บล็อกนี้เป็นเพียงช่องทางรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากที่ต่างๆ ผู้จัดทำไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารหรือต้องการให้ร้าย องกรณ์ หน่วยงานและบุคคลใดๆทั้งสิ้น+++++ หากบทความใดผิดพลาดหรือกระทบต่อ องกรณ์ หน่วยงาน หรือบุคคลใด ผู้จัดทำก็กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า +++++ ผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลหักล้าง ชี้แนะ หรือมีความเห็นใดๆเพิ่มเติมก็ขอความกรุณาแสดงความเห็นเพื่อให้เป็นความรู้สำหรับผู้อ่านท่านต่อๆไปได้ตามแต่จะเห็นสมควร ------------- ขอขอบคุณเจ้าของบทความทุกๆท่านมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ *******ช.ช้าง *******

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

“แม้ว” สั่งโยกย้าย ขรก.ทุกกระทรวงดั่งใจ ชี้ผู้สวามิภักดิ์ได้ดีทั่วหน้า - เล็งจัดกองทัพใหม่

ASTV Manager online





       เพื่อไทย เตรียมโยกย้ายข้าราชการทุกกระทรวง เน้น ‘คลัง’ ขับเคลื่อนนโยบาย ปิดจุดอ่อน “ดีแต่โม้” หวังเศรษฐกิจดีพยุง “ยิ่งลักษณ์” ส่วนมหาดไทยปรับย้ายได้สารพัดนึก วงในตำรวจ ชี้ “แม้ว” สุดยอดนักกลยุทธ์ซื้อใจลูกน้อง ผลักดันระบบ ‘อุปถัมภ์’เติบโต ด้าน ปชป.ยอมรับ ขรก.เทใจให้ทักษิณ จับตาเกมรื้อกฎหมายขย่มบิ๊กสีเขียว หวังจัดตั้งบิ๊กทหารคุมกำลังสมใจ...
       
       เพียงระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนหลังการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งโยกย้ายบรรดาข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างรวดเร็วทั้งในกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย
       
       และเมื่อเข้าใกล้สิ้นเดือนกันยายน อันถือว่าเป็นวันสิ้นสุดอายุราชการในหลายกระทรวง โดยเฉพาะในระดับซี 10-11 หรือในส่วนของกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ที่ถือว่าเป็นการจัดระเบียบหน่วยความมั่นคง ทั้งในกองทัพ และท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อกระชับอำนาจให้เข้าที่เข้าทางให้เหมาะสมกับที่ข้าราชการจะต้องเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการบริหารประเทศต่อไป
       
       รื้อ “คลัง” เน้นทำนโยบาย
       
       หน่วยงานสำคัญที่นับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ฐานะรัฐบาล กระทรวงที่มีการปรับเปลี่ยนไม่น้อย และเป็นกระทรวงแรกที่มีการปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ เพื่อรองรับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล คือกระทรวงการคลังที่ถือว่าเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของข้าราชการพลเรือน อาทิ สมชาย พูลสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร เบญจา หลุยเจริญ รองปลัดกระทรวงไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต
       
       รวมถึงการดัน นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ รวมถึงการส่ง สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และโยกประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมศุลกากร ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
       
       ตลอดจน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง รวมไปถึงในส่วนของข้าราชการการเมืองก็มีเข้ามาเป็นจำนวนไม่น้อย อาทิ สุรพร ดนัยตั้งตระกูล ที่ปรึกษา รมช.คลัง จิรเดช วรเพียรกุล ที่ปรึกษา บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง ภิญโญ ตั๊นวิเศษ ที่ปรึกษาวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เป็นต้น
       
       เหตุผลสำคัญในการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงการคลังเป็นวาระแรก ก็คือ การค้ำยันรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้สามารถยืนระยะต่อไปได้ เนื่องจากนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ถือว่าเป็นจุดขายของพรรคเพื่อไทยตามที่ได้ประกาศไปแล้วถูกโจมตีอย่างหนักจาก ข้อหา “ดีแต่โม้” จึงจำเป็นต้องถูกปิดจุดอ่อนด้วยการผลักดันนโยบายต่างๆออกมาอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งการมีข้าราชการในสายกระทรวงการคลังทำหน้าที่ขับเคลื่อนจึงเป็นการวางหมากไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ จึงไม่แปลกที่จะเห็นว่า นโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกจะถูกผลักดันออกมาอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงนโยบายบ้านหลังแรกยกเว้นภาษี 10% ที่ออกตามมาติดๆ และล่าสุดกับการซื้อใจข้าราชการกับการเตรียมขึ้นเงินเดือนข้าราชการวุฒิปริญญาตรี 15,000 บาทในต้นปี 2555 ที่จะถึงนี้
       
       “ข้าราชการในกระทรวงการคลังจำเป็นต้องมีการปรับเพื่อรองรับการทำนโยบาย ทำให้ นโยบายของรัฐถูกผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะจุดแข็งด้านเศรษฐกิจจะต้องเดินหน้าให้ได้” สงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทยระบุ
       
       ยุคเนวินยี้หนัก
       ปรับ มท.เข้าทางเพื่อไทย
       
       นอกเหนือจาก การขยับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจแล้ว สงวนยอมรับว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัด ถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกใช้ในการกดดันอย่างหนัก จึงไม่แปลกที่ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะประกาศพร้อมสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดในบางพื้นที่ทันทีหากชนะการเลือกตั้ง ซึ่งในวันนี้ก็เริ่มปรากฏแล้วโดยมี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ
       
       ด้วยประสบการณ์ของยงยุทธที่เคยเป็นข้าราชการประจำในระดับปลัดกระทรวงมาก่อนในอดีตทำให้มีสายสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดี ประกอบกับที่ลูกน้องต่างก็ทยอยเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จึงถือว่าเป็นมือไม้ที่สำคัญ และเมื่อมีอำนาจทางการเมืองจึงนำไปสู่การปรับย้ายเพื่อให้ได้คนที่ไว้ใจได้มากที่สุด
       
       ดังนั้น การปรับย้ายในกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ถือว่าเป็นการปรับในจำนวนที่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มีกระแสต้าน หรือเสียงค้านมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจในวัฒนธรรมของข้าราชการกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะในหลักอาวุโส แต่ที่สำคัญก็คือ ตราบาปที่พรรคภูมิใจไทยฝากไว้กับวงการข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ทั้งข้อครหาในการซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่ระดับอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปจนถึงระดับอธิบดีกรมและปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นที่อื้อฉาวอย่างยิ่งในยุคของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และจุดสำคัญก็คือ การที่มี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ดูแลเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงในอดีตที่ได้สร้างความไม่พอใจต่อข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยอย่างมาก
       
       “ฤดูนี้จะมีผู้ที่จะเกษียณหลายคน และหลายส่วนที่ถูกแต่งตั้งข้ามหัวมา คุณยงยุทธจะปรับเปลี่ยนแต่งตั้งตามระบบอาวุโสซึ่งสามารถทำได้ง่าย และอย่างน้อยก็เป็นที่ยอมรับของข้าราชการส่วนใหญ่ เพราะในอดีตมีปัญหาในการแต่งตั้งอย่างมาก รวมถึงผู้ที่รับใช้บางคนในอดีตอย่างสุดลิ่มก็ต้องปรับบทบาทให้เหมาะสมจึงจะทำงานด้วยกันได้” สงวนระบุ
       
       ด้วยเหตุนี้ วิเชียร ชวลิต จึงกลายเป็นอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และถูกเด้งเข้ากรุไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีพระนาย สุวรรณรัฐ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ถือว่าอาวุโสสูงสุด ขึ้นเป็นรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยทันที หรือแม้แต่ในระดับรองลงมาที่อีกชื่อหนึ่งก็มีความอาวุโสใกล้เคียงกันก็คือ สุกิจ เจริญรัตนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลของความอื้อฉาวในอดีตและการยึดโยงกับหลักอาวุโสอยู่ด้วยจึงทำให้การจัดระเบียบของรัฐบาลได้ง่ายโดยปริยาย
       
       ดังนั้น เมื่อคุมกระทรวงมหาดไทยได้ก็ส่งผลโดยตรงต่อการดูแลในระดับพื้นที่โดยตรงต่อการเลือกตั้ง ทั้งนี้ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ประกอบด้วย ผู้ตรวจราชการ 6 ตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด 12 ตำแหน่ง และรองผู้ว่าฯ อีก 23 ตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายในสายของข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจึงค่อนข้างเปิดกว้าง และการยึดกุมความได้เปรียบในข้าราชการสายมหาดไทยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงดูเหมือนเข้าทางและสร้างความได้เปรียบกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างมาก
       
       เชื่อดัน “ทวี” ขึ้นปลัดกระทรวง
       
       แต่ผู้ที่สังคมต้องจับตาก็คือ การที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรมถูกปรับโยกข้ามห้วยมารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการองค์การบริหารส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ขยับขึ้นชั้นข้าราชการระดับ ซี 11 เทียบชั้นปลัดกระทรวง มีอิสระและคุมเม็ดเงินงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท
       
       “หากพิจารณาในงานสายปราบปราบหรือความมั่นคง คุณทวีเป็นนายตำรวจอยู่ที่จ.กาญจนบุรีอยู่ช่วงหนึ่งที่รับราชการใหม่ๆ แล้วก็มาเติบโตในสายงานยุติธรรมโดยตลอด ซึ่งยังคงเป็นคำถามว่าจะสามารถแก้ปัญหาในภาคใต้ได้หรือไม่ เนื่องจากค่อนข้างยากและซับซ้อน และอาจไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ” แหล่งข่าวในแวดวงตำรวจระบุ
       
       การปรับย้ายข้ามห้วยครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นการโยกย้ายที่ พ.ต.อ.ทวี ได้รับประโยชน์อย่างสูงหลังจากที่ถูกแขวนไว้ในช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ความพยายามในการผลักดัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขึ้นรั้งตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ศอ.บต.ในครั้งนี้จึงเท่ากับว่า เป็นการปูทางและวางหมากยาวซึ่งเมื่อ พ.ต.อ.ทวี ขึ้นชั้นซี 11 แม้จะยังมิได้รั้งตำแหน่งปลัดกระทรวง แต่การย้ายข้ามฟากนี้เส้นทางสามารถทอดยาวไปได้ทั้งใน 2 สายของปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือจะย้ายกลับไปยังกระทรวงยุติธรรมก็มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น
       
       “เวลานี้ข้าราชการสายกระทรวงยุติธรรม ตำรวจหรือแม้แต่มหาดไทยถือว่าอยู่ในกรอบที่คุณทักษิณสามารถจัดวางได้ และถนนทุกสายจะมุ่งไปที่ตระกูลชินวัตรหากหวังที่จะเติบโตทางการเมือง”



       หวังรื้อกฎจัดระเบียบกองทัพ
       
       โดยในเวลานี้การจัดระเบียบข้าราชการในกระทรวงต่างๆ จึงดูเหมือนจะเป็นการชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก คือสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย ทว่าก็ยังคงมีความพยายามที่จัดการค่อนข้างยาก ก็คือ การแต่งตั้งโกยย้ายข้าราชการทหาร โดยเฉพาะกับสภากลาโหมกับการแต่งตั้งนายทหารระดับคุมกำลังเพื่อเป็นการจัดระเบียบของกองทัพซึ่งก็ไม่อาจทำได้
       
       จนถึงขนาดที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจของรัฐมนตรีว่ามีขอบเขตในการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า แม้แต่ระดับรัฐมนตรีก็เป็นการยากที่จะเข้ามาล้วงลูกในการจัดทำโผแต่ตั้งนายทหาร หรือพูดง่ายๆ ว่าทำได้เพียงเป็นทางผ่านของการจัดการโผทำนั้น
       
       “ทหารก็ถือว่าเป็นข้าราชการ ซึ่งรัฐมนตรีควรจะปรับได้ หากเทียบกับกระทรวงอื่นที่ปรับได้ทั้งระดับซี 10-11 กระทรวงกลาโหมที่มีความแตกต่างก็ควรที่จะมีการปรับแก้ระเบียบเพื่อให้เหมือนกับหน่วยราชการอื่นๆ” สงวนกล่าว
       
       ปัจจุบันจึงมีแนวคิดว่า อาจจะมีการปรับแก้ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารภายในกระทรวงได้โดยตรง จาก รมว.กลาโหม เนื่องจากมองว่านายทหารระดับสูงนั้นก็คือ ข้าราชการเช่นกัน รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบในการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองทันทีเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ โดยเทียบเคียงกับรัฐบาลอเมริกาซึ่งเมื่อสิ้นสุดการเลือกตั้งแล้วมีประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการทันทีเพื่อที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันได้ ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการปรับแก้หรือรื้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าว
       
       ดันอุตฯ ทหารบีบบิ๊กสีเขียว
       
       ขณะที่อีกส่วนหนึ่งที่ถือว่าค่อนข้างสำคัญก็คือ การเตรียมแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการทหารซึ่ง หมายรวมไปถึงการผลิตยุทธปัจจัยต่างๆ ในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบ ยานยนต์ อาวุธปืน กระสุน เป็นต้น ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทยมีความต้องการที่จะผลักดันในเรื่องดังกล่าว หากสามารถพัฒนาระบบอุตสาหกรรมทางการทหารได้ กองทัพจะสามารถมีรายได้ในการผลิตอาวุธได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ
       
       แต่อีกมุมหนึ่งต้องมองว่า หากรัฐบาลมีการผลักดันการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมทางการทหารขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ ก็ถือว่าจะเป็นการปิดกั้นระบบนายหน้าค้าอาวุธ หรือค่าคอมมิชชันในการจัดซื้อยุทธปัจจัย ซึ่งถือว่าเป็นวงเงินไม่น้อยในแต่ละปีเนื่องจากบรรดาบิ๊กในกองทัพย่อมมีความเกี่ยวพันในเรื่องดังกล่าวไม่น้อย ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างอ่อนไหวอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบเครือข่ายๆ ต่างอยู่ในมือของผู้มีอำนาจในกองทัพมาช้านาน
       
       “หากพัฒนาระบบอุตสาหกรรมทหารได้จะถือว่าปิดเส้นทางการค่าคอมมิชชันในการซื้อขายอาวุธของผู้มีอำนาจในกองทัพทันที ซึ่งยังคงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมทางการทหารต่อไป” สงวน ระบุ
       
       โดยแนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เนื่องจากทหารจะถูกบีบและอาจนำไปสู่แรงกดดันและภาวะตึงเครียดระหว่างทหารและรัฐบาลอย่างหนัก
       แม้ว ซื้อใจลูกน้องเก่ง
       
       ประเด็นดังกล่าวยังไม่รวมถึงบุคคลทั่วไปที่มิได้อยู่ในสายข้าราชการ หรือบุคคลทั่วไป ที่ยินดีพร้อมที่จะรับใช้และได้ดิบได้ดีในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต้องติดตามดูไปยังแกนนำคนเสื้อแดงที่ได้รับการยกระดับชีวิตจนเรียกได้ว่าหลังผ่านศึกสงครามและการต่อสู้ทางการเมืองมาด้วยกันจึงย่อมได้รับการปูนบำเหน็จอย่างงาม ทั้งกรณีของ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตลอดจน นพ.เหวง โตจิราการ ที่มีตำแหน่งเป็น ส.ส.ไปแล้ว
       
       หรือในรายของอารี ไกรนรา อดีตหัวหน้าการ์ด นปช.เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มี ยศวริศ ชูกล่อม หรือ “เจ๋ง ดอกจิก” ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกได้ว่าโตตามกันมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน
       
       “เจ๋ง ดอกจิก นี่เคยเป็นลูกน้องของผม แต่ตอนนี้เป็นที่ผู้ช่วยเลขารัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคุณทักษิณบริหารคนเก่งใช้คนเป็น และฉลาดที่จะซื้อใจคนจนทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยพร้อมที่จะร่วมงานเพื่อแลกกับทรัพย์สินเงินทองและชื่อเสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยังคงสู้ไม่ได้ในเรื่องนี้ ซื้อใจคนไม่เก่งเท่าคุณทักษิณ” แหล่งข่าวแวดวงตำรวจระบุ
       
       และจากนี้ไป หากจะพิจารณาบุคคลที่ “ยอมหัก ไม่ยอมงอ” ก็จะถูกส่งไปยังตำแหน่งในองค์กรที่ถือว่าไม่อยู่ในสายหลักนั่นเอง เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน ซึ่งโดยธรรมชาติที่ต้องยอมรับว่าระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยยังคงเติบโต และพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่ใช้วิธีการดังกล่าวได้อย่างเชี่ยวชาญ จึงไม่แปลกที่บรรดาข้าราชการตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับสูงจะตบเท้าเข้าหาขั้วอำนาจที่ถือโดยกลุ่มตระกูลชินวัตร
       
       “ท่าทีของ ก.ตร.กรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ในขณะนี้กับ ก.ตร.ในยุคของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งข้าราชการควรเป็นกลางทางการเมืองและมีศักดิ์ศรีมากกว่านี้” บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
       
       ขณะนี้จึงมองว่าในระบบการเมืองที่เป็นอยู่นี้ หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังคงจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ยาว หรืออยู่ได้เรื่อยหากยังไม่มีปมทางการเมืองที่อ่อนไหวมากนัก เนื่องจากท่าทีของข้าราชการค่อนข้างที่จะไหลไปตามการเมือง ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจอยู่ยาวได้ถึง 4 ปี เพียงแต่จุดที่น่ากังวลก็คือความเป็น กลางทางการเมืองของข้าราชการที่ลดน้อยไปอาจจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้
       
       ดังนั้น ในยุคนี้ไม่ว่าบรรดาข้าราชการ หรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการเติบโต จะวิ่งเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ และพร้อมที่จะรับใช้การเมือง ซึ่งเป็นการส่งเสริมหรือยืนยังได้ว่า “ระบบอุปถัมภ์” จะอยู่คู่กับสังคมไทยไปตลอดกาล พร้อมๆ กับอำนาจการเมืองยังคงมีอิทธิพลสูงจนบีบให้ข้าราชการประจำต้องยอมตกเป็นเครื่องมือและต้องเผชิญความเสี่ยงต่อไปเพื่อแลกกับอนาคต...

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

รีโมท ซื้อ รีโมท จากผู้ค้าส่งโดยตรง ที่มีหน้าร้านจริง ที่ บ้านหม้อ และ คลองถม ราคาถูกกว่าใคร ปลอดภัย มีรับประกัน

คนไทยกู้แผ่นดิน บนเฟชบุ๊ค

บทความย้อนหลัง