได้แปลว่า “เจตจำนงร่วม” หรือ “เจตจำนงของส่วนรวม” ซึ่งก็คือความเป็นชาติ ประเทศ พลเมืองของประเทศ
บุคคลกลุ่มนี้จึงมีอิทธิพลต่อบรรดาประเทศทั้งหลายที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดินิยม มีอิทธิพลต่อความคิดที่ใช้ขับเคลื่อนต่อขบวนการกู้ชาติทั้งหลายในเกือบทุกประเทศ และตัวผู้นำขบวนการล้วนแล้วแต่เป็นนักชาตินิยมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนักชาตินิยมแบบเผด็จการ นักชาตินิยมแบบประชาธิปไตย นักชาตินิยมแบบสังคมนิยม หรือเป็นนักชาตินิยมแบบมาร์กซิสต์ ทั้งหมดถือว่ามีฐานคิดเป็นนักชาตินิยม แต่จะก่อรูปขึ้นไปเป็นนักชาตินิยมแบบซ้ายหรือขวา ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำคนนั้นไปสมาทานความเชื่อแบบไหน
ผู้นำบางท่านเดิมทีมีสมาทานในความเชื่ออย่างหนึ่ง แต่เมื่อไม่มีความหวัง หรือผู้นำในประเทศที่มีความเชื่อที่เคยศรัทธานั้นไม่ได้มาช่วยเหลืออันใดเขาเลย เขาจึงหันไปสมาทานความเชื่ออย่างอื่นแทน ซึ่งเป็นเรื่องของสภาวะแวดล้อมเป็นตัวกำหนด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ
การเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาหนึ่ง อาจมีผู้คนมารวมตัวสมัครสมานเป็นแนวร่วมเดียวกัน แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งหรือประสบชัยชนะในขั้นตอนนั้นแล้ว ขั้นตอนต่อๆ ไปอาจจะแยกวงก็ได้ บ้างก็อาจเผชิญหน้าเป็นศัตรูต่อกันก็มี
สำหรับบ้านเรานั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของบรรดานักลัทธิชาตินิยมทั้งหลาย ก็คือ ลัทธิล่าอาณานิยมที่แผ่ขยายอำนาจเข้ามาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 มาสู่รัชกาลที่ 4 ที่ 5 แผ่อิทธิพลมา จนทำให้สยามประเทศต้องสร้างอุดมการณ์รักชาติขึ้นมาบ้าง จนในที่สุดได้เกิดแนวความคิดแบบราชาชาตินิยม
ความเป็นชาตินิยมของสยามประเทศนั้นมีความแตกต่างจากประเทศอื่นพอสมควร อันเนื่องจากสาเหตุคือ 1.ไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร 2.ชนชั้นนำของไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 มีลักษณะปฏิรูป ในหมู่คนชนชั้นนำมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็สามารถประนีประนอมปรองดองกันได้ ไม่ได้ต่อสู้แตกหักรุนแรงเหมือนหลายประเทศ
ลัทธิชาตินิยมอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่เรียกว่ามีสิทธิในการกำหนดตัวเอง ขยายความได้ว่า ผู้คนจำนวนหนึ่งเคยอยู่ร่วมกับจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อมีแนวความคิดเรื่องสิทธิในการกำหนดตัวเอง จึงอยากแตกตัวออกมา เพราะคิดว่าตัวเองแตกต่างจากจักรวรรดิโดยรวมทั้งหมด อย่างเช่น การแตกตัวของจักรวรรดิออสเตรีย ฮังการี หรือแม้กระทั่งจักรวรรดิของจีนในอดีตก็มีแนวความคิดอย่างนี้เช่นกัน
ฉะนั้น ในด้านหนึ่งของความเป็นลัทธิชาตินิยมนั้นดูเหมือนว่าปฏิเสธความเป็นพหุสังคมหรือพหุวัฒนธรรม แต่อีกด้านหนึ่งในเมื่อเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ ก็ยังมีความต้องการในการกำหนดอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องชาติพันธุ์ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ของตัวเอง ก็คือการต้องการหาความเหมือนในความเป็นเอกภาพ อย่างถ้าเป็นเรื่องชาติพันธุ์ก็จะต้องเป็นคนเชื้อสายเดียวกัน ถ้าเป็นเรื่องวัฒนธรรมก็จะต้องเป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ วิถีชีวิต และความเชื่อแบบเดียวกัน
แต่ยังมีบางคนที่ไม่ได้คิดในมิติที่รอบด้าน ได้สรุปแบบง่ายๆ ว่าคนที่ไปเรียนหนังสือต่างประเทศนั้นคนเหล่านี้ไม่ใช่นักชาตินิยม เพราะไปสมาทานหรือรับความเจริญจากตะวันตก เห่อวัฒนธรรมตะวันตก แต่ปรากฏว่าบรรดานักชาตินิยมทั้งหลายในเอเชียที่เป็นระดับผู้นำจำนวนหนึ่งนั้นเป็นนักเรียนนอก ก็คือว่า ช่วงที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แล้วเกิดความรู้สึกรักชาติตนเองขึ้นมา อยากให้ชาติของตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญก้าวหน้าแบบตะวันตก ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎรรุ่นก่อตั้ง
ยกตัวอย่างปัญญาชนของไทยในยุคหนึ่ง นั่นคือ เทียนวรรณ เป็นนักชาตินิยมคนหนึ่งที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และอยากให้มีความเจริญก้าวหน้ากว่าตะวันตก
รัชกาลที่ 6 ก็เป็นนักชาตินิยม ต้องการให้ผู้คนรักชาติ มีทัศนคติที่ต้องการป้องกันประเทศไทยจากการคุกคามของชาติตะวันตก แต่ความเป็นนักชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 กับเทียนวรรณจะมีความแตกต่างกันอยู่ อย่างเช่น เทียนวรรณเป็นนักชาตินิยมแบบประชาสังคม ในขณะที่ความเป็นนักชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 นั้นได้มีนักวิชาการท่านหนึ่งชื่อ ดร.ธงชัย วินิจจกูล อดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 6 ตุลา ขณะนี้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน บอกว่าอันนี้เป็นราชาชาตินิยม
เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปประเทศไทย ได้มีเหล่าขุนนางหัวเก่าคิดเห็นว่ารัชกาลที่ 5 ไม่ใช่นักชาตินิยมเพราะจะปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก แต่ความจริงแล้วรัชกาลที่ 5 เป็นนักชาตินิยม เพียงแต่ว่าคิดกันคนละมุม เพราะอยากให้ประเทศชาติมีความเจริญ ทันสมัย แล้วจะได้เป็นเอกราช พ้นจากภัยการคุกคามของจักรวรรดิตะวันตก
ลัทธิชาตินิยมในบางประเทศเกิดมาควบคู่กับลัทธิประชาธิปไตย แต่ในหลายประเทศเกิดมาพร้อมกับลัทธิฟาสซิสม์ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร ในหลายประเทศมีพัฒนาการที่คล้าย ๆ กัน แต่มีเส้นทางเดินที่ต่างกัน บางคนทำสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ บางประเทศได้แตกตัวออกไปเป็นหลายประเทศก็มี อย่างเช่น ลัทธิชาตินิยมในปรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศเดิมของเยอรมัน สมัยปรัสเซียได้ทำการปฏิรูปประเทศครั้งยิ่งใหญ่ และมีการรวมชาติเยอรมันขึ้นมา
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้ศึกษาพัฒนาการของลัทธิชาตินิยมในยุโรปว่า ลัทธิชาตินิยมที่มีลักษณะเป็นประชาสังคมในยุคหนึ่งของยุโรปได้พัฒนาไปสู่ลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก เพราะลัทธิการล่าอาณานิคมน่าจะเป็นแนวคิดที่มีลักษณะในเชิงกดขี่คนอื่น แต่ปรากฏว่าคนที่อยู่ในลัทธิชาตินิยมแบบประชาสังคมนั้นมีฐานของคนส่วนหนึ่งที่เป็นแบบลัทธิล่าอาณานิคมรวมอยู่ด้วย ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่า ช่วงนั้นเกิดการปฏิรูปบ้านเมือง จึงส่งผลให้มีการปลดปล่อยพลังการผลิต แล้วเริ่มเข้าสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรม นั่นคือ การขยายตัวของกลุ่มทุนที่ต้องการพื้นที่ ทรัพยากร วัตถุดิบ โดยจากเดิมนั้นเป็นการผลิตแบบระบบศักดินา
นอกจากนี้ ได้มีการศึกษาต่อไปว่า ชาตินิยมในยุโรปที่มีลักษณะเน้นเรื่องชาติพันธุ์และความเป็นหนึ่งเดียวทางด้านวัฒนธรรม อันนี้ได้พัฒนาไปสู่การเป็นรัฐเผด็จการหรือลัทธิฟาสซิสม์ของยุโรปในเวลาต่อมา ซึ่งนักวิชาการได้สรุปฟันธงตรงกันว่า ลัทธิชาตินิยมนำมาสู่สงคราม แต่เราจะเห็นว่าประเทศที่มีความเจริญหรือพลิกฟื้นตัวเองได้อย่างรวดเร็วนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความเป็นนักชาตินิยมอย่างยิ่ง นี่คือข้อดีของชาตินิยม
ยกตัวอย่าง เยอรมันที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 อย่างย่อยยับ แต่กลับกลายเป็นว่าฟื้นประเทศได้รวดเร็วมาก เพราะประชากรของเยอรมันมีความเป็นชาตินิยม จุดร่วมกันนี้เป็นส่วนสำคัญ
ผลักดันให้เยอรมันกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรป แต่เมื่อเยอรมันได้รวมประเทศมานานถึง 20 ปี คนทางตะวันออกจำนวนหนึ่งก็เลยอยากให้เยอรมันกลับไปเป็นเหมือนเดิมจะดีกว่า เพราะทางตะวันออกปรับตัวตามระบบทุนนิยมไม่ทัน
เมื่อกลับมาศึกษากรณีของไทยเราที่ได้เปรียบเทียบกับหลายชาติในยุโรป หรือแม้แต่ในเอเชียด้วยกันเอง ไทยเรามีพัฒนาการคล้ายญี่ปุ่นและอังกฤษ นั่นคือมีพัฒนาการปฏิรูปเกิดขึ้นจากชนชั้นนำ มีกษัตริย์และขุนนางที่ต้องการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย ในขณะเดียวกันไทยเรามีบางอย่างคล้ายรัสเซีย แต่รัสเซียทำไม่สำเร็จ ซึ่งเคยได้พยายามปฏิรูปในสมัยพระนางเจ้าคัทธรีน ก่อนศตวรรษที่ 19 ประมาณปี ค.ศ.1762-1796 และ ปีเตอร์ เดอะเกรท ปี ค.ศ. 1672-1725 ทำการปฏิรูป แต่ไม่สำเร็จ เพราะ 1.มีลักษณะก้าวหน้าน้อย 2.เปลี่ยน แค่เพื่อประคองตัวเอง


พลวัตเศรษฐกิจ :
ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หัวหน้าพรรครักษ์สันติ เปรียบตัวเองเป็น “ชาวบ้านบางระจัน” ซึ่งก็คือ “ราษฎรสามัญชน” ฃ
ที่อาสาลุกขึ้นมาปกป้อง “ชาติบ้านเมือง” และสะสางปัญหาวิกฤติของชาติ พรรคการเมืองอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันก็ต่างเสนอนโยบายเพื่อ “ชาติ” เพื่อ “ประชาชน” กันทั้งสิ้น
หาก “กองทัพ” จะทำรัฐประหาร ก็จะอ้างว่าทำเพื่อชาติ เพื่อประชาชน เพื่อสถาบันกษัตริย์ ด้วยเช่นเดียวกัน ดีแต่ว่า “กองทัพ” ออกมาปฏิเสธว่าจะไม่ทำรัฐประหาร การเคลื่อนไหวของมวลชนไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีไหนก็บอกว่า ทำเพื่อชาติ เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ทั้งสิ้น
คำว่า “เพื่อชาติ” หรือ “เพื่อประชาชน” ของแต่ละกลุ่มน่าจะแตกต่างกัน
ระยะเวลาและผลของการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “ชาติ” ในที่นี้ หมายถึง ประชาชนส่วนใหญ่ของแผ่นดินหรือไม่
ในบรรดาชาติต่างๆ ที่มีกระแสชาตินิยมเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ จะมีกลุ่มที่มีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อเอกราชอธิปไตย กลุ่มการเมืองเหล่านี้จะแสดงจุดยืนความคิดชาตินิยมอย่างชัดเจน ฉะนั้นในยุคหนึ่งเราจะได้เห็นกลุ่มทางการเมืองที่เรียกตัวเองว่าปิตุภูมิ มาตุภูมิ มาเธอร์แลนด์ เกิดขึ้นเยอะแยะเต็มไปหมด อย่างในมาเลเซีย มีแนวคิดของ ตนกู อับดุล รามาน ท่านเน้นสิ่งที่เรียกว่าภูมิบุตร ก็คือ คนที่ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายจีน มาเลย์ ทมิฬ สิงหล แม้กระทั่งเชื้อสายไทย แต่ถ้าถือกำเนิดบนแผ่นดินมาเลเซีย ก็ถือว่าเป็น ภูมิบุตร มีความหมายว่าปกป้องแผ่นดินบ้านเกิดของตัวเอง นี่ก็เป็น ชาตินิยมแบบเอาดินแดนถิ่นกำเนิดเป็นฐาน
การตั้งชื่อว่าพรรคมาตุภูมิในหลายประเทศก็สะท้อนถึงแนวคิดชาตินิยมแบบนี้ อัตลักษณ์ที่สำคัญคือมีแผ่นดินร่วมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องไปยึดถือเรื่องของศาสนา ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม เป็นอัตลักษณ์ตัวตนรวมหมู่ ยึดเอาแผ่นดินเกิดเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวของแนวคิดชาตินิยมลักษณะนี้
ถ้าเรามาดูพัฒนาการของชาตินิยมไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือเป็นการก่อตัวของรัฐสยามอย่างชัดเจนที่สุด ประเทศไทยหรือสยามเคยเผชิญชะตากรรมที่ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียด้วยกัน เผชิญการขยายอำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตก แต่เราได้ชนชั้นนำที่มีความสามารถสูง ก็เลยรอดพ้นมาได้ อีกทั้งส่วนหนึ่งเรามีสภาพเป็น “รัฐกันชน” หรือ “Buffer State” ด้วย แต่ว่าเป็นปัจจัยส่วนน้อยที่อธิบายว่าทำไมไทยถึงเป็นเอกราช รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก
สาเหตุหนึ่งที่ไทยเราพ้นจากการถูกเป็นเมืองขึ้นนั้น ก็เพราะว่ากระบวนการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นกระบวนการที่แม้ว่าขุนนางรุ่นเก่าแย้งว่ารัชกาลที่ 5 ไม่ชาตินิยม แต่ว่าความจริงแล้วเป็นชาตินิยม อย่างการปฏิรูประบบราชการแม้นทำตามมาตรฐานตะวันตกแต่ความมุ่งหมาย คือ ต้องการดำรงรักษาความเป็นชาติสยามให้ได้ท่ามกลางการรุกรานของจักรวรรดินิยมตะวันตก มีจัดตั้งเป็นกระทรวงทบวงกรม การยกเลิกระบบไพร่ทาส
นอกจากนี้ พระองค์ยังส่งพระราชโอรสและเจ้านายชั้นสูงไปศึกษาต่อเกือบทุกสาขาวิชาในหลายประเทศ ต่อมาบุคคลเหล่านี้ได้กลับมาสถาปนาหรือสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย กลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มชนชั้นใหม่หรือคนที่มีความคิดใหม่ๆ ยังได้กลับมาเป็นฐานของการปฏิรูปประเทศในระยะต่อมา หรือแม้กระทั่งเป็นเชื้ออย่างดีสู่การอภิวัฒน์ 2475 โดย “คณะราษฎร”
พระองค์ยังทรงได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับสามัญชน ก็คือ ที่วัดมหรรณพ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2428 จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก ในปี พ.ศ.2430 จัดตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชาติรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น แต่คำว่า “ชาติ” ที่ถูกนำมาพูดถึงโดยสามัญชนคนแรกๆ ก็คือ เทียนวรรณ ในหนังสือตุลวิพากษ์พจนกิจ คำว่า “ชาติ” ที่มีการพูดหรือเขียนแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นวิชาการ ซึ่งเกิดขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาเทียนวรรณถูกจับติดคุกในสมัยรัชกาลที่ 6 เพราะได้ไปแสดงความคิดเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับระบบราชาธิปไตยในยุคนั้น
คนไทยเราเมื่อจะพูดถึงประเทศหรือสยาม เรามักจะใช้คำว่า “บ้านเมือง” หรือ “กรุงสยาม” หรือ “แผ่นดิน” ซึ่งหมายถึงชาติไทยหรือชาติสยาม แต่ไม่ใช้คำว่า “ชาติ” ตรงๆ
สำหรับท่านเทียนวรรณซึ่งอดีตได้บวชเรียนแล้วสึกออกมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นปัญญาชนที่ทำงานด้านสื่อ ทำงานเขียนหนังสือ มีชีวิตอยู่จนกระทั่งเกิดการอภิวัฒน์ 2475 แต่ก็แก่มากแล้ว ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงก่อนละสังขารไป
ส่วนหนังสือตุลวิพากษ์พจนกิจเล่ม 4 มีเนื้อหาวรรคหนึ่งระบุว่า “พวกเราจึงมีชื่อเสียง เขาเรียกว่าคนไท และควรนับถือพวกพ้องที่เป็นคนไทยด้วยกันว่าเป็นพวกชาติเดียวกัน คำว่าชาติเดียวกันหรือพวกเดียวกันนี้เด็กๆ เมื่อได้อ่านคงจะไม่ลืมเลย เพราะตัวเป็นคนไทย ที่เรียกว่าชาติของเรา เพราะเราเกิดเป็นคนไทยด้วยกัน เป็นพวกเดียวกัน เป็นชาติเดียวกัน”
เทียนวรรณถือว่าเป็นปัญญาชนสาธารณะผู้กล้าหาญ เคยเขียนหนังสือตอบโต้กับรัชกาลที่ 6 หลายครั้ง แต่เป็นการตอบโต้ในเชิงวิชาการ ด้านสติปัญญา รัชกาลที่ 6 เองก็เป็นปราชญ์ มีอุดมการณ์เป็นนักชาตินิยม เป็นนักกวี อย่างคำว่า “ใครรานใครรุกร้าวแดนไทย ไทยรบจนสุดใจขาดดิ้น” ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของรัชกาลที่ 6 ต่อมากลายเป็นเพลงและวรรณกรรมที่เราทุกคนได้ร่ำเรียนกันมา
สิ่งที่เทียนวรรณได้เขียนอธิบายไว้ข้างต้นนั้นตรงกับความหมายที่ได้อธิบายถึงลัทธิชาตินิยมในมุมกว้าง นั่นคือ ระบุถึงการถือมั่น มีความพึงพอใจในอัตลักษณ์หรือตัวตนรวมหมู่ชนิดหนึ่ง
ลัทธิชาตินิยมเป็นฐานของประชาธิปไตยด้วยเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันผู้นำบางประเทศเอาไปใช้เป็นฐานของลัทธิฟาสซิสต์ก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะอุดมการณ์ชาตินิยมสร้างแรงกดดันสู่ลัทธิความเท่าเทียมกันในสังคม เพราะเมื่อเราพูดถึงชาตินิยมหรือประเทศไทย นั่นหมายถึง ทุกคนเป็นสมาชิกของชาติ จะไม่มีการแบ่งชนชั้นสูง กลาง หรือล่าง คือว่าพูดถึงชาติไทย คนไทยเท่านั้น ฉะนั้นกรอบความคิดแบบประชาธิปไตยในเรื่องความเสมอภาคอยู่
จะเห็นได้ว่า ขึ้นอยู่จะเอา “ชาตินิยม” ไปใช้ในทางไหน ส่งเสริมประชาธิปไตยก็ได้ ส่งเสริมเผด็จการก็ได้
พัฒนาการของชาตินิยมในไทยหรือสยามก็ยอกย้อน คือว่าไม่ได้มีพัฒนาการที่เป็นเส้นทางสายเดียวกันหมด เทียนวรรณก็อย่างหนึ่ง รัชกาลที่ 6 ก็อย่างหนึ่ง แบบจอมพล ป. ก็อย่างหนึ่ง แบบจอมพลสฤษดิ์ก็อีกอย่างหนึ่ง แบบปรีดี พนมยงค์ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป
ส่วนชาตินิยมแบบสีเหลือง สีน้ำเงิน สีแดง หรือ แบบประชาธิปัตย์ แบบเพื่อไทย ผมไม่ขอวิเคราะห์ในเวลานี้
ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในการผนวกรวมความแตกต่างหลากหลายได้ดีพอสมควร จึงทำให้ไทยเป็นสังคมที่ไม่มีปัญหาเรื่องความแตกแยกชาติพันธุ์อย่างรุนแรง ยกเว้นในระยะหลังที่มีกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่บ้าง
ขบวนการผนวกรวมในไทยทำได้สำเร็จและทำอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี อย่างเวลาที่เราเรียกชาวเขาซึ่งเป็นชาติพันธุ์ จะเรียกต่างจากคนไทยทั่วไป เราก็เรียกว่าชาวไทยภูเขา และในยุคหนึ่งเราเรียกคนอีสานว่าไทยอีสาน หรือเรียกชาวเหนือว่าไทยล้านนา แล้วต่อมาเราได้มีกระบวนการหลอมรวมกันได้อย่างดี
ชาตินิยมในไทยที่เกิดขึ้นช่วงยุคแรกๆ นั้นเกิดจากกระแสการปฏิรูปของชนชั้นนำ ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ตลอดจนถึงพฤษภาประชาธรรม ส่งผลให้ชนชั้นกลางและล่างมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นพัฒนาการของชาตินิยมไทยจึงเริ่มขยายวงกว้างออกไป
สังคมไทยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการหลอมรวมกันเป็นคนไทยด้วยกันทั้งหมด แต่ภายใต้การหลอมรวมไม่ได้หมายความว่าไม่มีการขัดแย้งเลย มีบ้างเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ เราไม่เคยมีกรณีสงครามกลางเมืองอย่างรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้าน เช่น พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย เขมร
ถึงแม้ว่าสายความคิดชาตินิยมในไทยจะมีหลายสายก็ตาม อย่างชาตินิยมของรัชกาลที่ 6 จะเน้นเรื่องหน้าที่พลเมืองของชาติ สมบัติผู้ดี การมีศีลธรรม การเป็นสมาชิกของชาติที่จะต้องจงรักภักดีต่อสถาบัน ทางด้านวัฒนธรรมก็จะมีการส่งเสริมบทบาทของพระมหากษัตริย์ในอดีตที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยขึ้นมา
แต่ขณะเดียวกันเราก็เข้าใจได้ว่าทำไมแกนความคิดจะต้องเป็นไปในทิศทางนั้น เพราะว่าในรัชกาลที่ 6 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป ถึงขั้นปฏิวัติสังคมล้มสถาบันหลักในหลายประเทศ เมื่อเราไปค้นพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีหลายพระราชดำรัส โดยเฉพาะพระราชดำรัสที่มีต่อโรงเรียนมหาดเล็กหลวง จะเห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเน้นประเด็นนี้ และบอกว่าเมืองไทยหรือประเทศไทยไม่ได้เหมือนชาติอื่นที่มีที่มีความขัดแย้งทางชนชั้น แล้วมีการโค่นล้มกัน
พระองค์ทรงบอกว่าคนไทยตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาแล้ว มีเพียง 2 ชนชั้นเท่านั้น ชั้นหนึ่งคือพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประชาชนได้มอบอำนาจทุกอย่าง เพราะเขาทั้งหมดไม่มีเวลาพอ และไม่อาจสามารถที่จะต่างคนต่างถืออำนาจนั้นไว้ได้ อีกชั้นหนึ่งก็คือคนไทยทั่วไป ถ้าใครจะมาแทรกแซงระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ก็จะไม่ได้รับความนับถือ เคารพ ยกย่องของคนไทยนัก เพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุที่มาตัดทอนอำนาจอันชอบธรรมของเขาเสีย ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งกุลบิดรของเขา
สิ่งนี้เป็นแนวคิดที่พยายามจะบอกว่า ระบบการปกครองของไทยโดยสถาบันกษัตริย์ เป็นเสมือนพ่อปกครองลูก ไม่เหมือนการปกครองในยุโรปบางประเทศที่มีปัญหา เนื่องจากเกิดการกดขี่ประชาชน หรือระยะห่างของพระมหากษัตริย์กับพสกนิกร ซึ่งจะต่างจากของไทยเรา
มีพัฒนาการอีกอย่างหนึ่งซึ่งช่วยเสริมให้เกิดความเป็นชาตินิยมอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ การที่มีสามัญชนจำนวนมากได้ไปเรียนหนังสือที่เมืองนอกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัชกาลที่ 6 ท่านทรงส่งเสริมการเรียน นักเรียนนอกเหล่านี้มารับราชการเป็นทหาร พลเรือน ในระบบราชการไทย พวกนี้ถือว่าเป็นปัญญาชน เพราะมีการศึกษาที่ดี แล้วเกิดลัทธิชาตินิยมขุนนางใหม่ คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตย ร.ศ.130
ขบวนการประชาธิปไตย ร.ศ.130 หรือ กบฏ ร.ศ.130 ประกอบไปด้วยคณะนายทหารชั้นผู้น้อย นำโดยนายแพทย์เหล็ง ศรีจันทร์ ซึ่งมีคำขวัญว่า “เสียชีพ ดีกว่าเสียชาติ” นี่ก็เป็นชาตินิยมอีกแบบหนึ่ง หรือคำขวัญว่า “จงมีความกตัญญูต่อชาติ และกระทำใจให้เป็นไทย”
แม้กระทั่งบทความที่ขบวนการประชาธิปไตย ร.ศ.130 ใช้เป็นแถลงการณ์ประกาศเจตนารมณ์ เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เกิดการล้มเหลวเสียก่อน เพราะมีสมาชิกคนหนึ่งในคณะ ร.ศ.130 ทรยศหักหลังต่อผู้ก่อการด้วยกัน บทความนี้ชื่อว่าความเจริญและความเสื่อมทรามของประเทศ ในเกือบทุกย่อหน้าได้สะท้อนถึงความคิดชาตินิยม แต่เป็นชาตินิยมของขุนนางใหม่ ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับความเป็นชาตินิยมของจอมพล ป. ต่อมาภายหลังใช้แนวทางชาตินิยมแบบประชานิยม แล้วไปเปลี่ยนวัฒนธรรมพื้นบ้านทั้งหมดเลย เช่น ยกเลิกการกินหมาก ยกเลิกการนุ่งผ้าถุง ถือว่าไม่ทันสมัย เปลี่ยนมาเป็นให้หอมแก้มภรรยา มีการประดิษฐ์วิธีการรำวงขึ้นมาใหม่ อาหารไทยมาตรฐาน นอกจากนี้วัฒนธรรมในอดีตที่เป็นพื้นบ้านก็ได้มีการยกเลิกทั้งหมด
ผมเรียกชาตินิยมแบบนี้ว่า “ชาตินิยมแบบขุนนาง” สิ่งที่สังคมไทยต้องการนั้นน่าจะเป็น “ราษฎรชาตินิยม” ที่อยู่เป็นฐานคิดแบบประชาชาติ ประชาธิปไตย ประชาธรรม อันนำมาสู่สันติธรรม ความก้าวหน้าและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของราษฎรทั้งหลาย ครับ

อภิมหากาพย์ CCTV 3 จังหวัด ชายแดนใต้





กำไรเห็นๆ ไม่น้อยกว่า 300 ล้านถ้าบอกเลิกสัญญา ในทีสุด ฯพณฯ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ท่านก็จัดการเลิกสัญญากับทางบริษัทฯ DRCอย่างเงืยบๆ ในปี 2552-2553 ไม่มีใครทราบว่า ผลประโยชน์ก้อนโตไปตกอยู่กับใคร ? แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ...

โดย ซามอ....ซามอ

ภายหลังการรัฐประหการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ปี 2549 โดยกล่าวหาว่ามีการทุจริตมโหฬาร...?..เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ประทุขึ้นอีกครั้งโดยกล่าวอ้างว่า ก็เพราะนโยบายทักษิณ...

ที่ทะลึ่งไปยุบ ศอบต. ?

ปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีการดำเนินโครงการ กล้องวงจรปิด ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.......โดย วิธีพิเศษ เพื่อ เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายของกลุ่มก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้........

โดยมีกรมการปกครองของ......กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ

มีแผนงาน ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3,596 จุด วงเงินงบประมาณ 969 ล้านบาท
โดยจัดสรรกล้องให้กับ จ.ปัตตานี 990 ตัว, ยะลา 596 ตัว, นราธิวาส 1,028 ตัว, สตูล 32 ตัว และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา 874 ตัว

สำหรับบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงมหาดไทยโดยวิธีพิเศษ และเป็นผู้ดำเนินโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในห้าจังหวัดชายแดนภาค ใต้ คือ บริษัทดิจิตัล รีเสิร์ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ ดีอาร์ซี (DRC) บริษัท ดิจิตอล รีเสิร์ชแอนด์ คอนซัลทิ่ง จำกัด มี นายชาญ กุลถาวรากร เป็นเจ้าของ ทุน 50 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่387/1 ซอยรัชดาภิเษก 14 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

มูลค่าโครงการตามสัญญา จ้างโดยวิธีพิเศษ 969 ล้านบาท กำหนดส่งมอบงานวันที่ 7 พ.ย.2551

แต่ปรากฏว่าการติดตั้งดำเนินการตามสัญญาของบริษัท DRC. เป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจาก ความไม่โปร่งใส และการหมกเม็ดกำหนด สเปค ตั้งแต่การออกแบบ กำหนดคุณสมบัติของระบบกล้อง สาย ฯลฯ สรุปว่า ขบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ ไม่โปร่งใส และมีการเบิกเงินล่วงหน้าจาก กระทรวง มหาดไทยไปถึง 145 ล้านบาท

จนถึง ปลายปี 2552 เลยกำหนดส่งมอบไปเกือบปี ประมาณ 300 วัน ปรากฏว่ามีการติดตั้งกล้องไปได้เพียงไม่ถึง 10% โดยทำได้เฉพาะที่ในจังหวัดสงขลา แต่ บริษัทฯ DRCได้เบิกเงินล่วงหน้าไปแล้ว ถึง 145 ล้านบาท หรือ 14.96% และมีภาระค่าปรับหนี้จากการผิดสัญญาที่ส่งมอบล่าช้าอีก ร้อยละ 0.1 ของวงเงินในสัญญา หรือค่าปรับวันละ 969,000.00 บาท รวมภาระค่าปรับ 290.7 ล้านบาท

บริษัท DRC มีคำขอเลิกสัญญากับ ราชการ และถ้าพิจารณาว่าตอนที่บริษัทฯ พยายามขอเลิกสัญญากับกระทรวงมหาดไทยนั้น บริษัทฯมีภาระหนี้สินผูกพันอยู่กับทางราชการการเป็นเงิน เกือบห้าร้อยล้านบาท คือค่าเงินเบิกล่วงหน้า 145 ล้าน และเงินค่าปรับผิดสัญญาอีก กว่าสามร้อยล้าน รวมสองรายการไม่ต่ำกว่าห้าร้อยล้าน

แต่ถ้าเลิกสัญญาก็เสียแค่เงินค้ำประกันสัญญาแค่ 5 % บวกเงินที่เบิกล่วงหน้า อีก 145 ล้าน รวมกันไม่เกินสองร้อยล้าน พร้อมกับการล้างไพ่ เรื่องเหม็นๆต่างๆที่ทำไว้

กำไรเห็นๆ ไม่น้อยกว่า 300 ล้านถ้าบอกเลิกสัญญา

ในทีสุด ฯพณฯ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ท่านก็จัดการเลิกสัญญากับทางบริษัทฯ DRCอย่างเงืยบๆ ในปี 2552-2553
ไม่มีใครทราบว่า ผลประโยชน์ก่้อนโตไปตกอยู่กับใคร ?

แล้วเรื่องก็เงียบหายไป ...?

สนใจดูข้อมูล เพิ่มได้ที่ http://www.tcijthai.com/investigative-story/842

และที่ http://www.pinonlines.com/?q=node/9541

จากการเจาะข่าวตื้น จากแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อมูลที่ เปิดเผยว่า บริษัทผู้รับจ้างรายใหม่ที่เข้ามาดำเนินโครงการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนบริษัท DRC คือบริษัทในกลุ่มสามารถ แต่ไม่มีการเปิดประมูล กลับใช้วิธีคัดเลือกโดยวิธีพิเศษ ทั้งๆ ที่มูลค่าโครงการสูงถึงราว 1,000 ล้านบาท

ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวนี้มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแกนนำพรรค ภูมิใจไทยซึ่งมีรัฐมนตรีดูแลกระทรวงมหาดไทยนายชวรัตน์ ชาญวีระกุล และเป็นกลุ่มนายทุนใหญ่ให้พรรค ประชาธิปัตย์........55555

คำถามสุดท้ายก็คือ...แล้วชาติไหนสามจังหวัดภาคใต้จึงจะสงบครับ?

และเรื่องแบบนี้ ปปช,ดีเอสไอ , สตง. ไม่สนใจบ้างหรือไงครับ ?

นี้ก็เป็นขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ ในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ ?

คาถาเด็กไทยรู้ทัน

คาถาเด็กไทยรู้ทัน : อนุสติเพื่อการป้องกันเด็กและเยาวชน จากการครอบงำของลัทธิบริโภคนิยมโดยสื่อมวลชน
ศ.นพ.ประเวศ วะสี



        สวัสดีครับทุกๆ ท่าน ขอแสดงความชื่นชมกับคณะครูที่รักเด็กๆ ที่ต้องการปกป้องลูกศิษย์
        ผมเองเคยเขียน เคยพูดไว้เป็นเวลานานว่า ครูนั้นเหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความดี เมื่อตกไปอยู่ที่ไหน ความดีงามก็จะเกิดขึ้นงอกงามขึ้นทั่วไป เมื่อเห็นครูทีไร มีความดีใจปลื้มปิติ เพราะนึกถึงครูของตัวเองเมื่อเด็กๆ ครูที่รักเรา พ่อแม่ ครูนั้น เป็นคนที่รักลูก รักลูกศิษย์ มากกว่าคนอื่นๆ ทั้งสิ้น
        แล้วก็มีความยินดีที่ สสส. มาร่วมสนับสนุนเรื่องนี้ กับสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาหรือ มายา สำหรับสถาบันนี้ผมเองก็รู้จักมานาน สถาบันมายาได้พยายามทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนมานาน เข้าใจว่าได้ทำงานกับเด็กและเยาวชนมาจำนวนหลายแสนคน หายากที่จะมีองค์กรอะไรอย่างนี้ ที่ทำงานยาวนาน พยายามส่งเสริมให้เด็กๆ เยาวชนมีวิธีคิด มีจิตใจที่ดี นี่เขาไปตามมาพูด ก็อดมาไม่ได้ ทั้งๆ ที่พูดอยู่อีกโรงหนึ่ง บอกว่า มาไม่ได้หรอก เขาบอกไม่ได้ต้องมา ก็เลยรีบตัดตอนที่ตรงโน้นให้สั้นลง แล้วก็รีบมาที่นี่ สำหรับ สสส. หรือว่าสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ เป็นผู้สนับสนุนสำหรับงานนี้ ผมเองใน ๒๔ ชม.ที่ผ่านมา ไปพูด ๓ งาน เจอ สสส. ทั้งหมดเลย เมื่อเย็นวานไป เขามีโครงการหนังสือเพื่อเด็ก ที่หอศิลปวัฒนธรรม สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็มีดร.สิริกรไปพูด มีอาจารย์สมบูรณ์ มีคนอื่น คุณพรอนงค์ ก็เป็นรายการที่สนับสนุนโดย สสส. เมื่อกี้นี้ไปบรรยายเรื่อง เครือข่ายแผนแม่บทชุมชน ซึ่งคนมาประชุมเยอะมาก มาจากทุกภาคของประเทศเลย ก็ปรากฏว่า เป็นรายการที่สนับสนุนโดย สสส. อีก มาที่นี่ก็ สสส. อีก รู้สึกไปที่ไหน คงหลบไม่พ้นกิจกรรม ที่สนับสนุนโดย สสส. ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี มีองค์กรที่สนับสนุนเรื่องที่ดีงามให้เกิดขึ้นในแผ่นติน ก็รู้สึกไปทั่วหมด เกิดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นกุศลธรรม
        ทีนี้สำหรับเรื่องนี้ ที่มีความเป็นห่วงใยว่า เด็กลูกหลานของเรา จะตกเป็นเหยื่อ จะถูกหลอกโดยโฆษณา เขาเรียกว่าขนมหลอกเด็ก เครื่องดื่มหลอกเด็ก ทำสีสันต่างๆ ล่อเด็ก เอาคนมาพูดจาต่างๆ นานา เป็นเรื่องร้ายแรง ที่มีผลกระทบร้ายแรงมาก อาจารย์ ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เคยได้กล่าวกับผม บอกว่า สื่อ-สื่อสารมวลชน ที่กระตุ้นนักเรียนไปทางลบ มีพลังมากกว่าโรงเรียนทั้งหมด เพราะเขาใช้เงินมากมาย เป็นหมื่นล้านที่จะกระตุ้นการบริโภคทุกรูปแบบที่เราเห็น เดี๋ยวเราก็เห็นในโทรทัศน์ล่ะ “ครอกๆๆ ความสุขที่คุณดื่มได้” เขาเสียค่าโฆษณา ค่าคิด อันนั้นล้านบาท ก็คิดดูล้านบาท ครูสอนหนังสือแทบตาย ได้ไม่กี่พันบาท แต่คนไปคิดจะให้คนดื่มเบียร์ได้ล้านบาท
        ทุก ๕ นาที มีคนมาชี้หน้าว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ถ้าเป็นคนไทยต้องดื่ม “ดื่มแล้วภาคภูมิใจ เบียร์คนไทยทำเอง” ทุกอย่างล้วนแต่เป็นการปลุกระดม ทั้งวันทั้งคืน จะให้คนบริโภค เป็นระบบเศรษฐกิจ ที่เขาเรียกว่าเสรี แต่จริงๆ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยโลภจริต เสรีทั้งโลกเลย ทีนี้ขบวนการอย่างนี้เขามีเงินเยอะ เขามีคนเกี่ยวข้องเยอะ เป็นโครงสร้างของผลประโยชน์ ที่มีคนมาเกี่ยวข้องเยอะ ฉะนั้น สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ เผชิญกับเรื่องหนักหนาสาหัส ไม่ใช่เรื่องเบาๆ เลย
        การที่จะกระตุ้นให้คนบริโภคสูงสุด คือวัตถุประสงค์ของระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่อาศัยโลภจริตเป็นตัวขับเคลื่อน เขาไม่แคร์ ว่าผู้บริโภคจะเกิดอะไรขึ้น จะเสียเงินเสียทอง สุขภาพจะเสีย จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ขอให้บริโภคสูงสุด
        ในสหรัฐอเมริกา ถ้าเราเดินไป คนที่เดินมาตามถนน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือกว่า เป็นคนอ้วน เพราะว่า โดนไอ้เศรษฐกิจการค้า ที่มันจัดขนาดของอาหาร ที่จะให้คนกินเยอะๆ จะได้เก็บเงินเยอะๆ หรือว่าเป็นเรื่องบุฟเฟต์ คุณกินเท่าไรกินเต็มที่เลย เราเก็บเงินแค่นี้ เขาก็จะกินมากเกินนะครับ กินมากเกินเลย มันก็เกิดโรคอ้วน
        เขาจะทำทุกชนิดให้คนบริโภค เขาไม่เลือก เด็กเขาก็เอา แล้วเด็กโดยเฉพาะเป็นเป้า เพราะว่าเด็กมีจุดอ่อน ที่พ่อแม่รักลูก ลูกอยากได้อะไร ลูกอยากกินอะไรพ่อแม่ก็ใจอ่อน อันนี้เขารู้ว่าเป็นจุดอ่อน เขาก็เข้ามาตรงนี้ ที่จะกระตุ้นเด็กให้บริโภค มีรายการสำหรับเด็ก รายการแฝงมา ทำรูปแบบสินค้ามา จะล่อใจเด็ก เอาเด็กมาเป็นผู้โฆษณาเอง อะไรต่ออะไรสารพัดอย่าง ทำทุกประการ และจากตัวเลข ที่ผมเห็นในเอกสาร ที่กลุ่มมายาไปหามา บอกว่า ตัวเลขการบริโภคของเด็ก ใน ๓ เรื่องใหญ่ๆ คือ พวกขนมกร๊อบแกร๊บ สแน็ค ขนมหวานแคนดี้ แล้วก็เครื่องดื่ม สรุปเรียกว่า ขนมหลอกเด็ก ต้องใช้ชื่อเรียกเข้าไป “ขนมหลอกเด็ก” เขาอาจจะใช้ชื่ออื่น เพื่อสร้างคุณค่าให้มันสวยงาม เป็นของดีเด่น แต่เราต้องเรียก ให้คุณค่ามันต่ำลง ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบาย เรียกว่า ขนมหลอกเด็ก เพราะจริงๆ เด็กไม่อยากถูกหลอกหรอก ถูกหลอกแล้วมันเสียเกียรติ
        ขนมหลอกเด็ก เครื่องดื่มหลอกเด็ก เป็นมูลค่าถึงประมาณแสนเจ็ดหมื่นล้านบาทต่อปีใช่ไหมครับ เป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี ผู้รวบรวมได้เอาตัวงบประมาณของกระทรวงหลายกระทรวง ๖ กระทรวง มารวมกันยังน้อยกว่า เงินที่พ่อแม่ต้องเสียไปในเรื่องถูกหลอก เด็กถูกหลอกทั้งประเทศเลย พ่อแม่ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็น แล้วเสียเงินเพิ่มไป กลับเกิดผลร้ายกับลูก ๒ ประการใหญ่ แล้วเป็นผลร้ายต่อประเทศไทย คือ
        ประการที่ ๑ กระทบสุขภาพของเด็ก เพราะว่าพวกขนมหลอกเด็ก ไม่ใช่อาหารสุขภาพ ไม่ใช่อาหารหลัก กินเข้าไปแล้ว ก็กินข้าวไม่ลง ถึงเวลามื้ออาหาร กินไม่ลง เพราะกินพวกของหวานพวกนี้เข้าไปแล้ว เด็กบางคนก็ผอมซี่โครงขึ้น เพราะกินข้าวไม่ลง ไปกินของหลอกเด็กมา เพราะฉะนั้น กระทบกระเทือนสุขภาพของเด็ก
        ประการที่ ๒ ทีนี้ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ทำให้สมองฝ่อ ทำให้เด็กโง่ลง โดยการดูรายการโทรทัศน์ ที่จัดมาเสร็จเลย ไม่ต้องคิด สำเร็จรูป ดูแล้วให้เกิดความต้องการไม่ต้องคิด สมองก็จะฝ่อ เด็กก็จะโง่ลง
        พระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง ท่านรับสั่งหลายปีแล้ว เดิมเราก็ไม่เข้าใจ ท่านบอก คราวนั้นท่านทรงพระประชวร แล้วก็ต้องประทับเงียบๆ อยู่หลายวันด้วยกัน ก็ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ทอดพระเนตร ท่านบอก มันเต็มไปด้วยโฆษณาต่างๆ รับสั่งว่า มันเดินเข้าไปในหัวคน มันเดินเข้าไปในหัวคน รับสั่งอย่างนี้ ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจว่า รับสั่งเรื่องอะไร และรับสั่งซ้ำๆ กัน มันเดินเข้าไปในหัวคน แล้วก็เดินเข้าไปเลย คนไม่ต้องคิด ไม่ต้องกลั่นกรองอะไร นะครับ อันนี้เป็นอันตรายร้ายแรง ทำให้คนโง่ลง
        มีอีกเรื่องหนึ่ง อยากจะนำมาเล่า ผมเองเป็นคนบ้านนอก บ้านอยู่ริมภูเขา ที่เมืองกาญจน์ ไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ จนกระทั่งอายุ ๑๕ อยู่ในป่า ทีนี้เวลาเราอยากกินอะไร เช่นอยากกินข้าวหลาม ก็ช่วยกันทำข้าวหลาม คนหนึ่งไปแช่ข้าวเหนียว คนหนึ่งไปตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกข้าวหลาม คนหนึ่งไปปอกมะพร้าวคั้นกะทิ คนหนึ่งไปทำจุก เอาใบตองมาทำจุก เสร็จแล้วก็คั้นกะทิ กรอกข้าวเหนียวกับกะทิ แล้วก็อุดจุก แล้วก็ไปตั้งเรียงกันไว้ ปักไว้ที่ดิน แล้วก็ก่อไฟ ให้มันเดือด มันเดือดกะว่าสุกแล้ว ก็ราไฟให้มันระอุ เสร็จแล้วมันร้อน เผาข้าวหลาม เราก็ไปลงอาบน้ำในแม่น้ำ แล้วกลับมา ข้าวหลามสุกพอดี ก็ได้กินข้าวหลาม อร่อยมาก
        เราทำอะไรที่มันสนุก สนุกมาก แต่ว่าเด็กกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำอะไรที่กระตุ้นสมองเลย เพียงแต่หยิบเงินก็ได้แล้ว อย่างนี้เด็กจะโง่ลง เพราะการต้องทำอะไรต้องคิด ต้องหยิบโน่นหยิบนี่ ให้มันกระตุ้นสมอง เพราะฉะนั้น ถ้าสังคมเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เป็นสังคมกระตุ้นบริโภคนิยม ใช้เงินแล้วก็ได้ของ สมองจะฝ่อลงไปเรื่อยๆ อันนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง สังคมแบบนี้ที่ญี่ปุ่น มีการศึกษาแล้วว่า คนญี่ปุ่นปัจจุบันโง่ลง เพราะฉะนั้น ถ้าอย่างนี้นานไปเรื่อย เป็นบริโภคนิยมกระตุ้นเพียงแต่ให้หยิบเงิน แล้วก็ได้ของ ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นระบบเงินนิยม คนรุ่นใหม่จะสมองฝ่อ เพราะไม่ได้คิด ไม่ได้ทำ ก็จะโง่ลงๆ ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ทำอะไรไม่ถูก อนาคตมนุษย์จะเสื่อมลง และหนักเข้าสูญพันธุ์ไปเลย อยู่ไม่ได้ในสังคมแบบนี้ เราจะอยู่ได้ ต่อเมื่อเราฉลาด เรารู้ความจริง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ลัทธิบริโภคนิยมใช้สื่อกระตุ้นอย่างรุนแรง อย่างไร้ศีลธรรม โดยไม่คำนึงถึงพ่อ ถึงแม่ ถึงลูก ถึงใครทั้งสิ้น ขอให้บริโภคมากๆ เข้าไว้ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เป็นเรื่องทำลาย ทำลายทั้งสุขภาพของเด็ก ทำลายเงินของพ่อแม่ ทำลายสมองเด็ก เมื่อทำลายสมองเด็ก ก็เท่ากับ ทำลายสมองของชาติ ต่อให้ครูหวังดีเท่าไร จะไปสอนเท่าไร แต่ว่าอีกอันมันมาแรงกว่า
        คนที่โครงสร้างผลประโยชน์ที่นั่น มันเยอะแยะ มันใหญ่โต ผู้คนเชื่อมกันเยอะมาก แล้วบางคนก็ไม่รู้สึกตัว อย่างคนจบนิเทศศาสตร์ คนจบแล้วเขาได้ปริญญา แต่เขาไปคิด เขาไปทำงานกับบริษัท แล้วคิดเรื่องโฆษณา จะกระตุ้นการเสพอย่างไร จะไปบอกเขาทำไม่ดี เขาก็บอกเป็นอาชีพเขา พวกโฆษณาเขาบอกเป็นอาชีพเขา ตกลงทุกคนเป็นอาชีพหมด แต่อาชีพนี้มันเชื่อมโยงกันเป็นมิจฉาอาชีวะ ถ้าอาชีพอะไรทำร้ายคนอื่น ไม่ใช่สัมมาชีพ ซึ่งประเดี๋ยว ผมจะกลับมาพูดถึงประเด็นนี้ ขณะนี้เรามีอาชีพ ที่ไม่ใช่สัมมาชีพ เต็มไปหมด สัมมาชีพ คือ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ สัมมาชีพมันจะบูรณาการทุกอย่างเข้ามา ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากบ้านเมืองของเรา ไม่ได้เน้นเรื่องเศรษฐกิจศีลธรรม มันก็มีคนทำที่ไม่ใช่สัมมาชีพ มันก็มาทำลายเด็ก ทำลายผู้ปกครอง ทำลายสมองของเด็ก ของชาติ ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง มันเป็นไวรัสชนิดใหม่ ถ้าพูดไป เป็นไวรัสชนิดใหม่ที่มากับสื่อ มาทำลายสมองเด็ก เป็นไวรัสชนิดใหม่เลย แล้วร้ายแรงกว่าไอ้ไวรัสที่พูดกัน เพราะมันมาแล้ว มองไม่เห็นตัว ไม่รู้มันอยู่ที่ไหน แล้วมันมาทำลายสมองของเด็ก
        เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าเราต้องมาดูล่ะว่า เออ..แล้วเราจะทำอะไร ซึ่งยากมาก ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ทำยากมาก เพราะกระบวนการที่มาทำลายนี้มันใหญ่โต มันเชื่อมโยงกัน ผมอยากจะเสนอ ถ้าเรียกเป็นคาถาก็คงสัก ๗ ข้อ ด้วยกัน
        ข้อ ๑ การรู้เท่าทันของคนไทยทั้งชาติ คือ ถ้าเราไม่รู้ โรคมันก็ระบาด โรคมันก็กินเรา โดยเราไม่รู้ว่า มันเป็นโรคด้วยซ้ำ ข้อที่ ๑ คนไทยทั้งชาติต้องรู้เท่าทันว่า ขณะนี้มีโรคระบาดชนิดใหม่ ที่กำลังกินสมอง กินเงินของทุกครอบครัว กินเงินของพ่อแม่ กินสมองเด็ก ทำลายชาติ ที่มากับ “ทุสนเทศ” เราจะพูดเรื่องข้อมูล ข่าวสารเฉยๆ ไม่ได้ ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ เรียกว่า “สุสนเทศ” แต่ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ เป็นของที่มีโทษ เรียกว่า “ทุสนเทศ” เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราต้องรู้เท่าทัน
        การเรียนหนังสือของเรา เราท่องแต่วิชาที่อยู่ในหนังสือ เราไม่ดูว่าสิ่งที่มันมาทุกวันเลย เช้าวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์มันก็มา เยอะเลย มันเอาเด็ก มันจะกินเด็ก เต็มไปหมด แล้วการเรียนของเรา ท่องแต่หนังสือแค่นี้ไม่ได้ เราจะไปเผชิญกับมันไม่ได้
        ฉะนั้น คนไทยทั้งชาติ จำเป็นต้องรู้เท่าทันว่า ขณะนี้กำลังมีโรคระบาดร้ายแรง ที่กำลังมากินสมองคนไทย กินเงินคนไทย เอาหนักเข้า มันทำลายคนไทยย่อยยับหมดทั้งประเทศ แล้วโรคนี้มากับ “ทุสนเทศ” กับระบบข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นโทษกับประชาชน ที่ไม่จริง เป็น “วจีทุจริต” ไม่ใช่ “วจีสุจริต”
        ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสอนเรื่องวจีสุจริตในนั้นมากเลย แสดงว่าเป็นเรื่องสำคัญ “วจีสุจริต” ประกอบด้วย ข้อ ๑ เป็นความจริง จะพูดอะไร ต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง ข้อ ๒ พูดเป็นปิยวาจา พูดแล้วน่ารัก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดอย่างอื่น เป็นปิยวาจา ข้อ ๓ พูดถูกกาลเทศะ ทุกกาลเทศะ พูดไม่ถูกกาลเทศะก็ไม่พูด ก็ห้าม ก็บอกว่าพูดเป็นภาษาชาวเมือง อันนี้พูดเป็นภาษาที่คนรู้เรื่อง ไม่พูดภาษาที่ไม่รู้เรื่อง ข้อ ๔ พูดแล้วเกิดประโยชน์ ถ้าพูดแล้วเกิดโทษไม่พูด เพราะฉะนั้นดูให้ดีว่า วจีสุจริต ๑. เป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง ๒.เป็นปิยวาจา ๓.พูดถูกกาลเทศะ ๔.พูดแล้วเกิดประโยชน์ เกิดโทษด้วยประการใดๆ ไม่พูด
        แล้วเราลองมาดูว่า เอ๊ะ..พูดแล้วก็เกิดโทษกับเด็ก ไปเอาเงินของพ่อแม่เด็ก มันเป็นโทษนะ พูดทำไม เมื่อพูดก็เป็นวจีทุจริต ไม่ใช่วจีสุจริต เพราะฉะนั้น ตรงนี้ต้องรู้เท่าทัน
        หลักสูตรอะไรต่างๆ ต้องมีหลักสูตร ที่จะให้คนรู้เท่าทันสิ่งที่มันมาตามสื่อ เราไม่มีวิชาที่จะวิเคราะห์สื่อ วิเคราะห์สื่อต้องเรียนทุกชั้น ทุกชนิดหมด ต้องวิเคราะห์สื่อ เพราะมันเป็นสิ่งใหญ่ อย่าไปท่องแต่หนังสืออย่างเดียว ไม่ได้ น่าเบื่อมากด้วย แล้วก็ไม่รู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ถ้าท่องแต่หนังสือ คนจะโง่ทั้งชาติ ไม่สนุกด้วย ฉะนั้นข้อ ๑ ที่จริง คือ สัมมาทิฐิ คือ ปัญญา ต้องรู้เท่าทัน คนไทยทั้งชาติต้องรู้เท่าทันว่า ขณะนี้มีโรคระบาดชนิดใหม่ ที่มากับ “ทุสนเทศ” มากับ “ทุสนเทศ” ผมพยายามเน้น เรามักจะบอกว่า ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องดี ใครมีข้อมูลข่าวสารก็ฉลาด จริงๆ ข้อมูลข่าวสารตอนนี้ ทำให้คนโง่ลง เพราะเป็น ทุสนเทศ ไม่ใช่ สุสนเทศ แล้วกำลังกินสมองของคนไทย กินเงินของพ่อแม่ไปปีละ แสนกว่าล้านบาท จนลง แล้วก็จะทำให้คนไทยโง่ลง
        อันนี้ต้องรู้เท่าทัน ถ้าเรารู้เท่าทันมัน เราก็ยังพอที่จะหาทางป้องกันมัน แต่เราไม่รู้ทัน ไม่รู้ว่าศัตรูเป็นใคร ในปัจจุบันนี้
        อันนี้ผมพูดมา ๑๐ กว่าปี ว่าขณะนี้สังคมไทยวิกฤต ที่เรียกว่า คลื่นลูกที่สี่ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วเป็นวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าศัตรูคือใคร วิกฤตการณ์สามลูกแรกนี่เรารู้ ลูกแรก คือ สงครามพม่า ลูกที่สอง คือ มหาอำนาจตะวันตก มาล่าอาณานิคม จักรวรรดินิยม ลูกที่สาม ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง คือ เรื่องคอมมิวนิสต์ ลูกที่สี่ นี่คือวิกฤตการณ์ปัจจุบัน เป็นวิกฤตการณ์แห่งการทำลายตัวเอง (Self -Destruction) แล้วคนไม่รู้ด้วยว่าศัตรูอยู่ที่ไหน ฉะนั้นยากที่สุด รุนแรงที่สุดขณะนี้ จุดนี้ต้องรู้ว่าอะไรเป็นศัตรูเรา ถึงจะมียุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้ได้ ตอนพม่ายกมามันง่าย เพราะมันรู้ว่าศัตรูนี่คือพม่า เดี๋ยวเราก็มียุทธศาสตร์ต่อสู้ได้ ไม่ช้าก็จะขับไล่ไปได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรเป็นศัตรู เราขับไล่ไม่ได้ ฉะนั้นข้อ ๑ คือข้อนี้เลย ที่ผมเสนอไว้ดังกล่าวว่า คนไทยต้องรู้เท่าทันว่า ขณะนี้โรคระบาดที่กำลังทำลายเราอย่างรุนแรง มากับทุสนเทศ
        ข้อ ๒ พ่อแม่ต้องปกป้องคุ้มครองลูกจากสื่อ จากทุสนเทศ จากสื่อที่เป็นพิษเป็นภัย ผมชอบอยู่บ้านนอก ชอบดู มองสัตว์ต่างๆ และเห็นสัตว์ต่างๆมันรักลูก มันปกป้อง แม่ไก่ตามปกติลูกไก่ก็คุ้ยเขี่ยหากินเอง แต่พอทำท่าจะมีเหยี่ยวมีอะไรมานะ แม่มันก็กางปีก ลูกมันก็เข้าซุก แม่มันปกป้อง งูมันมีไข่มันก็จะคอยดู อันนี้เป็นธรรมชาติของสัตว์ ของมนุษย์ จะต้องปกป้องคุ้มครองลูก ไม่งั้นลูกไม่รอดชีวิต ธรรมชาติก็ต้องสร้างมาว่า พ่อแม่ปกป้องคุ้มครองลูก ยังไงก็อยากปกป้อง แต่ไม่รู้ว่าศัตรูมันคืออะไรแค่นั้นแหละ เพราะว่า ในสมัยปัจจุบัน ศัตรูที่มันจะมาทำร้ายลูก มันมาคนละรูปแบบกับที่รู้จัก
        ฉะนั้นตรงนี้ พ่อแม่ทุกคู่ ทุกครอบครัว รวมทั้งปู่ย่าตายายด้วย ต้องปกป้องคุ้มครองลูก ลูกนี่เป็นของมีค่าที่สุด ไม่มีอะไรมีค่ามากเท่ากับลูกอีกแล้ว แก้วแหวนเงินทอง ก็ไม่มีค่าเท่าลูกใช่ไหมครับ แต่แก้วแหวนเงินทองนี่ ไม่ยอมทิ้งไว้ให้กับคนอื่น แต่ลูกบางทีทิ้งไว้กับคนอื่น ลูกนี่ต้องปกป้องคุ้มครองอย่างดีที่สุด และถ้ารู้ว่าสิ่งที่มาทำร้ายลูก มันมากับทุสนเทศ พ่อแม่ก็ไปดูว่า เออ..แล้วจะทำอย่างไร ถ้าพ่อแม่มีเวลา ต้องควรจะมีเวลากับลูก ถ้าดูโทรทัศน์กับลูก แล้วพยายามวิเคราะห์ ดูอย่างวิเคราะห์ว่า เออ..ที่พูดนี่จริงหรือเปล่า หลอกหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะหลอก หลอกแต่มาแนบเนียน ชวนลูกวิเคราะห์ มันหลอกหรือเปล่า ถ้าไม่มีการวิเคราะห์ มันเดินเข้าสมองไปเลย อย่างพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า เดินเข้าสมองคนไปเลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไร เห็นก็อยากซื้อเลย
        แต่ถ้าวิเคราะห์ ซึ่งมันเป็นขบวนการทางปัญญา แล้วเด็กเขาฉลาด เด็กนี่จริงๆ เขาฉลาด เขาจะรู้โน่นรู้นี่ต่างๆ ฉะนั้นต้องชวนกันดู อย่างวิเคราะห์วิจารณ์ เด็กก็จะฉลาด แล้วก็จะมีเครื่องกลั่นกรอง
        ลูกชายผมเขามีลูก ลูกเขาก็คือหลานผม อายุ ๖ ขวบ เขาคุยกับลูกเขาบอก “ขนมหลอกเด็กๆ” ไอ้ลูกก็ไม่อยากถูกหลอก เด็กถูกหลอกแล้วมันเสียเกียรติ เด็กไม่อยากถูกหลอก เวลาเขาหลอก เขาจะพยายามให้มีสีสัน มีความงาม อาจจะมีเทวดาหรือว่ามีนางฟ้ามา อะไรต่างๆ ร้อยแปด ให้มันเป็นสิ่งมีค่าดีงาม
        ฉะนั้น คำที่ใช้ ก็อาจจะหาคำอื่นอะไรมาอีก ที่จะกระตุ้นความรู้สึกเด็ก ไอ้ขนมหลอกเด็กนี่ก็อันหนึ่ง มันหลอกเด็ก พยายามวิเคราะห์ ช่วยกันดู อย่างไรก็แล้วแต่
        ผมคิดว่า ถ้าพ่อแม่รู้ คงคิดได้ดีกว่าเท่าที่ผมพูดนะ เพราะพ่อแม่อยากจะปกป้องดูแลลูก เมื่อเห็นภัย รู้ว่าอะไรเป็นภัย พ่อแม่ก็จะมีวิธีต่างๆ ฉะนั้น พ่อแม่ลูกปู่ย่าตายาย ทุกครอบครัว ควรจะปกป้องคุ้มครองเด็ก จากพิษภัย จากทุสนเทศที่มากับโทรทัศน์ มากับวิทยุ
        ข้อ ๓ บทบาทของเด็กเอง เด็กไม่ควรจะเป็นคนที่ถูกหลอก เด็กต้องโตขึ้นเป็นคนฉลาด รู้อะไรเป็นอะไร อย่าให้เขาหลอก แต่จริงๆ ธรรมชาติของเด็ก ก็ฉลาดอยู่แล้ว ที่ถูกทำให้โง่ เพราะผู้ใหญ่ทำ โทรทัศน์ทำ วิทยุทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง วิธีการ คือ ให้เด็กดูอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ มันก็ผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางปัญญา ถ้าไม่วิเคราะห์วิจารณ์ ดูไปเรื่อย พ่อแม่ให้ทีวีเลี้ยงเด็ก ให้ทีวีเลี้ยงลูก ลูกก็เสร็จ ทีวีก็กินลูกเข้าไป ทำให้ลูกโง่
        ตรงนี้ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน ต้องฝึกเด็กให้ดูอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ ว่าจริงหรือเปล่า ที่พูดนี่จริงหรือเปล่า หลอกหรือเปล่า มีผลดีอะไร มีผลเสียอะไร หัดวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย อันนี้เลยจะทำให้เด็กฉลาดไปเลย ถ้าหัดวิเคราะห์ผลดีผลเสียอยู่เรื่อย จากเรื่องง่ายๆ ต่อไปเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย นี่คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เราไปเรียนวิทยาศาสตร์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์ เราก็เลยไม่เก่งวิทยาศาสตร์ ไปท่องว่านิวตันพบอะไร เอดิสันทำอะไร คนนั้นทำอะไร กลายเป็นไปท่องวิชาวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่กระบวนการวิทยาศาสตร์ กระบวนการวิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการการวิเคราะห์เหตุ วิเคราะห์ผลในทุกเรื่อง ไม่ใช่อยู่เฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์
        วิทยาศาสตร์อยู่ในทุกเรื่อง ไม่ว่าการกินการอยู่ การดู การเห็น การอะไรทุกเรื่อง รอบตัวหมด อันนี้จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ แล้วต่อไปเด็กจะเก่งวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรียนวิทยาศาสตร์ อย่างที่เราเรียนทุกวันนี้ วิทยาศาสตร์นี่คือว่า เวลาเรารับรู้อะไรมา เราวิเคราะห์สังเคราะห์ ให้มันเป็นปัญญาที่สูงขึ้น ถ้าเราเพียงแต่รับรู้มัน ๑. ต้องรับรู้ความจริง ถ้ารับรู้ความหลอก เราจะเสียหาย ทีนี้ถ้ารับรู้ความจริงเข้ามานั้น ยังไม่พอ ต้องวิเคราะห์สังเคราะห์ ให้มันเป็นความเข้าใจที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามองโลกไป เท่าที่เราเห็นนี่ เราก็ต้องบอกว่าโลกมันแบน แต่ความรู้มันบอกว่ามันกลม จากความรู้ จากการวิจัย จากการวิเคราะห์สังเคราะห์นั้น บอกว่ามันกลม ฉะนั้นทุกอย่างที่เราสัมผัส ต้องเอามาวิเคราะห์สังเคราะห์ ให้มันเป็นปัญญาที่สูงขึ้นเสมอ ฝึกจนเป็นนิสัย อันนี้คือการวิจัย การวิจัยต้องเป็นวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเจออะไร รับรู้อะไรขึ้นมา วิเคราะห์สังเคราะห์ เป็นปัญญาที่สูงขึ้น ถ้าเราทำอย่างนี้ ต่อไปเด็กเก่งทุกเรื่อง เข้าไปอยู่ในกระบวนการชีวิตเลย แล้วตรงนี้น่าทำมาก ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
        ฉะนั้นที่โรงเรียน ควรจะมีชั่วโมงว่าด้วยเรื่องข่าวสาร อย่าไปท่องวิชาหมด ท่องวิชาหมด เป็นการไม่รับรู้ความจริงที่มันกำลังเกิดขึ้น ข่าวสารที่เด็กรับมา มันเป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าเราไปท่องวิชาหมด เท่ากับไล่ตามอดีต แต่ไล่ตามไม่ทัน และไม่เห็นปัจจุบัน ไม่เห็นอนาคต อันนั้นคือการศึกษาของเราในปัจจุบัน เพราะเราไปไล่ตามอดีต คือการท่องหนังสือ
        การศึกษาที่ดีต้องรู้ทั้งอดีต รู้ทั้งปัจจุบัน รู้ทั้งอนาคตพร้อมกันไป เพราะฉะนั้นต้องฝึกตรงนี้ ผมคิดว่าควรตัดชั่วโมงที่ท่องวิชาลง ให้เหลือน้อยที่สุด คุณอดิศัย บอกอยากลดชั่วโมงเรียนลงเหลือครึ่งหนึ่ง ผมคิดว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง แล้วเอาที่เหลือมาเรียนจากของจริง จากชีวิตจริง ทุกวันควรจะมีชั่วโมงข่าวสาร ว่าเด็กรับรู้ข่าวสารอะไรมา แล้วให้เด็กวิเคราะห์ทุกวัน คราวนี้เด็กจะเก่ง แล้วมันจะรวมขบวนการวิทยาศาสตร์ เข้าไปอยู่ในนี้แล้ว ทำตรงนี้ให้เยอะว่า เออ เด็กไปรับรู้อะไรมาใน ๒๔ ชั่วโมงที่แล้ว แล้วไหน ลองวิเคราะห์สิ่งที่รับรู้มาซิ วิเคราะห์สังเคราะห์มัน ใช้อันนี้ทุกวัน ทำทุกวันๆ เด็กก็จะเก่ง มีขบวนการทางปัญญา แล้วเขาจะรู้เท่าทันสิ่งที่ได้รับรู้มา ก็จะเกิดปัญญา เกิดภูมิคุ้มกันตัวเองขึ้น
        นี่คือข้อ ๓ เด็กไทยวิจารณ์สื่อ อันนี้เป็นกระบวนการวิจัยเลย วิเคราะห์ สังเคราะห์ เป็นกระบวนการวิทยาศาสตร์ เป็นการวิจัยไปด้วยในตัวจากสิ่งที่พบทุกวัน เป็นการเชื่อมโยงการศึกษากับชีวิต พระธรรมปิฎกพูดมากว่า ๒๐ ปี ว่าปัญหาการศึกษาปัจจุบัน ทำแบบแยกส่วน แยกว่าชีวิตก็อย่างหนึ่ง การศึกษาก็อย่างหนึ่ง การศึกษาไปเอาวิชาเป็นตัวตั้ง แล้วชีวิตก็ทิ้งไป จุดสำคัญข้อใหญ่ใจความของการศึกษา ต้องจับการศึกษากับชีวิต ให้มาอยู่ที่เดียวกัน ในคติทางพุทธศาสนานั้นถือว่า ชีวิตกับการศึกษาอยู่ที่เดียวกัน การศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา อยู่ที่เดียวกัน แล้วครูบาอาจารย์ลองนึกดูว่า ถ้าเรามีการเรียนอย่างที่ว่านี้ทุกวัน ว่าภายใน ๒๔ ชั่วโมงที่แล้ว นักเรียนได้สัมผัสเรื่องอะไรบ้าง เรื่องพ่อ เรื่องแม่ เรื่องกับข้าว เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไปอ่านหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ทำอะไรมาทุกเรื่อง เอามาวิเคราะห์วิจารณ์ อันนี้ก็จะทำให้ชีวิตกับการเรียนรู้ เข้าไปเชื่อมโยง เป็นกระบวนการเดียวกัน
        อันนี้เป็นจุดสำคัญ ที่จะปฏิรูประบบการเรียนรู้ ต้องปฏิรูประบบการเรียนรู้ หรือปฏิรูประบบการศึกษา ที่ปฏิรูปไปที่แล้วนี้มันกลับไปปฏิรูปกระทรวงศึกษา ปฏิรูปที่สำคัญที่สุด คือ การจับชีวิตกับการศึกษา ให้มาอยู่ที่เดียวกันให้มากที่สุด อันนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าเราทิ้งชีวิต ชีวิตก็ไปยาว อ้าว..เด็กจะไปดูอะไรก็ช่างมัน ไอ้เรียนก็มาท่องวิชา มันแยกกัน ถ้าว่าการศึกษาทิ้งชีวิต ก็เท่ากับทิ้งชีวิตเด็กหมดเลย เด็กก็ไปเป็นเหยื่อของพวกหากินกับเด็กหมด ฉะนั้นถ้าครูไม่ทิ้งเด็ก ต้องจับชีวิตกับการศึกษามาอยู่ที่เดียวกัน โดยวิชาอย่างที่ว่านี่ทุกวันเลย เด็กเอาประสบการณ์ของเด็ก มาวิเคราะห์สังเคราะห์กันให้เป็นปัญญาสูงขึ้น แล้วจะเก่งทุกทางเลย แล้ววิทยาศาสตร์อยู่ที่นี่ครับ ถ้าเราไปทำอย่างที่ว่านี่ ผมสงสารครูเป็นที่สุด เพราะพูดกันแต่ว่าครูไม่เก่ง อยากให้ครูเก่ง ทำไงก็ครูไม่เก่ง จริงๆ ไม่ใช่ครับ จับผิดประเด็น เป็นที่ระบบการศึกษา ถ้าเป็นระบบอย่างนี้ ทำไงครูก็ไม่เก่ง ครูที่เคยเก่งก็จะกลายเป็นไม่เก่ง ถ้าระบบการศึกษามันถูกต้อง ให้ครูเก่งเอง ทุกคนเก่งหมด นักเรียนก็เก่ง ครูก็เก่ง ทุกคนเป็นคนเก่งหมด ถ้าเราเรียนอย่างปัจจุบัน จะมีเด็กไม่กี่คน ที่บอกว่า เป็นเด็กเก่ง นอกนั้นไม่เก่ง ซึ่งทำร้ายเด็กเหลือประมาณ
        ถ้าเรามีโอกาส ให้เด็กทำอย่างที่เขาชอบ บางคนชอบคณิตศาสตร์ บางคนชอบวิทยาศาสตร์ บางคนชอบศิลปะ บางคนชอบเกษตรกรรม บางคนชอบอะไรก็แล้วแต่ ให้ทำสิ่งที่เขาชอบ เขาจะเก่ง ตกลงทุกคนจะเป็นคนเก่งหมด ในทางที่ต่างกัน จิตใจเขาก็จะดีขึ้นเยอะ ถ้าเขาถูกบอกว่า เป็นคนไม่เก่ง มีเด็กอยู่ ๒-๓ คนเท่านั้นที่เก่งในชั้นอะไรอย่างนี้ มันทำลายจิตใจเด็กหมด ฉะนั้นทุกคนเป็นคนเก่ง นักเรียนทุกคนเป็นคนเก่ง ครูทุกคนเป็นคนเก่งหมด โดยจัดตัวระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้ ถ้าระบบมันดี ทุกคนเก่งหมดไปในตัว
        อันนี้ที่ผมกำลังพูดอยู่ คือ เอาชีวิตกับการเรียนรู้เข้ามาอยู่ที่เดียวกัน แล้วข้อเสนอนี่คือ ทุกชั้นเรียน ทั้งประเทศ อันนี้ควรจะเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาเลย ทุกชั้นเลย ลดการเรียนวิชาลง แต่มาเป็นการเรียน ที่เอาสิ่งที่นักเรียนประสบ สัมผัสขึ้นมาวิเคราะห์สังเคราะห์ แล้วเด็กจะรู้ทัน
        ข้อ ๔ ชุมชนเข้มแข็ง เป็นป้อมปราการต่อภัยคุกคามทุกประเภท ขณะนี้ กำลังมีกระบวนการที่เรียกว่า ชุมชนเข้มแข็ง คนในชุมชน กำลังรวมตัวกัน ที่เรียกว่า รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ทำการวิจัยว่ามันมีอะไร มีปัญหาอะไร ทำอย่างไร แล้วเอาผลวิจัย มาทำแผนแม่บทชุมชน กำลังประชุมกันอยู่ ที่โรงแรมขณะนี้ เป็นแผนแม่บทชุมชน เวลาเขาทำแผนแม่บทชุมชนแล้ว เขาจะเก่งมาก เขาจะเกิดภูมิคุ้มกัน เขาจะหายจน
        ครอบครัวจะเข้มแข็ง ชุมชนจะเข้มแข็ง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ รักษาวัฒนธรรมได้ ทำเรื่องสื่อของเขาเอง เคยได้ยินเรื่องวิทยุชุมชนไหมครับ ชุมชนทำวิทยุเอง เพราะว่าสื่อที่มาจากส่วนกลาง ถูกใช้เป็นเครื่องมือทุสนเทศ อย่างที่ว่า ไปเข้าสมองคน ให้คนใช้เงิน แต่เวลาชุมชนทำวิทยุเอง วิทยุเขาไปซื้อเครื่องส่งมาราคา ๒ หมื่น ถึง ๔ หมื่น ส่งรัศมี ๑๐-๒๐ กิโล แล้วชาวบ้านเป็นผู้มาสื่อเอง สื่อกัน ๘ เรื่องด้วยกัน ๑. สื่อเรื่องทำมาหากิน ใครทำอะไรดี ไม่ดียังไงเอามาสื่อกัน ๒. สื่อเรื่องการศึกษา ๓. สื่อเรื่องสุขภาพ ๔. สื่อเรื่องศาสนา พระศาสนธรรม ๕. สื่อเรื่องวัฒนธรรม ๖. สื่อเรื่องฤดูกาล เพราะมันเกี่ยวข้อง ร้อนหนาว ฝนตกไม่ตก ๗. สื่อเรื่องบ้านเรื่องเมือง มันเป็นยังไง ข่าวสารบ้านเมือง ๘. สื่อเรื่องโลก ว่าโลกเขาเป็นยังไงกัน เดี๋ยวนี้มันเชื่อมโยงกันหมดทั้งโลก เวลาเขาสื่อเอง เขาแข็งแรงมาก เพราะเขาไม่ทำลายกันเอง เขาทำแต่เรื่องมีประโยชน์ เป็นสุสนเทศ เห็นไหมครับ
        เออ เรื่องนึง อย่างนี้ เรื่องขนมเด็ก มีตัวอย่างนะครับ ชุมชนเขาทำวิจัย ว่าเขามีรายจ่ายอะไรบ้าง เดิมเขาไม่รู้ แต่ละคนก็ซื้อ กันคนละกระป๋อง กันคนละขวด คนละอะไรก็แล้วแต่ ในตำบลนึง เช่นตำบลเขาคราม ที่จังหวัดกระบี่ เขาวิจัย เขาพบว่าค่าน้ำปลาของเขา ทั้งตำบล ปีนึง ๗ แสนบาท เขาตกใจ บอกว่าค่าน้ำปลาอย่างเดียวตั้ง ๗ แสน เราทำเองได้รึเปล่า ทำเองได้ เท่าไหร่ ไม่ถึงแสน กำไรมา ๖ แสน
        ค่าขนมลูกเท่าไหร่ โฆษณากร๊อบแกร๊บ เขียวแดงอะไรต่างๆ ไปเอาตัวเลขมาดู เดิมไม่รู้นะครับ หลายล้านบาท ในตำบล ค่าขนมลูกหลายล้านบาท เขาช็อค นี่ประโยชน์ของการวิจัย การวิจัยให้เห็นภาพรวม เขาก็เกิดตั้งคำถามขึ้น ว่าเราทำขนมให้ลูกกินได้หรือเปล่า คำตอบคือได้ ทำอะไรได้ อูย ได้ตั้ง ๒๐-๓๐ ชนิด ลูกกินอิ่มเหลือขาย ได้กำไรอีก ประหยัดได้หลายล้านบาท เพราะทำให้ลูกกินเอง ทำสารพัดอย่าง แล้วก็ปรับปรุงขึ้น พัฒนาขึ้น ก็เก่งขึ้น ทำขนมก็ฉลาดขึ้น ใช่ไหมครับ เพราะต้องคิดต้องทำ ถ้าหยิบสตางค์ไปซื้อ ก็โง่ทั้งแม่ทั้งลูกใช่มั๊ย ไม่ได้ทำอะไรนี่ เพียงแต่หยิบเงินแล้วได้ขนม ถ้าทำขนมมันทำให้ฉลาด เพราะคิดทำโน่นทำนี่ ทำอะไรดัดแปลงต่างๆ เอา ได้กำไรมาอีกแล้ว
        เห็นไหมครับว่า กระบวนการชุมชนเข้มแข็ง เขาคุ้มครองลูก เขาประหยัด เพราะฉะนั้น ตรงนี้เอง กระบวนการตรงนี้กำลังเกิดขึ้น ที่เขาเรียกแผนแม่บทชุมชน ที่กำลังประชุมกันอยู่ แล้วเวลามันเกิดขึ้นเต็มพื้นที่ ทั้งเจ็ดพันกว่าตำบล ชุมชนจะเข้มแข็ง และเกิดภูมิคุ้มกัน ทำให้ครอบครัวเข้มแข็งด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ควรจะเข้ามา เข้ามาเป็นข้อนึง มันช่วยกัน ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวก็เข้มแข็งด้วย จึงเป็นคาถาข้อหนึ่ง ว่าชุมชนเข้มแข็ง เป็นป้อมปราการต่อภัยคุกคามทุกประเภท สร้างภูมิคุ้มกันขึ้น ทำให้หายจน เศรษฐกิจดี จิตใจดี ครอบครัวดี สิ่งแวดล้อมดี วัฒนธรรมดี สุขภาพดี ทุกอย่าง ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เป็นกุญแจอย่างหนึ่งของสัมมาพัฒนา ของการพัฒนาที่ถูกต้อง อันนั้นเป็นข้อสี่
        ข้อ ๕ รัฐบาลต้องปกป้องคุ้มครองเด็กไทย รัฐบาลทำลายเด็กไม่ได้ รัฐบาลไหนทำลายเด็ก ไม่ปกป้องคุ้มครองเด็ก ก็ไม่ควรอยู่เป็นรัฐบาล จะเป็นทำไม เด็กเป็นของมีค่าของแผ่นดิน แล้วคุณไม่รักไม่รักษาของแผ่นดิน คุณจะอยู่ทำไม เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลที่ปกป้องคุ้มครองเด็ก อย่าอยู่เฉย อย่าปล่อยให้คนมาฆ่าเด็ก เหมือนเป็นพ่อแม่ แล้วอยู่เฉยได้อย่างไง รัฐบาลต้องมาดูต่างๆ ว่ามันมีพิษภัยต่อเด็กอะไรบ้าง แล้วต้องจัดการ ต้องทำ เรื่องสื่อต้องมาดู
        มีมาตรการตั้งหลายอย่าง ที่รัฐบาลทำได้ สร้างกฎหมาย สร้างแรงจูงใจ ที่จะทำให้สื่อนั้นลดการทำลายผู้คนลง แต่ว่าทำไปในทางบวก ถ้าสื่อทำไปในทางบวก ผลดีจะเกิดขึ้นโดยรวดเร็ว เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องมาตรงนี้ รัฐบาลต้องลงทุนเท่าไหร่ก็ได้ แสนล้านบาทก็ได้ต่อปี ที่จะทำให้สื่อหันไปทางบวก แล้วผลบวกก็จะเกิดขึ้นโดยรวดเร็ว ตรงนี้รัฐบาลต้องมาทำด้วยมาตรการต่างๆ ลงโทษสื่อที่ไม่ดี สร้างแรงจูงใจในทางบวก ที่สื่อจะไปสู่การเป็นสื่อสร้างสรรค์ อันนี้เรียกร้องเลยว่า รัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลที่ปกป้องคุ้มครองเด็กไทย ถ้ารัฐบาลไม่ปกป้องคุ้มครองเด็กไทยแล้ว ไม่ควรอยู่เป็นรัฐบาล ไม่ได้พูดรุนแรงนะฮะ แต่ต้องพูด ถ้าคนแก่ไม่พูด มันก็ไม่ดี
        ข้อ ๖ สื่อต้องมีจริยธรรม ให้แจกทุกข้อ เราอย่ามาบอกว่า เป็นเรื่องของเด็กแค่นั้น ขณะที่คนทำร้ายเด็กโครมๆ มันเป็นเรื่องของเด็กจะต้องช่วยตัวเอง มันไม่ได้ มันต้องแจกทุกคนนะฮะ แจกตั้งแต่พ่อแม่ ครู รัฐบาล ตัวสื่อเอง ข้อหก สื่อต้องมีจริยธรรม สื่อต้องมีศีลธรรม สื่อต้องไม่ทำร้ายคนอื่น สื่อต้องทำเรื่องดีๆ สื่อต้องเป็นสุสนเทศ สื่อต้องไม่เป็นทุสนเทศ อะไรที่ทำร้ายคนอื่น ต้องไม่ทำ สื่อต้องเป็นสื่อสร้างสรรค์
        เพราะฉะนั้น สื่อทั้งหมด ควรจะมาทบทวนตัวเอง ทั้งหมดเลย ทั้งระบบ ทุกชนิด ว่าทำอย่างไร สื่อจึงจะเป็นสื่อสร้างสรรค์ ถ้าเป็นสื่อสร้างสรรค์ บ้านเมืองจะเจริญรวดเร็วมาก รวดเร็วกว่าอย่างอื่นๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นประชาคม ประชาชน สื่อเอง รัฐบาล ระบบราชการ ครูบาอาจารย์ ทั้งหมดต้องมาร่วมมือกัน ร่วมมือกันตั้งคำถาม แล้วร่วมกันทำความเข้าใจระบบสื่อ ว่าทำอย่างไร ระบบสื่อจะเป็นระบบสื่อสร้างสรรค์ทั้งหมดเลย แล้วตรงนี้บ้านเมือง ไปเร็วเลย สื่อต้องมีจริยธรรม และเป็นสื่อสร้างสรรค์ บ้านเมืองจะเจริญรวดเร็ว จะปกป้อง คุ้มครองเด็ก และทุกๆ คน จากพิษภัยทั้งปวง
        ข้อ ๗ ข้อสุดท้าย ปรับระบบเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ต้นตอใหญ่ คือระบบเศรษฐกิจที่ไร้ศีลธรรม เอาเงินเป็นตัวตั้งอย่างเดียว ขอให้ได้เงินเยอะๆ อย่างเดียว ไอ้สิ่งร้ายๆ มันก็เกิดขึ้นทั่วไปหมด ก็รุนแรงทั่วไปหมด เพราะระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยโลภจริต แล้วบอกว่ามันเป็นของดี เอามาจากตะวันตก ตะวันตกเขาพูดเลย ผมเคยไปถ่ายไว้ ในหนังสือ Time Magazine เขาบอก Greed is good ความโลภเป็นของดี เขาถือว่าเป็นอย่างนั้นนะ Greed is good ความโลภทำให้เจริญ เขาถืออย่างนั้นจริงๆ อันนั้นทำให้ยุ่งไปหมดทั้งโลก
        ยุทธศาสตร์ของฝรั่ง กับของพระพุทธเจ้า ไม่เหมือนกัน ยุทธศาสตร์ของฝรั่ง เขาจับตรงที่เรียกว่า สร้างสุข ยุทธศาสตร์ของพระพุทธเจ้า คือลดทุกข์ ถ้าลดทุกข์มันก็สุขใช่ไหม แต่ ถ้าไปสร้างสุข มันนำไปสู่ความโลภ และการแย่งชิง แต่ถ้ายุทธศาสตร์ บอกเป็นยุทธศาสตร์ลดทุกข์ มันนำไปสู่ปัญญา และความร่วมมือกัน จะไม่เหมือนกัน
        พี่น้องคนไทยครับ ต้องเลือกแล้ว จะเลือก “ฝรั่ง สะระณัง คัจฉามิ” หรือเลือก “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ” คนไทยมาถึงจุดต้องเลือกแล้วครับ เราลำบากมามากแล้ว เราเป็นเหยื่อมามากแล้ว คนทุกคน เป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์มีศรี สามารถจะกำหนดอนาคตตัวเองได้ ไม่ควรจะมาล้างสมองกัน หนังฮอลลีวูด ทำมา ๗๕ ปี ล้างสมองเอาเงินคน ด้วยขายสองอย่าง คือขายเซ็กส์กับความรุนแรง ใช่หรือเปล่า เพราะหลักของเขาคือ Greed is good นะฮะ ซึ่งไม่ตรงกับหลักของพระพุทธเจ้า หลักของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำจิตให้บริสุทธิ์ อะไรจะดีอย่างนี้นะ มนุษย์ก็เป็นสัตว์ มีกิเลสมีอะไรได้ แต่ว่าพุทธศาสนาสอนว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง ไปทำร้ายคนอื่นมันไม่ดี ทำความดีให้ถึงพร้อม แล้วทำจิตให้บริสุทธิ์อีก พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นอีก ใช่ไหมครับ เราก็พึ่งผ่านวันมาฆบูชามาไม่กี่วันนี้เอง แล้วก็หลักของพระพุทธเจ้าที่แสดงที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์ แสดงที่เวฬุวัน คือป่าไผ่อยู่นอกกรุงราชคฤห์ ใครเคยไปบ้าง ผมไปมาแล้ว ไปตรงจุดที่ท่านแสดงโอวาทปาติโมกข์เลย กับพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่ตรงนั้นเลย แล้วก็แสดงตรงนี้ละครับว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดีถึงพร้อม ทำจิตให้บริสุทธิ์อันนี้ เพราะฉะนั้นไปคนละทาง เราต้องมาตรงสัมมาพัฒนาแล้ว เราต้องไปถึงจุด ที่คนไทยจะมากำหนดระบบเศรษฐกิจใหม่ เป็นระบบเศรษฐกิจศีลธรรม แล้วเราก็ไม่ลำบากอะไร เพราะพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งตรงนี้ไว้แล้ว คือระบบเศรษฐกิจพอเพียง ระบบเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คือระบบเศรษฐกิจศีลธรรม เป็นระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง ระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นระบบที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ระบบเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้งเบื้องต้น ต้องส่งเสริมให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ อาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ บ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุข จะไม่มาหลอกโฆษณาหลอกเด็ก เอาสตางค์เด็ก เอาสตางค์ผู้ปกครองต่างๆ อันนี้ไม่ใช่สัมมาชีพ
        ฉะนั้น ข้อเจ็ดนี้ จะต้องไปให้ถึงจุดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง แล้วรูปธรรมของตรงนั้น ก็คือ มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่
        ตกลงคาถานี้ เป็นคาถาเจ็ดประการด้วยกัน ที่ไม่ได้คุ้มครองเฉพาะเด็กไทย คุ้มครองเด็กไทย คุ้มครองผู้ใหญ่ไทย คุ้มครองประเทศชาติ ด้วยทั้งหมดไปพร้อมกัน คือ
        ข้อ ๑ คนไทยทั้งชาติรู้เท่าทันโรคระบาดชนิดใหม่ที่มากับทุสนเทศ
        ข้อ ๒ พ่อแม่ต้องปกป้องคุ้มครองลูก จากสื่อที่เป็นพิษเป็นภัย
        ข้อ ๓ เด็กไทยวิจารณ์สื่อรู้เท่าทันการหลอกเด็ก
        ข้อ ๔ ชุมชนเข้มแข็งเป็นป้อมปราการต่อภัยคุกคามทุกประเภท
        ข้อ ๕ รัฐบาลต้องปกป้องคุ้มครองเด็กไทย
        ข้อ ๖ สื่อต้องมีจริยธรรม
        ข้อ ๗ ต้องปรับระบบเศรษฐกิจ จากเศรษฐกิจโลภจริต ไปสู่ธรรมเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ที่มีธรรมเป็นหลัก คือเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเป็นระบบเศรษฐกิจ ที่เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นรูปธรรม
        ก็ขอมอบคาถาเจ็ดประการนี้ ไว้กับเพื่อนคนไทยทุกคน ขอให้คาถานี้ ได้ช่วยปกป้องคุ้มครองเด็กๆ ลูกหลานเราทุกคน พ่อแม่ ทุกคน ตลอดจนประเทศชาติ ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
        ขอบพระคุณครับ

โครงการเด็กไทยรู้ทัน

ทำไมต้องรู้ทัน

        ขนมขบเคี้ยวประเภทแป้งกรอบ (Snack), ลูกกวาดลูกอม (Candy) และน้ำอัดลม (Soft drink) เป็นขนมยอดนิยม (๙๐%) ของเด็กไทยปัจจุบัน เฉพาะขนมขบเคี้ยวอย่างเดียว มีมูลค่าตลาดมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท (พ.ศ. ๒๕๔๓) โดยมีเด็กและวัยรุ่นเป็นฐานใหญ่ของตลาด (๗๐%)
        เมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยรุ่น การเปลี่ยนยี่ห้อสินค้า ที่นิยมซื้อ จึงเกิดขึ้นได้ง่าย ผู้ผลิตจึงต้องโหมจัดกิจกรรมทางการตลาดรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการโฆษณา ที่หวังให้ส่งผลกระทบ ต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่ออย่างเข้มข้น ที่สินค้าเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการขายสินค้าแก่เด็กและเยาวชน จึงเพิ่มอัตราเสี่ยงภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) แก่เด็ก ปลูกฝังลีลาชีวิตที่เป็นภัยต่อสุขภาวะในระยะยาว และทำให้เด็กขาดโอกาสวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด (Wise Consumer) ในอนาคต
        สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงพัฒนาโครงการเด็กไทยรู้ทันขึ้น เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ แก่เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา ให้รู้เท่าทันกลวิธีโฆษณาชวนเชื่อ ของสินค้าขนมเด็กทางโทรทัศน์ โดยการนำเสนอทางเลือก และเทคนิคการรู้เท่าทันกลวิธีโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยวิธีการศึกษาสื่ออย่างวิพากษ์วิจารณ์ (Critical Media Study) ผ่านละครการศึกษา เรื่อง “เด็กไทยรู้ทัน” การฝึกอบรมครู เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น, การพัฒนาโครงการรณรงค์ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา, การพัฒนาเครือข่ายครู และ การสัมมนาระดับชาติ ภายใต้ความเชื่อว่า เด็กจะดูแลรักษาสุขภาพของตน และพึ่งพิงตนเองได้ ด้วยการรู้คิด

กิจกรรมรู้ทัน

        ละครการศึกษา เรื่อง “เด็กไทยรู้ทัน” ได้จัดการตระเวนแสดงสด จำนวน ๑๑๑ รอบ ให้แก่ผู้ชม จำนวน ๙๑,๔๘๘ คน ซึ่งเป็นเด็ก จำนวน ๘๔,๒๔๘ คน และ ครูประจำการ จำนวน ๔,๕๒๒ คน จาก ๖๐๕ โรงเรียนของ ๑๐ จังหวัดพื้นที่เป้าหมายได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ชลบุรี, เชียงใหม่, นครสวรรค์, พิษณุโลก, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, ขอนแก่น และสงขลา ในระหว่างเดือน พ.ย. ๔๕ - ก.พ. ๔๖ รวมทั้งได้จัดการฝึกอบรมปฏิบัติการ หลักสูตรท้องถิ่น “เด็กไทยรู้ทัน” และ ๑๐๐ โครงการรณรงค์ ในโรงเรียน จำนวน ๖๐ ครั้ง ให้แก่ครูประจำการ จำนวน ๖,๐๒๙ คนครั้ง โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทางเลือก และเทคนิคการรู้เท่าทันกลวิธีโฆษณาชวนเชื่อ ด้วยวิธีการศึกษาสื่ออย่างวิพากษ์วิจารณ์ ให้แก่เด็กๆ และเพื่อนครู นอกจากนี้ โครงการ ยังมีกิจกรรมรู้ทันอื่นๆ ที่จัดให้แก่ ครูอาจารย์ ครอบครัวและนักนโยบาย อาทิ ชุมชนเด็กไทยรู้ทัน, บทเรียนครูสื่อสุขภาพ และการสัมมนาระดับชาติ “เด็กไทยรู้ทัน”


(สมุดปกแดง)


ทำไมการตลาดและการโฆษณาสินค้าเด็ก ถึงต้องได้รับการควบคุมดูแลเป็นการเฉพาะ

        ขนมเจ้าปัญหาเหล่านี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า เป็นอาหารทำลายสุขภาพ แม้จะไม่ใช่อาหารอันตรายกินแล้วตายทันที (ดังที่ชอบอ้างกันว่า “ก็ผ่าน อย. แล้ว”) แต่การบริโภคมากเกินไป จะทำลายสุขภาพประชากรตั้งแต่เล็กๆ และมีผลกระทบรุนแรง ต่อระบบสุขภาวะของสังคม ในระยะยาว
        เด็กและเยาวชนเป็นตลาดใหญ่ เป็นเป้าหมายสำคัญของอาหารทำลายสุขภาพเหล่านี้ การตลาด และการโฆษณาที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดการควบคุมดูแลเป็นการเฉพาะ จะมุ่งสร้างอิทธิพล ต่อพฤติกรรมการซื้อบริโภคของเด็กและเยาวชน ด้วยวิธีบ่อนทำลายวิจารณญาณ และขัดขวางการพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และการตัดสินใจซื้อจากคุณค่ามากกว่าภาพลักษณ์ ด้วยโฆษณาหลอกเด็ก ที่เกินกำลังควบคุมของพ่อแม่และโรงเรียน
นี่คือเหตุผลขั้นพื้นฐาน ที่การตลาดและการโฆษณาสินค้าเด็ก ต้องได้รับการควบคุมดูแลเป็นการเฉพาะ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
        คลิกเข้าไปอ่านเอกสาร “Broadcasting Bad Health: Why food marketing to children needs to be controlled” โดย องค์การ IACFO ที่เสนอต่อ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ www.foodcomm.org.uk/Broadcasting_bad_health.pdf

ข้อเรียกร้อง ๑๒ ประการ โครงการเด็กไทยรู้ทัน

เด็กไทยรู้ทัน

๑. มีวิธีจัดการกับขนมเจ้าปัญหา
๒. สามารถวิเคราะห์วิจารณ์โฆษณา
๓. รู้จักออมทรัพย์ช่วยบิดามารดาประหยัด

พ่อแม่รู้ทัน

๔. ปิดทีวีเช้าเสาร์อาทิตย์สร้างชีวิตใหม่
๕. สอนลูกให้รู้วิธีใช้จ่ายเงินอย่างมีประโยชน์
๖. สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังโฆษณาหลอกเด็ก

โรงเรียนรู้ทัน

๗. โรงเรียนปลอดขนมเจ้าปัญหา
๘. ไม่ยอมให้โฆษณาบุกเข้าโรงเรียน
๙. สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กด้วยสื่อศึกษาในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

รัฐบาลรู้ทัน

๑๐. มีกฎหมายควบคุมโฆษณาสินค้าเด็กโดยเฉพาะ
๑๑. ส่งเสริมรายการโทรทัศน์ดีๆ สำหรับเด็กและครอบครัวที่ปลอดโฆษณา
๑๒. สร้างกิจกรรมทางเลือกให้เด็กเรียนรู้ในช่วงเวลาเย็นและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

เด็กไทยรู้ทัน

ต่อต้านโฆษณาหลอกเด็ก ข้อเรียกร้อง ๑๒ ประการ ๑. ทำไมใครๆ ถึงอยากได้เงินค่าขนมของเด็กและเยาวชนกันนัก?
        คำตอบง่ายๆ ก็คือ เด็กมีเงินมาก และจ่ายง่าย
        ความด้อยประสบการณ์ และการเชื่อถืออะไรได้โดยง่ายของเด็ก ถูกผู้ใหญ่นำมาใช้เป็นช่องทางสำคัญ ที่จะสร้างโฆษณากระตุ้นเร้า ให้เกิดการซื้อ “ภาพลักษณ์” มากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้า
        นำไปสู่การปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ใช้เหตุผล (Irrational Consumer Behaviour) ตามวิถีการครอบงำของลัทธิบริโภคนิยมในสังคมทุนนิยม
        เด็กที่ซึมซับบทเรียนจากมิ่งมิตรโฆษณาทางโทรทัศน์เหล่านี้ จะกลายเป็นลูกค้าคนสำคัญในวันนี้และวันหน้า ที่เทเงินหมดกระเป๋า เพื่อซื้อความฝันลมๆ แล้งๆ แถมเป็นนกต่อตัวน้อยน่ารัก ที่ทำให้พ่อแม่หยิบเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ ด้วยความห่วงใยลูก ทุ่มเทกับสินค้าที่ชุบชูความฝันลมๆ แล้งๆ อีก เช่นกัน
        ครอบครัวสุขสันต์ใช้จ่ายเพลิดเพลิน สินค้าขนมเด็ก ลูกกวาด ลูกอม น้ำอัดลม ขนมกรอบกรอบ สินค้าเด็ก สินค้าครอบครัว ต่างยิ้มแป้นไปตามกัน
๒. เด็กมีกำลังซื้อเท่าไร? หลายคนมีคำถาม
        เด็กและเยาวชนอายุ ๕-๒๔ ปี ประมาณ ๒๑ ล้านคน มีเงินไปโรงเรียนปีละ “สามแสนห้าหมื่นสี่พันเก้าร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านบาท” คือคำตอบ แล้วเด็กซื้อขนมสักเท่าไร? ขอถามต่อ ทั้งปีเพียง “หนึ่งแสนหกหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยแปดสิบล้านบาท”
        ไม่มากไม่มาย เป็นเพียง ๑๕.๗% ของเงินงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือมากกว่างบประมาณประจำปีของ ๖ กระทรวงรวมกันไปนิดหน่อย คือ ๑. กระทรวงกลาโหม ๗๘,๕๕๑,๓๒๔,๕๐๐ บาท ๒. กระทรวงการต่างประเทศ ๕,๔๐๑,๑๘๑,๓๐๐ บาท ๓. กระทรวงพาณิชย์ ๔,๖๒๐,๘๕๓,๘๐๐ บาท ๔. กระทรวงยุติธรรม ๑๑,๓๐๕,๓๑๕,๐๐๐ บาท ๕. กระทรวงแรงงาน ๑๒,๙๕๘,๕๘๑,๓๐๐ บาท และ ๖. กระทรวงสาธารณสุข ๔๕,๑๔๗,๘๙๑,๒๐๐ บาท
        น่าเสียดาย ถ้าใครอยากจะนำเงินที่เด็กซื้อขนมไปจัดการศึกษา เพราะเม็ดเงินยังไม่เพียงพอ คงจัดได้ไม่ทั่วถึง เพราะครอบคลุมได้เพียง ๘๔.๙๒% ของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. ๒๕๔๗) จำนวน ๑๙๐,๒๖๒,๘๓๖,๒๐๐ บาทเท่านั้น
        หากตัวเลขเหล่านั้นดูไกลตัวไป มาดูในครอบครัวกัน ครอบครัวไทย ๑๖,๔๗๐,๐๐๐ ครัวเรือน (ซึ่ง ๖๒.๔% มีหนี้สินรุงรัง) มอบเงินให้ลูกซื้อขนมกินเล่น คนละ ๙,๘๑๐.๕๖ บาท ต่อปี หรือเฉลี่ย ๘๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน โดยที่ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยเพียงครัวเรือนละ ๑๓,๗๓๖ บาทต่อเดือน ถ้ามีลูก ๒ คน เตรียมไว้ได้เลย ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน แต่รู้ไหมว่า ครอบครัวใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาของลูกเท่าไร? มีลูก ๑ คน ใช้จ่ายเงินเพื่อการศึกษาเฉลี่ยปีละ ๓,๐๒๔ บาท น้อยกว่าเงินซื้อขนมถึง ๓.๒๔ เท่า
๓. แล้วปัญหาคืออะไร?
        ปัญหามีอยู่ ๓ ประการ
        ประการแรก เด็กๆ จะเท่าทันบรรดาขนมเจ้าปัญหาได้อย่างไร ทั้งรู้จักโทษภัย และมีทางเลือกลดการบริโภคลง
        ประการที่สอง จะควบคุมโฆษณาหลอกเด็กได้อย่างไร ด้วยตัวเด็กเอง พ่อแม่ ครู โรงเรียน และรัฐบาล
        ประการที่สาม ทำอย่างไรเด็กและครอบครัวจะเท่าทันการใช้จ่ายเงินที่ไร้ประโยชน์ ได้รับการพัฒนาทักษะการเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด รู้จักคิด รู้จักผลิต รู้จักออมทรัพย์
        ปัญหาเหล่านี้มีคำตอบ หากยอมรับร่วมกันว่า ปัญหาทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากโฆษณาสินค้าเด็กทางโทรทัศน์ ที่ขาดความรับผิดชอบและไว้การควบคุม
๔. ช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ เด็กไทยส่วนใหญ่ใจจดจ่อ
        เฝ้ารอชมรายการการ์ตูนยอดนิยม ทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง ๙ อสมท.
        วันเสาร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗ วันแห่งความรัก ทดลองอัดเทปรายการช่องดังกล่าวตั้งแต่เวลา ๗.๐๐-๑๐.๓๐ น. และนำมาวิเคราะห์ พบว่า การชมรายการ ๕ รายการในช่วงนี้ ได้แก่ ๑. อาซามิ แก๊ง ๓ ซ่า ซามูไร ๒. สนุกคิด ๓. ไฮไลท์การ์ตูน ๙ ๔. ช่อง ๙ การ์ตูน (โดราเอมอน, ยอดกุ๊กแดนมังกร, ครัชเกียร์เทอร์โบ และฮันเตอร์เอ็กซ์ฮันเตอร์) และ ๕. ซุปเปอร์จิ๋ว เด็กไทยจะได้พบกับโฆษณาตรง จำนวน ๖๙ ผลิตภัณฑ์ ความถี่ ๑๓๒ ครั้ง และโฆษณาแฝง จำนวน ๒๗ ผลิตภัณฑ์ ความถี่ ๓๕๕ ครั้ง ๖๑ ผลิตภัณฑ์ จาก ๖๙ ผลิตภัณฑ์ หรือร้อยละ ๘๘ เป็นการโฆษณาอาหาร ซึ่งในจำนวนนี้ ๔๔ ผลิตภัณฑ์ เป็นโฆษณาสินค้าขนมกรอบๆ และลูกกวาดลูกอม
        ธรรมดาสินค้าพวกนี้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่แล้ว ยิ่งมีการโหมโฆษณาให้เกิดการบริโภคเกิน เด็กและเยาวชนไทยจึงตกอยู่ในปัญหาสุขภาพกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ เป็นประชากรทุกข์รุ่นใหม่ ที่จะเติบโตมาเป็นทาสทุกข์ต่อจากรุ่นเดิม
๕. น่าตกใจที่โฆษณาสินค้าเด็ก สินค้าขนมเด็ก ไร้การควบคุมเป็นการเฉพาะ
        มีกล่าวถึงไว้ในจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณา ข้อที่ ๑๐ โดยสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย เพียงว่า “ไม่ควรกระทำการโฆษณา อันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็กและผู้เยาว์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกรับผิดชอบ หรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าว มาใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจ โดยไม่สมควร”
        นอกจากนี้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๕ (๒) (ข) กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมโฆษณา และการบริการธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ข้อ ๒๓ พูดถึงเรื่องการนำเด็กมาใช้ในการโฆษณาและธุรกิจอยู่บ้าง และในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่จะต้องตีความกันเอาเองว่า ผู้บริโภคที่พูดถึงรวมๆ นั้น น่าจะครอบคลุมและหมายถึงเด็กด้วย
        แต่กระนั้น กฎหมายไทยยังไม่มีการเสนอแนะวิธีการใดๆ ในการควบคุมโฆษณาสินค้าเด็ก และสินค้าขนมเด็กเป็นการเฉพาะ
๖. จากการศึกษากฎหมายและวิธีการควบคุมโฆษณาสินค้าเด็กทางโทรทัศน์
        ใน ๑๘ ประเทศ คือ อังกฤษ, แคนาดา, ออสเตรเลีย, แอฟริกาใต้, สวีเดน, สเปน, โปรตุเกส, เนเธอร์แลนด์, ลักส์เซมเบอร์ก, อิตาลี, ไอร์แลนด์ , กรีซ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก, เบลเยี่ยม และออสเตรีย เปรียบเทียบกับประเทศไทย ประกอบกับการศึกษาจรรยาบรรณเรื่องการโฆษณา (Code of Advertising Practice) ขององค์การหอการค้านานาชาติ ICC (International Chamber of Commerce) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก (แต่ไม่มีข้อกำหนดเรื่องการโฆษณาออกมาเหมือนประเทศอื่น) พบว่า นานาชาติดูแลเรื่องโฆษณาสินค้าเด็กกันอย่างเข้มงวด มีทั้งจรรยาบรรณที่กำหนดออกมา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายควบคุมโฆษณาสินค้าเด็กเป็นการเฉพาะ
        ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างความทุ่มเทควบคุม เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนให้พ้นจากอนาคตร้ายร้าย
๗. ความเชื่อพื้นฐานของมาตรการควบคุมโฆษณาสินค้าเด็ก สำหรับนานาชาติ โดยเฉพาะหอการค้านานาชาติ ICC ได้แก่
        ก. ปัจจุบันเด็กอยู่ในสังคมข่าวสาร และโฆษณาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็ก ดังนั้นเด็กที่กำลังเติบโต จักต้องได้เรียนรู้ทักษะการคิดอย่างวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อใช้ในการประเมินข้อมูลที่มาจากการโฆษณาและสื่อต่างๆ โดยเด็กมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่เขาสนใจอย่างถูกต้อง
        ข. นักการตลาดและนักโฆษณาต้องขายสินค้าแก่เด็กด้วยความรับผิดชอบ ทั้งนี้ ผู้ปกครอง นักการศึกษา สื่อต่างๆ ภาครัฐและองค์กรพัฒนาภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญที่จะร่วมมือกันทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาเด็ก ในเรื่องการวิเคราะห์สื่อโฆษณาและสื่ออื่นๆ รวมทั้งการเฝ้าระวัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ข่าวสารทางการค้าและการโฆษณา จะเป็นการสื่อสารที่มีความรับผิดชอบต่อเด็กอย่างแท้จริง
๘. ลองมาดูมาตรฐานการควบคุมโฆษณาสินค้าเด็กของประเทศแคนาดา ซึ่งโฆษณาสินค้าเด็กทุกชิ้น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมที่กำหนด และต้องเสนอให้ตรวจสอบ เพื่อรับหมายเลขอนุญาตให้โฆษณาได้ จากองค์กรกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ ตามมาตรฐานต่อไปนี้
มาตรฐาน ๑ : การให้ข้อเท็จจริง (Factual Presentation)
        ๑.๑ ห้ามโฆษณาสินค้าเด็กโดยใช้วิธีการหรือเครื่องมือใดๆ ดัดแปลงข่าวสาร ให้ต่างไปจากความตระหนักรู้โดยปกติของเด็ก
        ๑.๒ ข้อความ, เสียง, ภาพถ่าย หรือรูปภาพใดของสินค้าและบริการใดๆ ต้องไม่นำเสนอเกินจริง เช่น คุณประโยชน์, ความเร็ว, ขนาด, สี, ความทนทาน
        ๑.๓ ต้องแสดงให้เห็นขนาดที่แท้จริงของสินค้า
        ๑.๔ การแสดงผลเป็นภาพวาด, การก่อสร้าง, การประดิษฐ์, การทำแบบจำลอง ของเล่น หรือชุดกิจกรรม ต้องเป็นการแสดงผลที่เด็กทุกคนทำได้ในความเป็นจริง
        ๑.๕ คำว่า “ใหม่” “สินค้าช่วงแนะนำ” “ขอแนะนำ” หรือข้อความทำนองเดียวกันนี้ สามารถใช้ในบริบทเดิมที่ใช้อยู่ในโฆษณาชิ้นนั้นๆ ได้ไม่เกิน ๑ ปี
มาตรฐาน ๒ : สินค้าห้ามโฆษณา (Product Prohibitions)
        ๒.๑ สินค้าที่เด็กไม่ได้ใช้ แต่ดึงเอาเด็กมาเป็นส่วนร่วม ทั้งที่เป็นโฆษณาตรง และกิจกรรมส่งเสริมการขาย
        ๒.๒ ยาเสพติด, ยาควบคุมพิเศษ และวิตามินในรูปของยา ยกเว้นยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
มาตรฐาน ๓ ห้ามกดดันเด็ก (Avoiding Undue Pressure)
        ๓.๑ โฆษณาสินค้าเด็ก ต้องไม่บอกให้เด็กซื้อ หรือให้เด็กขอให้ผู้ปกครองซื้อให้ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
        ๓.๒ ห้ามใช้เทคนิคชวนซื้อตรง โดยเชิญชวนผู้ชมให้ซื้อสินค้าหรือบริการ ผ่านทางไปรษณีย์หรือโทรศัพท์
        ๓.๓ โฆษณาสินค้าเด็กที่มีของแถมหรือการแข่งขันชิงโชค ต้องไม่ใช้เวลากล่าวถึงการแข่งขันชิงโชค หรือของแถมเกินกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงเวลาโฆษณา หากมีการกำหนดอายุต้องประกาศให้ชัดเจน โดยคำประกาศหรือข้อความ
มาตรฐาน ๔ : กำหนดเวลาออกอากาศ (Scheduling)
        ๔.๑ ข้อความทางการค้าเดียวกันหรือต่างกัน ของสินค้าชนิดเดียวกัน ไม่สามารถออกอากาศได้เกิน ๑ ครั้ง ต่อครึ่งชั่วโมง
        ๔.๒ รายการสำหรับเด็กความยาวครึ่งชั่วโมง โฆษณาได้ ๔ นาที ความยาวหนึ่งชั่วโมง โฆษณาได้ ๘ นาที
        ๔.๓ ทั้งนี้ไม่จำกัดเวลาการประชาสัมพันธ์กิจกรรมสาธารณประโยชน์ แต่ต้องมีการตรวจพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาการประชาสัมพันธ์สาธารณประโยชน์ ก่อนการนำออกอากาศทุกครั้ง
        ๔.๔ เวลาที่อนุญาตให้โฆษณาได้ในมาตรฐานนี้ ครอบคลุมทั้งโฆษณาตรงและโฆษณาแฝง
มาตรฐาน ๕ : การใช้ตัวละคร ตัวการ์ตูน หรือบุคคลรับรองในโฆษณา (Promotlon by Characters and Personal Endorsements)
        ๕.๑ หุ่น, บุคคล และตัวละคร (รวมทั้งตัวการ์ตูน) ที่เด็กรู้จักเป็นอย่างดีหรืออยู่ในรายการสำหรับเด็ก ห้ามนำมาใช้รับรองสินค้า บริการ หรือของแถม รวมทั้งห้ามจับถือ, บริโภค, กล่าวถึง, รับรอง หรือกระทำการใดๆ เพื่อเป็นการโฆษณาสินค้า
        ๕.๒ ข้อห้ามนี้ไม่ครอบคลุมถึงหุ่น, บุคคล และตัวละครที่ผู้โฆษณาสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง เพื่อใช้ประโยชน์ในการโฆษณาขายสินค้า หรือกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่นๆ
        ๕.๓ นักแสดงหรือผู้ประกาศ ที่ไม่ได้แสดงหรือเกี่ยวข้องกับตัวละครในรายการที่เด็กนิยม สามารถเป็นผู้เสนอขายสินค้าในโฆษณาสินค้าเด็กได้
        ๕.๔ หุ่น, บุคคล และตัวละคร (รวมทั้งตัวการ์ตูน) ที่เด็กรู้จักเป็นอย่างดี สามารถนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงโดยทั่วไปเกี่ยวกับโภชนาการ, ความปลอดภัย, การศึกษา และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ ในโฆษณาสินค้าเด็ก
มาตรฐาน ๖ : เงื่อนไขราคาและการซื้อขาย (Price and Purchase Terms)
        ๖.๑ เงื่อนไขราคาและการซื้อขายต้องประกาศอย่างชัดแจ้งสมบูรณ์ ส่วนประกอบอื่น และอุปกรณ์เสริม ที่ต้องเพิ่มเงินหรือมีเงื่อนไขการซื้อขายเฉพาะ และที่เด็กจะเข้าใจผิดได้ว่า จะได้มากับการซื้อขายตามปกติ ต้องระบุให้ชัดเจนในโฆษณาทั้งทางภาพและเสียง
        ๖.๒ ห้ามทำให้สินค้าดูราคาไม่แพง ด้วยการใช้คำ อาทิ “เพียง” “เท่านั้น” “ราคาต่ำ” “ลดราคา” หรือ อื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
        ๖.๓ ถ้าเป็นของที่ต้องนำไปประกอบให้สมบูรณ์เอง ต้องมีข้อความประกาศชัดเจน ให้เด็กรู้ว่า จะได้รับของที่ยังประกอบไม่เสร็จ
        ๖.๔ เมื่อมีของเล่นมากกว่า ๑ ชิ้นปรากฏในโฆษณา ต้องแสดงให้เข้าใจชัดเจน ว่าชิ้นไหนคือชิ้นที่เด็กจะได้รับจากการซื้อ และชิ้นไหนที่จะต้องซื้อแยกหรือซื้อเพิ่มเติม
มาตรฐาน ๗ : การเปรียบเทียบคุณค่า (Comparison Values)
        ๗.๑ ไม่ควรเปรียบเทียบด้วยวิธีการทำลายคุณค่าสินค้าและบริการของคู่แข่งขันทางการค้า
        ๗.๒ ห้ามการโฆษณาเปรียบเทียบสินค้าหรือของเล่นเก่าที่เด็กมีอยู่แล้ว กับรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมา แม้จะเป็นข้อเท็จจริงก็ตาม
มาตรฐาน ๘ : ความปลอดภัย (Safety)
        ๘.๑ ห้ามนำเสนอข้อความทางการค้า ที่แสดงภาพผู้ใหญ่หรือเด็กกระทำสิ่งที่ไม่ปลอดภัย หรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย เช่น การจุดไฟ
        ๘.๒ ห้ามนำเสนอการใช้สินค้าที่อาจนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยและอันตราย เช่น โยนขนมขึ้นบนฟ้าแล้วอ้าปากคอยรับเวลาตกลงมา
มาตรฐาน ๙ : ระบบคุณค่าสังคม (Social Values)
        ๙.๑ ห้ามการนำเสนอคุณค่าที่ไม่ไปด้วยกันกับศีลธรรม จริยศาสตร์ และมาตรฐานกฎหมายของสังคมแคนาดาร่วมสมัย
        ๙.๒ ห้ามการนำเสนอทั้งโดยตรง และโดยนัยว่าผู้ใช้สินค้ามีความเหนือกว่าผู้อื่น หรือถ้าไม่ใช้สินค้าจะเป็นคนน่าขบขัน เชย ไม่ทันสมัย ข้อห้ามนี้ไม่รวมถึงข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ เพื่อการจัดการศึกษาและพัฒนาสุขภาพ
มาตรฐาน ๑๐ : ต้องพิสูจน์ได้ (Substantiation Required)
        เมื่อมีการกล่าวอ้างถึงการวัดค่าใดๆ อาทิ สมรรถนะ, ความปลอดภัย, ความเร็ว, ความทนทาน ผู้โฆษณา จะต้องพร้อมแสดงข้อพิสูจน์คำกล่าวอ้าง หรือตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้างประกอบการพิจารณา
๙. ประเทศอื่นๆ มีข้อห้ามปลีกย่อยที่มีมาตรฐานสูงแตกต่างกันออกไปตามสภาพจริงของประเทศ
        เช่น ในเรื่องความรุนแรง เรื่องเพศ บุหรี่ เหล้า อาชญากรรม พฤติกรรมดูถูกการศึกษา หยาบคาย โลภ กระตุ้นความเพ้อฝัน หยามศักดิ์ศรีของมนุษย์ ล้อเลียนเรื่องเพศ ข้อเลือกทางเพศ ศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ความพิการ ทำลายภาพพจน์ของผู้หญิง ความทุกข์ และการทำร้ายสัตว์
        เฉพาะ “มาตรฐาน ๔ : กำหนดเวลาออกอากาศ” และ “มาตรฐาน ๕ : การใช้ตัวละคร ตัวการ์ตูน หรือบุคคลรับรองในโฆษณา” ถ้านำมาตรฐานเหล่านี้มาตรวจสอบโฆษณาสินค้าเด็กของประเทศไทย ที่มีโฆษณาตรงและแฝงรวมกัน ๔๘๗ ครั้ง ในช่วง ๓ ชั่วโมงครึ่งของรายการสำหรับเด็กทางช่อง ๙ อสมท. หรือเฉลี่ยทุก ๒๖ วินาที เด็กไทยจะได้รับการปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมจากโฆษณาครั้งหนึ่ง ผลที่ออกมา ดูท่าจะไม่อยู่ในมาตรฐานเสียเป็นส่วนมาก อาการน่าเป็นห่วง
๑๐. พ่อ แม่ ครู ไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟกันหรือ?
        เช้าอันสงบสุขวันเสาร์-อาทิตย์ แทนที่เด็กไทยจะได้รับสาระบันเทิงคุณภาพ เริ่มต้นสุดสัปดาห์ ด้วยการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ที่งดงาม
        พ่อแม่ที่ทำงานหนักอย่างสุจริตมาทั้งสัปดาห์ ไม่อาจนอนตื่นสายอย่างวางใจ ต้องกุลีกุจอมาดูทีวีเป็นเพื่อนคอยแนะนำลูก เหมือนถูกลากออกจากเตียงมาตบหน้าแต่เช้าตรู่ ด้วยโฆษณาสินค้าโลภ ที่หวังใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของลูกหลานไทย สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ตนเอง โดยไม่มีความรับผิดชอบ เด็กและเยาวชนไทยจะเป็นอย่างไร ช่างหัวมัน ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของโฆษณา ยอมได้หรือ น่าแค้นใจ!
        เอาเถอะ ใครทนได้ก็ทนไป แต่เราไม่ทน เราจะรณรงค์เพื่อป้องกันลูกหลานของเราจากโฆษณาหลอกเด็ก สมุดปกแดงนี้คือข้อเรียกร้องเบื้องต้น เริ่มต้นที่การควบคุมโฆษณาสินค้าเด็ก เด็กไทยทุกคนมาร่วมกัน พ่อแม่ทุกคนมาร่วมด้วย โรงเรียนทุกแห่งมาช่วยกัน รัฐบาลทุกหน่วยงานรวมพลัง เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าสำหรับเด็กไทย


เคยพบเด็กๆ มีอาการแบบนี้บ้างไหม

๑. ปวดท้องมากเพราะกินน้ำอัดลมและขนมกรอบกรอบ
๒. เบื่ออาหารทั่วไป แต่ชอบกินน้ำอัดลมและขนมกรอบกรอบ (บางคนผอมซีด พบภาวะทุโภชนาการ)
๓. อ้วน (บางคนเป็นเบาหวานด้วย) และกินลูกกวาดลูกอม น้ำอัดลม และขนมกรอบกรอบเป็นประจำ
๔. ฟันผุ เพราะชอบกินลูกกวาดลูกอม และน้ำอัดลม
๕. อาการป่วยไข้ไม่สบายอื่นๆ เพราะชอบกินขนมเจ้าปัญหาคือ ลูกกวาดลูกอม น้ำอัดลม และขนมกรอบกรอบเหล่านี้

ช่วยกันรายงานให้สังคมรับรู้

        กุมารแพทย์เกือบทุกคน เคยพบเด็กที่มีอาการข้างต้นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอยู่เสมอ พ่อแม่ผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง ครู และคนรักเด็กเช่นคุณ เคยมีประสบการณ์กับการเจ็บป่วยเช่นนี้ของเด็กบ้างไหม?
        โครงการเด็กไทยรู้ทัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขอเชิญชวนทุกท่าน ช่วยกันรายงานให้สังคมรับรู้ โดยเขียนเล่าเรื่องราวกรณีเด็กที่พบ พร้อมที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของผู้เล่า ส่งมาที่ โครงการเด็กไทยรู้ทัน ตู้ปณ. ๔๔๕ ปณจ.ลาดพร้าว กทม. ๑๐๓๑๐ หรือส่งโทรสารมาที่ ๐๒-๙๓๑-๘๗๔๖ หรือ E-mail มาที่ Childrenintheknow@hotmail.com หรือจะโทรมาบอกเล่าเรื่องราว บันทึกไว้ ที่โครงการเด็กไทยรู้ทัน โทร ๐๒-๙๓๑-๘๗๙๑ ๐๒-๙๓๑-๘๗๙๒ เราไม่มีอะไรจะมอบตอบแทน นอกจากของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ จากโครงการเด็กไทยรู้ทัน อาทิ สมุดปกแดง, เสื้อยืด, กระเป๋า และคำขอบคุณจากใจ ที่ทุกท่านช่วยกันพิทักษ์เด็กไทย
รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง